บทที่ 91 พบพานสหายเก่าในยามวิกาล
เถ้าแก่ในมือกำเอี๊ยมเอาไว้ สีหน้าของเขางุนงงยิ่งกว่าผู้ใด
ชั่วขณะหนึ่ง จะโยนทิ้งก็ไม่ดี จะถือไว้ก็ไม่เหมาะ
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าตนเองเป็นเพียงผู้ที่มามุงดูเรื่องสนุก แต่เหตุใดตนกลับกลายเป็นตัวตลกในเรื่องสนุกนี้ไปเสียได้?
ขณะที่กำลังทำอะไรไม่ถูก กระบี่ยาวเล่มหนึ่งก็จ่ออยู่บนลำคอของเขาแล้ว
สตรีผู้หนึ่งปรากฏแล้วฉวยเอาเอี๊ยมในมือของเขาไปด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความโกรธแกมอับอาย นางกัดฟันกรอดกล่าวว่า
“ดีนัก! ข้าก็นึกอยู่แล้วว่าเหตุใดม้าตัวหนึ่งจึงรู้จักขโมยของแนบกายของสตรี...
“ที่แท้ก็มีคนยุยงส่งเสริมนี่เอง...เจ้า...ช่างกล้านัก!!”
เถ้าแก่ตกใจจนขาสั่นระริก
“ทะ...ท่านจอมยุทธ์หญิง โปรดเมตตาด้วย!
“ข้าน้อยไม่รู้...ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
“ม้าตัวนี้ ม้าตัวนี้...ไม่ใช่ของข้าน้อยนะขอรับ!!”
“มิใช่ของเจ้า แล้วเหตุใดมันถึงนำสิ่งนี้...นำของสิ่งนี้มามอบให้เจ้า?”
สตรีผู้นั้นโกรธจนหน้าเขียว
ยิ่งเมื่อเห็นสายตาของเหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่โดยรอบ ก็ยิ่งทำให้นางเดือดดาลจนแทบคลั่ง
หากมิใช่เพราะยังไม่เข้าใจความจริงให้ถ่องแท้ นางก็อยากจะสังหารเถ้าแก่ผู้นี้ให้ตายตกไปเสียเดี๋ยวนี้
ส่วนเถ้าแก่กลับรู้สึกว่าเคราะห์กรรมที่ตกลงมาจากฟ้านี้ช่างหนักหน่วงเกินจะรับไหว คิดจะอธิบายก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี
ฉู่ชิงมองดูแล้วก็รู้สึกทั้งขำทั้งสงสารอยู่บ้าง เจ้าไป๋นี่ช่างสร้างเรื่องได้เก่งกาจนัก นี่มันไปก่อเรื่องกับจอมยุทธ์หญิงจากสำนักใดอีกเล่า?
เขาหันไปมองเปียนเฉิงแวบหนึ่ง คิดจะให้ศิษย์พี่รองผู้สุภาพอ่อนโยนผู้นี้ช่วยเถ้าแก่ออกจากการล้อมจับ...
พลันได้ยินเสียงหนึ่งดังไล่หลังมาอย่างเร่งรีบ
“ช้าก่อน ช้าก่อน!!
“แม่นางโปรดไว้ชีวิตด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านเถ้าแก่แม้แต่น้อย”
ผู้ที่มาพร้อมกับเสียงนั้น ย่อมเป็นไปตามคาด นั่นคือ ‘ม้าขาวกระบี่ทอง’ เฉาชิวผู่
ฝูงชนหนาแน่นเกินไป การจะเบียดแทรกเข้ามานั้นค่อนข้างลำบาก เขาจึงใช้วิชาตัวเบา เหยียบย่างบนบ่าของผู้คนข้ามมา
เมื่อมาถึงเบื้องหน้า เขาก็โค้งคำนับคารวะ พลางกล่าวขออภัย
สตรีผู้นั้นมิได้มาเพียงลำพัง ข้างกายนางยังมีสตรีอีกหลายนางที่แต่งกายคล้ายคลึงกัน เห็นได้ชัดว่ามาจากสำนักเดียวกัน
สีหน้าที่ขุ่นเคืองในตอนแรก ภายใต้คำอธิบายจนน้ำลายแตกฟองของเฉาชิวผู่ ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
เถ้าแก่เองก็ฟังจนงุนงงไปหมด
ในที่สุด สตรีผู้นั้นดูเหมือนจะยอมรับคำอธิบายนี้ สาเหตุหลักเป็นเพราะชื่อเสียงของเฉาชิวผู่นั้นเลื่องลือไปทั่วหล้า ทุกคนต่างรู้ว่าเขาคือจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ คงไม่ทำเรื่องต่ำช้าเลวทรามเช่นนั้น
นางเพียงกำชับว่าอย่าได้ปล่อยให้ ‘ม้าลามก’ ตัวนี้ออกอาละวาดอีก หากมีครั้งหน้า จะไม่ให้อภัยโดยเด็ดขาด
แน่นอนว่าชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของหลี่หานกวงก็พลอยเลื่องลือไปทั่วหล้าอีกครั้งด้วยเหตุนี้
เฉาชิวผู่ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก
เถ้าแก่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด คิดจะมอบสุราสองไหให้เฉาชิวผู่เพื่อแสดงความขอบคุณ
แต่เฉาชิวผู่ยืนกรานไม่ยอมรับ... ประการแรก เรื่องนี้มีต้นเหตุมาจากเขา เถ้าแก่เป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยใช่เหตุ จะรับของจากผู้ที่เดือดร้อนได้อย่างไร?
ประการที่สอง หากวันนี้รับสุราไป เจ้าไป๋จะไม่ยิ่งมั่นใจหรอกหรือว่าใช้เอี๊ยมแลกสุราได้?
หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าม้าตัวนี้คงจะเสียม้าไปโดยสมบูรณ์
เมื่อเรื่องสนุกจบลง ฝูงชนก็ค่อยๆ สลายตัวไป
ฉู่ชิงยิ้มเล็กน้อย กำลังจะกลับโรงเตี๊ยม แต่เฉาชิวผู่กลับหันมาสบตากับเขา
พอดี
“พี่สาม!!”
เฉาชิวผู่ตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ฝ่ายฉู่ชิงคิดจะหลบหน้าก็ไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่ยืนมองเขาจูงม้าขาวเข้ามาใกล้
“พี่สาม นับแต่จากกันที่หมู่บ้านชิงซีก็มิได้พบกันหลายวัน สบายดีหรือไม่?”
“ก็ยังดีอยู่ แต่ข้าไม่ได้พบท่านจอมยุทธ์เฉาเพียงไม่กี่วัน ท่านกลับดูองอาจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็เหลือบมองม้าขาวตัวนั้นแวบหนึ่ง
“เจ้าไป๋ก็ยังคงดูมีชีวิตชีวาเช่นเคย”
เฉาชิวผู่ได้ฟังก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที ถอนหายใจอย่างจนใจ
“อย่าพูดถึงเจ้าตัวก่อเรื่องชั้นเซียนนี่เลย เมื่อครู่ก็เพิ่งไปล่วงเกินจอมยุทธ์หญิงแห่ง ‘สำนักเหวินเซียง’ มา...
“โชคดีที่พวกนางเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง ไม่ถือสาเอาความมัน หาไม่แล้วผลลัพธ์คงมิอาจคาดเดา”
เจ้าไป๋ที่อยู่ข้างๆ โกรธจนพ่นลมออกจากจมูกฟืดฟาด ใบหน้าม้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ฉู่ชิงเพิ่งจะเข้าใจกระจ่างแจ้ง ที่แท้สตรีกลุ่มเมื่อครู่คือศิษย์ของสำนักเหวินเซียง
สำนักเหวินเซียงมิอาจนับเป็นสำนักใหญ่ชื่อดัง เทียบไม่ได้กับสำนักไท่อี้และหอเยี่ยนหยู่
แรกเริ่มเดิมทีในสำนักมีเพียงศิษย์สตรี ต่อมาไม่ทราบด้วยเหตุใด เจ้าสำนักเกิดเปลี่ยนใจจึงเปิดรับศิษย์บุรุษด้วย บัดนี้จึงมีทั้งฝ่ายบุรุษและฝ่ายสตรี
ทว่าทั้งสองฝ่ายนี้แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ลงรอยกัน แต่เพราะฝีมือใกล้เคียงกัน จึงไม่มีฝ่ายใดยอมเปิดศึกก่อนโดยไม่จำเป็น ด้วยเหตุนี้จึงรักษาสันติภาพเพียงเปลือกนอกเอาไว้ได้
ส่วนอิทธิพลเช่นสำนักเหวินเซียง ในดินแดนหนานหลิ่งแห่งนี้หากไม่มีถึงหนึ่งร้อย ก็คงมีราวแปดสิบสำนัก กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ ดุจดวงดาวบนท้องฟ้า
อิทธิพลในยุทธภพนั้นสลับซับซ้อน ยากจะจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ที่แน่นอนได้
หากจะให้แบ่งประเภทอย่างจริงจัง ก็มักจะแบ่งเป็นพรรคและสำนัก
พรรคนั้นมีอิทธิพลกว้างขวาง สมาชิกหลากหลาย และมีลูกน้องจำนวนมาก
ส่วนสำนักเนื่องจากมีการสืบทอดวิชา วรยุทธ์จึงมักจะร้ายกาจกว่า มีความสามัคคีแน่นแฟ้นกว่า แต่เขตอิทธิพลมักจะเล็กกว่าพรรค
แต่ก็มีสำนักใหญ่ที่สยบพรรครอบข้างไว้ใต้อาณัติ ใช้พรรคเป็นปราการคุ้มกันสำนัก
ในทางกลับกัน หากพรรคมีอำนาจยิ่งใหญ่ สำนักก็จะยอมสยบต่อพรรคเช่นกัน
มันก็ไม่ต่างอันใดกับการที่ลมตะวันออกข่มลมตะวันตก
เพียงแต่สถานการณ์ในใต้หล้านั้นวุ่นวายมานานแล้ว จนถึงบัดนี้จึงนับว่ารักษาสมดุลอันเปราะบางเอาไว้ได้อย่างยากเย็น
เบื้องบนมีสามเทพห้าจักรพรรดิคอยควบคุมสถานการณ์ทั่วทุกสารทิศ เบื้องล่างก็มีความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงดุจรากไม้พันกัน เพียงขยับเส้นผมเส้นเดียวก็สะเทือนไปทั้งร่าง
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สำนักเฉินเตาเน่าเฟะมาเป็นเวลานาน แต่กองกำลังจากทุกสารทิศกลับยังคงเกรงใจ ไม่อยากลงมือจัดการโดยง่าย
ยกตัวอย่างเมืองเทียนหวู่ หากมิใช่เพราะกระบี่ชิงเย่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดที่สำคัญของวั่นเย่กู่ กู่เชียนชิวก็คงไม่ลงมือกับเมืองเทียนหวู่โดยพลการ
บัดนี้หุบเขาหมื่นราตรีและพรรคเฉินชาเหลือเพียงชื่อ แต่ไร้ซึ่งอำนาจโดยสิ้นเชิง
หวู่กานฉีใช้โอกาสนี้ขยายอิทธิพลนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด แต่ก็มีอุปสรรคขวากหนามมากมาย
อุปสรรคเหล่านี้มาจากสายตาที่จับจ้องอย่างกระหายของกองกำลังโดยรอบ กำลังคนของตนเองไม่เพียงพอ การเข้ายึดครองอย่างผลีผลามอาจทำให้เกิดสภาวะที่ได้หน้าลืมหลัง...
ยากจะกล่าวได้ว่าจะสำเร็จได้ในชั่วพริบตา
คราวนี้สำนักเฉินเตาก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่มีคนจากเมืองเทียนหวู่มายังเมืองเฉินเตาเลย
สาเหตุหลักก็เพราะ หวู่กานฉีในเวลานี้ไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกับเฉาชิวผู่ครู่หนึ่ง ฉู่ชิงก็แนะนำโม่ตู๋ฉิงและเปียนเฉิงแห่งสำนักไท่อี้ให้รู้จัก
เฉาชิวผู่จึงกล่าวลาจากไป
ฉู่ชิงก็มิได้รั้งเขาไว้ พบพานกันในยุทธภพ รู้จักกันเพียงผิวเผินก็พอแล้ว
หากมิใช่เพราะถูกเฉาชิวผู่เห็นเข้า ฉู่ชิงกระทั่งพบหน้าเขาก็ยังไม่ต้องการ
เปียนเฉิงมองเฉาชิวผู่ที่จากไปพร้อมกับม้าขาว แล้วหันมากล่าวกับฉู่ชิงว่า
“ม้าขาวเดียวดายท่องยุทธภพ กระบี่ทองหมื่นลี้เสียงปราบอธรรม
“คุณชายสาม ฟังข้าเตือนสักคำเถิด กับคนผู้นี้ อย่าได้คบค้าสมาคมลึกซึ้งจะดีกว่า”
ฉู่ชิงมองเปียนเฉิงด้วยความประหลาดใจ
“คำพูดของพี่เปียน...”
เปียนเฉิงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“เฉาชิวผู่ผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจชาวยุทธ์ จิตใจดุจพระโพธิสัตว์
“ทว่าคนผู้นี้มักจะพัวพันอยู่กับปัญหา ที่ใดมีเขา ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง
“ฮ่าๆๆ แต่คำพูดนี้ข้าก็เพียงแค่เอ่ยขึ้นมาลอยๆ คุณชายสามเพียงรับรู้ไว้ก็พอ เป็นข้าที่พูดจาเกินเลยไปแล้ว”
“หามิได้ พี่เปียนปฏิบัติต่อน้องด้วยความจริงใจ น้องซาบซึ้งใจยิ่งนัก”
ฉู่ชิงประสานหมัดเล็กน้อย
เปียนเฉิงมองฉู่ชิงอย่างลึกซึ้ง
“ระหว่างท่านกับข้า ไม่จำเป็นต้องมากพิธีเช่นนี้”
เขาและฉู่ฝานเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน ฉู่ฝานคิดถึงน้องสามผู้นี้เป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาและศิษย์พี่ใหญ่ออกเดินทาง ฉู่ฝานจะขอร้องให้พวกเขาช่วยตามหา
และเป็นเพราะได้เห็นภาพวาดที่ฉู่ฝานวาดให้ฉู่ชิงอยู่เสมอ เปียนเฉิงจึงจดจำเขาได้อย่างแม่นยำ
เพียงอาศัยภาพวาดของฉู่ชิงในวัยสิบสองขวบ ก็สามารถเชื่อมโยงเข้ากับฉู่ชิงในปัจจุบันได้
ถึงขนาดที่ว่าเพียงแรกเห็นก็จำได้ทันทีว่าฉู่ชิงคือผู้ใด
ฉู่ชิงพยักหน้าเล็กน้อย กำลังจะกลับโรงเตี๊ยมพร้อมกับทุกคน ก็พลันเห็นเงาร่างของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในฝูงชน
คนกลุ่มนี้ดูแปลกประหลาดนัก สีหน้าเย็นชา เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ทุกคนล้วนปิดบังใบหน้าเอาไว้
บ้างแบกโลงศพ บ้างเหน็บเสื่อกกไว้ที่เอว
ทุกที่ที่พวกเขาเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นชาวยุทธ์หรือชาวบ้านธรรมดา ต่างพยายามถอยห่างจากพวกเขาให้มากที่สุด
“คนฝังศพ!”
นัยน์ตาของเปียนเฉิงหดเล็กลง
ใบหน้าของโม่ตู๋ฉิงพลันฉายแววเคร่งขรึมขึ้น ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“ความวุ่นวายในเมืองเฉินเตาได้บังเกิดแล้ว กระทั่งคนฝังศพยังทราบข่าวจนต้องเคลื่อนไหว”
“อีกสองวันจะถึงงานชุมนุมอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า... แต่กลับไม่รู้เลยว่า เมื่อถึงวันนั้น... จะเป็นภาพเหตุการณ์เช่นใด”
ทุกคนมิได้มองดูต่อ หันกายกลับสู่โรงเตี๊ยม
ในวันนี้ฉู่ชิงมิได้ก้าวเท้าออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว เขาใช้เวลาไปกับการพักผ่อน ฝึกปรือวรยุทธ์ หรือไม่ก็ไปสนทนาสัพเพเหระกับเปียนเฉิง โม่ตู๋ฉิง และเวินโหรว
ด้วยเหตุนี้ ข่าวคราวต่าง ๆ จึงหลั่งไหลเข้ามาให้ได้ยินอยู่เสมอ
ในเมืองมีผู้คนจากสามศาสนาเก้าสำนักอยู่มากเกินไป ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้มีปัญหากระทบกระทั่งกัน หรือไม่ก็มีการฆ่าฟันกันกลางถนน
เส้นทางเข้าเมืองของเหล่าคนฝังศพก็ไม่ได้ราบรื่นนัก
ผู้คนมากมายต่างพากันหลีกหนีด้วยความรังเกียจ อยากจะขับไล่พวกเขาออกไปให้พ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การปรากฏตัวของพวกเขามักหมายถึงความตายและการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก หมายถึงเลือดที่ไหลนองเป็นสายธาร
ทว่าเหล่าคนฝังศพกลับไม่สะทกสะท้านต่อเรื่องนี้
ถึงขั้นมีการลงไม้ลงมือกันอย่างหนัก แต่ถึงแม้ว่าคนฝังศพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในยุทธภพ ทว่าในหมู่พวกเขากลับไม่มีผู้ใดเป็นคนอ่อนแอ ชาวยุทธกลุ่มนี้จึงยากจะทำอะไรพวกเขาได้
ท้ายที่สุดจึงได้แต่รวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องให้สำนักเฉินเตาออกหน้าขับไล่คนเหล่านั้นออกจากเมืองเฉินเตา
ผลลัพธ์คือคนของสำนักเฉินเตาปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า ‘งานชุมนุมอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้าย่อมต้อนรับแขกจากทุกสารทิศ’
ประกาศว่าไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ขอเพียงมาถึงเมืองเฉินเตา ก็สามารถเข้าร่วมงานมหกรรมครั้งนี้ได้
เรื่องนี้จึงได้แต่ปล่อยให้จบไปอย่างเงียบๆ
หนึ่งวันผ่านไปในพริบตา
เมื่อม่านราตรีโรยตัว ฉู่ชิงกำลังนั่งเข้าสมาธิอยู่ภายในห้อง
พลันได้ยินเสียงแหวกอากาศและเสียงการปะทะดังมาจากท้องถนน
เดิมทีฉู่ชิงไม่คิดจะสนใจ ทว่าพลันได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า
“ระหว่างท่านกับข้า ไม่เคยมีความแค้นเก่า ไม่มีความบาดหมางใหม่ เหตุใดจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้?”
เสียงนี้พอกระทบโสต ฉู่ชิงก็จำที่มาของเสียงได้ในทันที
เขารีบรุดไปยังหน้าต่าง แง้มบานหน้าต่างออกเป็นช่องแคบ เห็นเพียงเงาร่างวูบไหวบนท้องถนน และล้วนเป็นสตรีทั้งสิ้น
คนผู้หนึ่งกำลังทะยานเข้าปะทะท่ามกลางวงล้อม ฝ่าซ้ายทะลวงขวาท่ามกลางค่ายกล ทุกท่วงท่าล้วนแฝงไว้ด้วยอานุภาพมหาศาล
แม้สตรีเหล่านั้นจะมีค่ายกลคอยช่วยเหลือ แต่ชั่วขณะหนึ่งก็ยังรับมือได้อย่างเหนื่อยยาก
ฉู่ชิงเพียงแค่เหลือบมองครั้งเดียว ในดวงตาก็ฉายแววประหลาดใจ
กลุ่มสตรีนี้คือศิษย์ของหอเยี่ยนหยู่ซึ่งนำโดยตู้หานเยียนนั่นเอง
เพียงเรื่องนี้ยังไม่พอให้ฉู่ชิงต้องประหลาดใจ สิ่งที่ทำให้เขาตกใจอย่างแท้จริงก็คือ ผู้ที่กำลังปะทะกับพวกนาง...กลับเป็นต่งสิงจือ!
เพียงแต่รูปลักษณ์ของเขาในยามนี้ แตกต่างจากเมื่อหลายวันก่อนราวกับเป็นคนละคน
แววตาและสีหน้าเต็มไปด้วยความโอหังบ้าคลั่ง หว่างคิ้วมีประกายสีม่วงสายหนึ่ง ยาวประมาณครึ่งชุ่น ตั้งตระหง่านอยู่ราวกับเป็นดวงตาที่สาม
เพลงยุทธ์ที่ใช้ออกไม่ว่าจะเป็นกรงเล็บหรือฝ่ามือ ล้วนมีอานุภาพร้ายกาจยิ่ง
ห่างไกลจากเมื่อครั้งอยู่ที่หมู่บ้านชิงซีจนเทียบกันไม่ติด
“นี่เพิ่งไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้?”
ฉู่ชิงอุทานด้วยความประหลาดใจอยู่ชั่วขณะ ในวันนั้นพวกเขาเคยคาดเดาไว้แล้วว่า ในห้องลับของหมู่บ้านชิงซีนั้น น่าจะมีของบางอย่างที่ต่งสิงจือและต่งยู่ไป๋ได้ไป
แต่ในยุทธภพนี้จะมีของสิ่งใดที่สามารถทำให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปราวกับเกิดใหม่ได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้?
นี่มันออกจะพิสดารเกินไปแล้วกระมัง?
“บีบคั้นกันถึงเพียงนี้รึ?”
เสียงอันแปร่งประหลาดของต่งสิงจือดังขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะฮ่าๆ เขาสะบัดมือทั้งสองข้าง พลังภายในสายหนึ่งก็ระเบิดออกไปทั่วทุกทิศทาง
เหล่าศิษย์หอเยี่ยนหยู่ถูกพลังนี้กระแทกจนไม่อาจยืนหยัดอย่างมั่นคง ร่างกายโซซัดโซเซถอยหลังไป
พลันเห็นต่งสิงจือยืนเหยียดกายตรง ประกาศอย่างหยิ่งผยองว่า
“ในวันนั้นที่หมู่บ้านชิงซี พวกเจ้าล้วนดูแคลนข้า”
“อย่าบอกนะว่าคิดว่าข้าต่งสิงจือดูไม่ออก?”
“บัดนี้วรยุทธ์ข้าก้าวหน้าแล้ว ย่อมต้องทำให้พวกเจ้ารู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของข้า!!”
คนผู้นี้ใช่เด็กสามขวบหรือไร?
ความคิดถึงได้อ่อนหัดปานนี้?
อีกอย่าง ตอนที่อยู่หมู่บ้านชิงซี ต่อให้เป็นตู้หานเยียน เฉาชิวผู่ หรือฉู่ชิงที่ดูแคลนต่งสิงจือและต่งยู่ไป๋ แต่นั่นก็เป็นเพราะต่งยู่ไป๋คอยหาเรื่องยั่วยุมิใช่หรือ
ถึงกระนั้น ฉู่ชิงก็ไม่เคยลงมือกับพวกเขาอย่างจริงจัง
ยังคงปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพเสมอมา
แล้วเหตุใดพอมาถึงตอนนี้ กลับกลายเป็นว่าต้องทำให้พวกนางรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจเสียแล้ว?
ตู้หานเยียนเองก็โกรธจนแทบสำลัก นางบังเอิญพบต่งสิงจือที่นอกเมืองเฉินเตา
ด้วยเห็นแก่ที่เคยพบหน้ากันที่หมู่บ้านชิงซี อีกทั้งตอนนั้นต่งสิงจือก็รีบร้อนจะจากไป แต่กลับหวนคืนมาอีกครั้ง นางจึงคิดจะเข้าไปทักทายพูดคุย
คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้พูดคุยกันสองสามประโยค ต่งสิงจือก็ลงมือกับพวกนางอย่างกะทันหัน
เดิมทีตู้หานเยียนไม่กลัวเขา แต่เมื่อได้ประลองฝีมือกันแล้วกลับคาดไม่ถึงว่าตนเองจะไม่ใช่คู่ต่อสู้
แม้จะตั้งค่ายกลเข้าต่อกร ก็ยังคงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เมื่อเห็นว่าต่งสิงจือต้องการจะลงมือสังหารพวกนาง ตู้หานเยียนจึงได้แต่พาศิษย์น้องหลบหนี
หนีมาตลอดทางจนถึงเมืองเฉินเตา ก็ยังถูกต่งสิงจือสกัดไว้ได้
นางจึงได้เอ่ยถามเขาว่าเหตุใดจึงต้องบีบคั้นกันถึงเพียงนี้
ผลลัพธ์กลับกลายเป็น...เพราะเรื่องแค่นี้?
“เจ้า...ไร้เหตุผลสิ้นดี!!”
ตู้หานเยียนตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าคิดว่าหอเยี่ยนหยู่ของข้าจะยอมให้รังแกได้ง่ายๆ หรืออย่างไร?”
“มิใช่หรือ?”
ต่งสิงจือหัวเราะเสียงดังลั่น ฝีเท้าพลันเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง เพียงไม่กี่ก้าวร่างของเขาก็ผลุบๆ โผล่ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าตู้หานเยียนในทันที
เขายื่นมือออกไปคว้า ตู้หานเยียนก็จีบนิ้ว ชี้ออกไป
ปลายนิ้วจรดลงกลางฝ่ามือของต่งสิงจือ ทว่าพลังกลับหายวับไปราวกับวัวดินจมทะเล เขาพลิกมือจับข้อมือของนางไว้ แล้วดึงร่างนางเข้ามาในอ้อมแขน
“ศิษย์พี่ใหญ่!!”
“ปล่อยศิษย์พี่ใหญ่เดี๋ยวนี้!!”
เหล่าศิษย์หอเยี่ยนหยู่พลันเดือดดาล
ต่งสิงจือใช้มือบีบคอของตู้หานเยียนไว้ แล้วโน้มตัวเข้าไปสูดดมกลิ่นหอมจากเส้นผมของนาง
“หอมยิ่งนัก เจ้าช่างงดงามโดยแท้ หลานชายโง่ของข้าผู้นั้นโง่เขลาในทุกเรื่อง แต่สายตาในการมองสตรีกลับนับว่าไม่เลว”
“น่าเสียดาย สตรีงดงามเช่นเจ้า ไหนเลยจะถึงตาของมันได้?”
“ตู้หานเยียน เจ้ากับข้ามาทำข้อตกลงกันเป็นอย่างไร?”
“วันนี้ข้าสามารถปล่อยคนอื่นของหอเยี่ยนหยู่ไปได้ แต่เจ้าต้องไปกับข้า!”
“ตายเสียเถอะ!”
“สารเลว! ปล่อยศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรา แล้วมาสู้กันให้รู้ดีรู้ชั่วไปเลย!”
“ศิษย์พี่ใหญ่อย่าได้ตอบตกลงมัน มันเป็นคางคกคิดจะกินเนื้อหงส์”
ตู้หานเยียนถูกเขาจับกุมไว้ในมือ รู้สึกได้ว่าเส้นลมปราณทั่วร่างถูกสะกัดกั้น ถึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่ประมือกัน เขายังคงซ่อนเร้นฝีมือเอาไว้
ขนาดนางยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา หากศิษย์น้องเหล่านี้ยังคงดึงดันจะเอาชนะ วันนี้เกรงว่าคงมีแต่ตายไม่มีรอด
แผนการในตอนนี้ คือต้องถ่วงเวลาต่งสิงจือเอาไว้ก่อน
รอให้เหล่าศิษย์น้องหนีไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว ค่อยสู้ตายกับมันก็ยังไม่สาย
เมื่อคิดได้ดังนี้ ขณะที่นางกำลังจะแสร้งทำเป็นยินยอม พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า
“ไม่ได้พบกันไม่กี่วัน คุณชายต่งช่างทำให้คนต้องมองใหม่เสียแล้ว”
“นี่ถึงขั้นคิดจะให้ศิษย์พี่ใหญ่แห่งหอเยี่ยนหยู่ไปกับท่านแล้ว ก้าวต่อไปท่านคิดจะทำสิ่งใด?”
“จะขึ้นสวรรค์เลยหรือไร?”
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก็เห็นมือดาบในชุดครามยืนไพล่หลังอยู่บนยอดเสาธง เส้นผมปลิวไสว
ตู้หานเยียนเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง
“คุณชายสาม?”
(จบบท)