บทที่ 100 คณิกา

ฉู่ชิงไม่ได้ครุ่นคิดกับปัญหานี้นานนัก ในเมื่อเป็นเรื่องที่เคยรับปากไว้ก่อนหน้า ทั้งตัวเขาเองก็อยากไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง จึงเห็นพ้องต้องกันกับเปียนเฉิงในทันที
เพียงแต่ให้เปียนเฉิงรอตนสักครู่ เขาจะกลับไปหยิบอาวุธที่ห้อง แล้วจึงเตรียมตัวออกเดินทาง
ทว่ายังไม่ทันที่คนทั้งสองจะได้ลงไปชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดหนึ่งครา เวินโหรวเปิดประตูเดินออกมา พลางเหลือบมองคนทั้งสองด้วยแววตาอันว่างเปล่าไร้อารมณ์
“พวกท่านจะไปที่ใดกัน?”
สิ้นเสียงนาง ก็จับจ้องไปยังฉู่ชิง
“พี่สาม กลิ่นบนกายท่านเปลี่ยนไปอีกแล้ว ราวกับเป็นกลิ่นอายของเกล็ดหิมะน้ำค้างแข็ง”
“...จมูกเจ้าช่างดีจริง”
ฉู่ชิงกระแอมหนึ่งครั้ง
“ข้ากับศิษย์พี่รองของเจ้า เตรียมจะออกไปเดินเล่นกัน”
“ข้าไปด้วย”
เวินโหรวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เปียนเฉิงและฉู่ชิงสบตากัน แอบร้องในใจว่าไม่ดีแน่แล้ว
พาสตรีเที่ยวหอคณิกา? เรื่องเช่นนี้...นับว่าสมควรแล้วหรือ?
เปียนเฉิงกล่าวอย่างเด็ดขาด
“ศิษย์น้องเล็ก วันนี้เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว กลับไปพักผ่อนในห้องดีๆ เถิด พวกเราแค่จะออกไปเดินเล่น เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
“ไปเดินเล่นที่หอเทียนเซียง? ศิษย์พี่รองลืมแล้วหรือว่าตอนที่พวกท่านนัดหมายกันในวันนี้ ข้าก็อยู่ข้างๆ ด้วย”
เวินโหรวเหลือบมองเปียนเฉิงหนึ่งครา ถูกเปิดโปงความจริงเช่นนี้ เปียนเฉิงถึงกับหน้าแดงก่ำ
รีบแก้ต่างโดยพลัน
“พวกเราแค่จะไปเปิดหูเปิดตา ไม่ได้คิดจะไปลุ่มหลงในดงบุปผาเสียหน่อย...”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พาข้าไปด้วยก็คงไม่ขัดขวางการเปิดหูเปิดตาของพวกท่านกระมัง?”
เวินโหรวแค่นเสียงเย็นชา
“หรือว่าศิษย์พี่รองคิดจะทำอะไรบางอย่าง? หากมีศิษย์น้องตามไปด้วย จะทำให้แผนการดีๆ ของพวกท่านต้องเสียกระนั้นหรือ?”
“นี่...”
เปียนเฉิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ทำได้เพียงส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากฉู่ชิง
เมื่อเห็นสีหน้าของฉู่ชิงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง สงบนิ่งดุจเดิม ในใจก็พลันเบาลงเล็กน้อย รู้สึกว่าฉู่ชิงน่าจะมีวิธีเกลี้ยกล่อมให้เวินโหรวเปลี่ยนความคิดนี้ได้
เป็นดังคาด ได้ยินฉู่ชิงเอ่ยขึ้นช้าๆ
“เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด”
เปียนเฉิงพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง
“ใช่แล้ว เช่นนั้นก็...หา?”
พูดไปได้เพียงครึ่งเดียว เปียนเฉิงก็เพิ่งจะรู้สึกตัว อ้าปากค้างไปชั่วขณะ
เหตุใดจึงไปด้วยกันเล่า?
เวินโหรวไม่ให้โอกาสเปียนเฉิงได้ค้าน พยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“พวกท่านรอข้าก่อน ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“อย่าได้คิดจะสลัดข้าทิ้ง ข้าหาพวกท่านเจอได้”
กล่าวจบก็หันหลังกลับเข้าห้องไป ปิดประตูดังปัง
เปียนเฉิงมองฉู่ชิงด้วยสีหน้าราวกับชีวิตนี้สิ้นหวังแล้ว
“เหตุใดเจ้าจึงตอบตกลงไป?”
“ก็เปิดหูเปิดตานี่นา”
ฉู่ชิงกล่าว
“เวินโหรวเป็นสตรี ก็ควรจะได้เห็นภาพเช่นนั้นบ้าง จะได้รู้ว่าบุรุษที่เข้าไปในหอคณิกานั้น มีหน้าตาเป็นเช่นไร”
“ในภายภาคหน้าจะได้ไม่ถูกหลอกลวงด้วยลมปากหวานไม่กี่คำ”
“...ยามที่ควรจะถูกหลอก แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าคนผู้นั้นกำลังหลอกลวงเจ้าอยู่ ก็ยังคงยินยอมพร้อมใจให้เขาหลอก”
“นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าเคยเห็นมากหรือน้อยเพียงใด”
เปียนเฉิงไม่เห็นด้วยกับคำพูดของฉู่ชิง
ฉู่ชิงจึงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“พี่เปียนเคยถูกหลอกหรือ?”
เปียนเฉิงส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
“จะเป็นไปได้อย่างไร?”
ฉู่ชิงรู้สึกกังขาในความสัตย์จริงของคำพูดนี้ แต่ก็ไม่ได้ติดใจกับปัญหานี้ต่อไป
“ไม่เป็นไรน่า อย่างไรเสียก็แค่ไปเปิดหูเปิดตา ต่อให้นางจะตามไปด้วยก็ไม่มีปัญหาอะไร”
“หากพี่เปียนเกิดต้องใจแม่นางท่านใดขึ้นมาจริงๆ ข้าจะพยายามดึงเวินโหรวออกไปให้ไกลที่สุด”
“รับรองว่าจะไม่ขัดขวางความสำราญของพี่เปียน”
“ข้าต้องกล่าวขอบคุณเจ้าด้วยหรือไม่?”
“มิต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น”
ชั่วขณะหนึ่ง คนทั้งสองต่างมองหน้ากันโดยไร้คำพูด
เวินโหรวก็ไม่ได้ให้พวกเขารอนานนัก ไม่นานนางก็เปลี่ยนเป็นชุดบุรุษเดินออกมาจากห้อง
นางสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวนวลของบัณฑิต ใช้สายคาดเอวหยกคาดไว้ บนศีรษะสวมรัดเกล้าหยกมรกต ดูแล้วช่างเหมือนคุณชายเจ้าสำราญผู้สง่างาม
เพียงแต่บนปากนั้นติดหนวดเล็กๆ สองกระจุก เพิ่มความเลี่ยนขึ้นมาอีกสามส่วน
นอกจากนี้...รูปร่างของเวินโหรวจัดว่าดีมาก แม้จะพยายามแต่งกายปิดบังแล้ว แต่ช่วงอกก็ยังคงนูนเด่นออกมาเล็กน้อย
สายตาของฉู่ชิงเพียงแค่กวาดมองผ่าน แล้วจึงจับจ้องไปยังใบหน้าของเวินโหรว
กลับพบว่าเวินโหรวก็กำลังมองเขาอยู่เงียบๆ เช่นกัน
สี่เนตรสบประสาน เวินโหรวเอ่ยถาม
“ยังมองออกอยู่อีกหรือ?”
“...ถ้ามันไม่รอดจริงๆ ก็บอกไปว่าเจ้ามีกล้ามอกที่ใหญ่โตเป็นพิเศษ”
ฉู่ชิงเอ่ยตอบอย่างขอไปที
เปียนเฉิงถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันวาจาพยัคฆ์ร้ายอะไรกัน?
ศิษย์น้องเล็กกับฉู่ชิงคุยกันแบบนี้ทุกวันเลยหรือ?
เวินโหรวกลับพยักหน้า
“ก็ได้”
เปียนเฉิงรู้สึกว่าตนเองเริ่มจะทนไม่ไหวแล้ว
“พอแล้วๆ ไปกันเถอะ!”
ทั้งสามคนลงจากชั้นบน ก็เห็นคนผู้หนึ่งยืนถือกระบี่อยู่หน้าโรงเตี๊ยม สายลมยามค่ำคืนพัดโบกสะบัดชายเสื้อและเส้นผมของเขา ดูแล้วช่างองอาจสง่างาม
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังลงมา คนผู้นั้นก็หันกลับมา เขาคือโม่ตู๋ฉิง เขากอดกระบี่แนบอก เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ไป”
กล่าวจบก็เดินนำหน้าไปก่อนใคร แม้ใบหน้าจะดูไม่ยินดียินร้าย แต่ดูเหมือน...จะร้อนรนใจอยู่ไม่น้อย
ฉู่ชิงแอบบ่นในใจเงียบๆ
“ที่แท้ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเขาก็เป็นประเภทสงวนท่าทีแต่ใจร้อนรนนี่เอง”
สถานที่นัดหมายกับเฉาชิวผู่คือหน้าหอเทียนเซียง ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตู คนที่เห็นก่อนกลับไม่ใช่เฉาชิวผู่ แต่เป็นเจ้าไป๋
มันกำลังยืนอยู่หน้าหอเทียนเซียง ใช้กีบเท้าขูดพื้นราวกับเป็นทวารบาลนานๆ ครั้งก็ส่งเสียงพ่นลมออกจากจมูก
รอบกายมันยังมีสตรีหลายคนห้อมล้อมอยู่ นานๆ ครั้งก็จะยื่นมือมาลูบตัวมันทีหนึ่ง
ส่วนเฉาชิวผู่กลับยืนอยู่ริมทางเพียงลำพัง มองดูอย่างเบื่อหน่าย
จนกระทั่งฉู่ชิงและคนอื่นๆ ปรากฏตัว เขาจึงค่อยมีชีวิตชีวาขึ้นมา เดินเข้ามาด้วยท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย พลางประสานหมัดแล้วกล่าวว่า
“ทุกท่านมากันแล้ว...”
“จอมยุทธ์เฉา”
เปียนเฉิงก็ประสานหมัดคารวะเฉาชิวผู่
“ต้องรบกวนจอมยุทธ์เฉารอเสียนาน”
“มิกล้าๆ”
เฉาชิวผู่โบกมือไปมา เปียนเฉิงก็เอ่ยขึ้นแล้ว
“ไปๆๆ พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน!”
เฉาชิวผู่รีบกล่าว
“สหายเปียน พวกเราจะเข้าไปกันจริงๆ หรือ? บอกตามตรง วันนี้ข้าเฉาเมาไปหน่อย พอมาคิดดูตอนนี้ การที่พวกเราผลีผลามเข้าไปในสถานที่เช่นนี้ ดูเหมือน...ดูเหมือนจะไม่เหมาะสมเท่าใดนัก”
เปียนเฉิงมองเฉาชิวผู่อย่างประหลาดใจ
“จอมยุทธ์เฉาแต่งงานแล้วหรือ?”
“ยังเลย”
เฉาชิวผู่รีบส่ายหน้า
“เช่นนั้นก็มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว?”
“ก็ยังไม่มี”
“หรือว่ามีสตรีในดวงใจแล้ว?”
“ยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่!”
เฉาชิวผู่กล่าว
“ข้าเฉาร่อนเร่ไปทั่วหล้า ไหนเลยจะมีความผูกพันเช่นนั้นได้?”
“นี่...ในเมื่อยังไม่ได้แต่งงาน ไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย แล้วก็ไม่มีสตรีในดวงใจ”
“แล้วการที่เรามาที่นี่ จะมีอะไรไม่เหมาะสมกันเล่า?”
เปียนเฉิงทำหน้าฉงนสนเท่ห์
ฉู่ชิงฟังคำพูดเหล่านี้แล้วรู้สึกขัดๆ พิกล ฟังเขาพูดแล้ว ราวกับว่าการที่ตนเองมาที่นี่นั้นดูจะไม่ค่อยเหมาะสมอยู่บ้าง
เหลือบไปมอง ก็พบว่าเวินโหรวกำลังก้มหน้าก้มตาจดบันทึกอย่างขะมักเขม้น
ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
เวินโหรวพลางเขียนพลางตอบโดยไม่เงยหน้า
“จดคำพูดของศิษย์พี่รองเอาไว้ กลับไปจะได้ให้ท่านอาจารย์ดูว่าวาจาของศิษย์พี่รองนั้นเหมาะสมหรือไม่”
ฉู่ชิงเหลือบมองเปียนเฉิงที่ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติเบื้องหลัง พลางส่ายหน้าเบาๆ ไม่รู้ว่าวิชาบำเพ็ญตนข่มใจของท่านชุ่ยปู๋นู่นั้นจะถึงขั้นแล้วหรือไม่?
แล้วจึงหันไปถาม
“เจ้าไปเอาพู่กันหมึกกระดาษเหล่านี้มาจากไหน?”
“เก็บมา”
คำตอบของเวินโหรวยังคงสั้นกระชับเช่นเคย ฉู่ชิงชูนิ้วโป้งให้อย่างเงียบๆ สตรีผู้นี้ช่างประหยัดยิ่งนัก อะไรเก็บได้ก็เก็บ นับว่าไม่ธรรมดา
ทางด้านเฉาชิวผู่นั้น ไม่นานก็ถูกเปียนเฉิงเกลี้ยกล่อมจนยอมจำนน ทว่าคนที่นำทัพบุกเข้าไปจริงๆ กลับยังคงเป็นโม่ตู๋ฉิง
เขาเดินนำหน้าไปก่อนใคร ราวกับกลัวว่าจะมีคนมาแย่งชิงตำแหน่งนี้ไป
ทว่าเมื่อไปถึงหน้าประตู มองดูเหล่าแม่นางที่ออกมายืนต้อนรับ เขาก็กลับคืนสู่ท่าทีเย็นชาสูงส่งอีกครั้ง ดูสงบเยือกเย็นราวกับไม่เห็นเหล่าบุปผานานาพันธุ์เหล่านี้อยู่ในสายตา

“เชิญเหล่าคุณชายด้านในเจ้าค่ะ”
“ไอ้หยา คุณชายช่างรูปงามยิ่งนัก”
“ยังพกพาดาบกระบี่มาด้วย อย่าได้สังหารบ่าวเลยนะเจ้าคะ”
ทันทีที่ก้าวเข้าประตู เสียงของเหล่าสตรีก็ดังแว่วเข้ามาในหู
ฉู่ชิงจิ๊ปากเบาๆ ในใจพลางคิดว่าสถานที่แห่งนี้สมแล้วที่เป็นหอคณิกาโดยแท้
กลิ่นหอมกรุ่นอบอวลไปทั่ว เหล่าสตรีแม้จะแต่งกายอย่างเหมาะสม แต่เนื้อผ้ากลับบางเบาจนเห็นได้รำไร
สุดสายตาที่มองไป มีทั้งนกขมิ้นนางแอ่น อ้วนผอมสูงต่ำ... ช่างเป็นภาพที่เจริญตาเจริญใจโดยแท้
แม่เล้าวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ นำทางพวกเขาขึ้นไปยังชั้นสอง
ฉู่ชิงมองดูแขกเหรื่อภายในหอเทียนเซียงในวันนี้แล้วก็พบว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว จึงอดประหลาดใจไม่ได้
เมื่อตอนกลางวันสำนักเฉินเตาเพิ่งจะเกิดเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนั้น ตกค่ำหอคณิกาแห่งนี้กลับยังสามารถเปิดกิจการได้ตามปกติ นับว่าหาได้ยากแล้ว
บัดนี้ยังมีแขกมากมายถึงเพียงนี้ พวกเขาไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของเมืองเฉินเตาเลยแม้แต่น้อยหรือ?
ทว่าหลังจากได้พูดคุยกับแม่เล้าเพียงสองสามประโยค ฉู่ชิงก็เข้าใจในทันที
หนึ่งคือค่าใช้จ่ายทั้งหมดในหอเทียนเซียงคืนนี้ ลดให้ครึ่งราคา
เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงลดราคาชนิดกระดูกหัก
สองคือ คืนนี้หลิงเฟย นางคณิกาอันดับหนึ่งของหอเทียนเซียงจะทำการเลือกคู่ครอง
แน่นอนว่า การเลือกคู่ครองเป็นเพียงคำพูดให้ฟังดูดี
แท้จริงแล้วคือการขาย...ผู้ใดให้ราคาสูงสุด ผู้นั้นย่อมได้นางไป
เรื่องนี้เมื่อสาวไปถึงต้นตอ ก็ไม่พ้นเป็นเพราะสำนักเฉินเตากำลังจะถึงคราววิบัติ อนาคตภายภาคหน้ายากจะคาดเดา
จึงขายคณิกาอันดับหนึ่งผู้นี้เสีย เพื่อกอบโกยเงินก้อนใหญ่แล้วม้วนเสื่อหลบหนีไป
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองต้องตกอยู่ในความวุ่นวายของยุทธภพ
ห้องส่วนตัวบนชั้นสองถูกจัดสร้างขึ้นติดกับราวกั้นระเบียง สามารถใช้เป็นที่สังสรรค์ดื่มสุราสนทนากับสหาย ทั้งยังสามารถชมเหล่าสตรีที่ชั้นหนึ่งจากตรงนี้ได้ หากถูกตาต้องใจผู้ใด ก็สามารถเรียกคนให้ไปตามนางขึ้นมาได้ทันที
ส่วนถ้าหาก...ต้องการจะทำอะไรมากไปกว่านั้น ก็จำเป็นต้องไปยังห้องพักส่วนตัว
ทั้งชั้นสามและสวนหลังบ้านต่างก็เตรียมห้องไว้มากมายเพื่อการนี้
แว่วเสียงอันเชิญชวนลุ่มหลงดังมาจากชั้นบน เมื่อตั้งใจฟังอย่างละเอียดก็ทำเอาผู้คนหน้าแดงหูร้อนได้ไม่น้อย
เปียนเฉิงสนทนากับแม่เล้าสองสามประโยค สั่งสุราและอาหารมา
ส่วนเรื่องสตรีนั้น เขามิได้ให้แม่เล้าจัดหามาให้...
เพียงบอกว่าตั้งใจจะดูก่อนว่ามีสตรีที่ถูกชะตาหรือไม่ แล้วค่อยว่ากันอีกที
แม่เล้าทำสีหน้า ‘ข้าเข้าใจ’ แล้วจึงล่าถอยออกไป ไม่นานนักสุราและอาหารก็ถูกยกขึ้นมา
ฉู่ชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ หลายครั้ง ก็พบว่าแขกในคืนนี้แทบไม่มีคนในยุทธภพเลย ส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองเฉินเตาโดยกำเนิด และพ่อค้าที่เดินทางผ่านมาพอดี
ขณะนี้คนส่วนใหญ่ล้วนไปรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นล่าง เพื่อรอดูการเลือกคู่ครองของนางคณิกาอันดับหนึ่ง
ขณะที่กำลังไม่ใส่ใจอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งพูดขึ้นเบาๆ จากที่ไม่ไกลนัก
“ข่าวนี้เป็นจริงหรือเท็จกันแน่?”
“ย่อมเป็นความจริง หมู่บ้านลั่วเฉินครั้งนี้ถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย แม้ดัชนีประกายดาวตก เวินฝูเชิง จะมีอิทธิฤทธิ์ถึงขั้นพลิกฟ้า ก็เกรงว่าครานี้คงยากจะเอาตัวรอดได้แล้ว”
ใบหูของฉู่ชิงกระดิกเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปยังทิศนั้นอย่างไม่ให้ผิดสังเกต
เป็นคนในยุทธภพสองคน
ข้างกายพวกเขาไม่มีสตรีคอยปรนนิบัติ มีเพียงการร่ำสุราแลกจอกกันไปมา พลางสนทนาเรื่อยเปื่อย
เสียงของพวกเขไม่ดังนัก เวินโหรวและคนอื่นๆ ล้วนไม่ได้ยิน
แต่ไม่อาจรอดพ้นโสตประสาทของฉู่ชิงผู้ซึ่งบำเพ็ญยอดคัมภีร์หมิงยวี่เจินจิงถึงขั้นที่เก้าแล้วไปได้
หมู่บ้านลั่วเฉิน...เกิดเรื่องขึ้นแล้วงั้นหรือ?
“ใช่แล้ว บัดนี้มียอดฝีมือจำนวนไม่น้อยไปรวมตัวกันที่หมู่บ้านลั่วเฉินแล้ว”
“แต่สำนักไท่อี้จนบัดนี้กลับยังไม่มีผู้ใดมา...นับว่าแปลกประหลาดยิ่งนัก”
“อาจจะติดธุระอันใดอยู่ก็เป็นได้ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคัมภีร์สวรรค์ไม่เปลี่ยนแปลง* ผู้ที่จะร้อนใจเป็นคนแรกย่อมต้องเป็นสำนักไท่อี้อย่างแน่นอน”

(*คือตำราสวรรค์ไม่เปลี่ยนแปลง ในตอนแรกๆ)


“หากยอดฝีมือของสำนักไท่อี้ปรากฏตัวที่หมู่บ้านลั่วเฉิน ผลจะเป็นเช่นไร ก็ยังมิอาจทราบได้”
“พวกเราพักอยู่ที่เมืองเฉินเตานี่หนึ่งคืนก็พอ ที่นี่กลายเป็นแดนดีชั่วไปแล้ว พรุ่งนี้เช้ารีบออกเดินทางให้เร็วที่สุด”
“พูดถึงเรื่องนี้แล้ว เยว่ตี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
“คราแรกที่ข้าได้ยินชื่อคนผู้นี้ เพียงคิดว่าเป็นพวกโอ้อวดสร้างชื่อ แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีฝีมือล้ำเลิศถึงเพียงนี้!”
ยิ่งฟัง บทสนทนาของคนทั้งสองก็ยิ่งเปลี่ยนไปเรื่องอื่น
ฉู่ชิงฟังแล้วรู้สึกคล้ายอยู่ในม่านหมอก แต่ในใจก็สั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย
เรื่องของหมู่บ้านลั่วเฉิน เกี่ยวข้องกับคัมภีร์สวรรค์ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยอย่างนั้นหรือ?
ในอดีตกาล ปรมาจารย์ไท่อี้ก่อตั้งสำนักไท่อี้ ถ่ายทอดคัมภีร์สวรรค์ไม่เปลี่ยนแปลงสามม้วนไว้ นับเป็นรากฐานของสำนัก
หลายปีก่อน หนึ่งในสามม้วนคัมภีร์สวรรค์ไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งก็คือ ‘ม้วนคัมภีร์ปฐพี’ ได้หายสาบสูญไป เป็นเหตุให้สำนักไท่อี้เกิด ‘ปราการฟ้า-คน’ ขึ้น ศิษย์ทุกคนทำได้เพียงฝึกฝน ‘ม้วนคัมภีร์อักษรคน’ ขาดหนทางสู่สวรรค์ไป จึงมิอาจหวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีตของสำนักไท่อี้ได้อีก
ความสำคัญของม้วนปฐพีต่อสำนักไทอี้นั้น ย่อมสามารถจินตนาการได้
กู่เชียนชิวแห่งหุบเขาหมื่นราตรีเพื่อคัมภีร์ลับที่สืบทอดกันมาของหุบเขา ยังสามารถทุ่มสุดตัวได้
สำนักไท่อี้เพื่อม้วนปฐพี ย่อมสามารถไม่เสียดายทุกสิ่งทุกอย่างได้เช่นกัน
เพียงแต่เรื่องนี้เหตุใดจึงไปเกี่ยวข้องกับหมู่บ้านลั่วเฉินได้เล่า?
ฉู่ชิงจดจำรูปพรรณของคนทั้งสองไว้ พลางครุ่นคิดว่าจะหาโอกาสที่เหมาะสมในภายหลัง เพื่อสอบถามเรื่องราวจากพวกเขาสักหน่อย
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นเอง ก็พลันได้ยินเสียงฆ้องดังขึ้น
ฉู่ชิงหันกลับไปถามว่า:
“เกิดอะไรขึ้น?”
“นางคณิกาอันดับหนึ่งมาแล้ว”
เวินโหรวใช้สองมือเท้าคาง มองดูเวทีที่อยู่ใจกลางลานด้านล่างราวกั้น:
“ต้องเป็นสตรีที่งดงามที่สุดอย่างแน่นอน”
“เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?”
การที่นางคณิกาอันดับหนึ่งจะงดงามนั้นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว แต่เขากลับรู้สึกว่าคำพูดนี้เมื่อออกมาจากปากของเวินโหรว น่าจะมีความนัยอื่นซ่อนอยู่
เวินโหรวครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า:
“มีคนมากมายอยากแต่งงานกับนาง นางย่อมต้องงดงามมากเป็นธรรมดา”
“ท่านพ่อท่านแม่และท่านอาจารย์ล้วนบอกว่า ในอนาคตจะไม่มีผู้ใดอยากแต่งข้าเป็นเมีย คิดดูแล้ว...ข้าคงจะหน้าตาไม่งดงามเป็นแน่”
ฉู่ชิงถึงกับพูดไม่ออก ในใจคิดว่าเหตุผลที่เจ้าแต่งงานยากนั้น ไม่น่าจะเกี่ยวกับหน้าตาของเจ้าเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น
เสียงนั้นเมื่อกระทบหู ก็รู้สึกราวกับเป็นเสียงสวรรค์
ฉู่ชิงและคนอื่นๆ ล้วนไม่เข้าใจในดนตรี เดิมทีคิดจะถามเวินโหรวว่าพิณนี้บรรเลงได้เป็นอย่างไร แต่เมื่อเหลือบไปมอง ก็พบว่าเฉาชิวผู่กำลังยืนตะลึงฟังอยู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความซับซ้อน
มีทั้งความตกตะลึง ความยินดี และความไม่เชื่อระคนกันอยู่
เขารีบหันศีรษะอย่างร้อนรน เพื่อมองหาที่มาของเสียง
แต่ในชั่วขณะนั้นเอง แถบผ้าไหมสีแดงสดสายแล้วสายเล่าคลี่คลายจากเบื้องบนลงมา สะบัดตามลม ปลิวไสวไปทั่วทั้งห้องโถง
สตรีผู้หนึ่งค่อยๆ ร่อนกายลงมาตามแถบผ้าไหมสีแดง ในอ้อมแขนนางคือพิณโบราณตัวหนึ่ง
นางสวมอาภรณ์แขนกว้าง เท้าเปลือยเปล่า ใบหน้างดงามจนสะกดสายตา ทว่าระหว่างคิ้วกลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย ทำให้ผู้คนอดมิได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวแทนนาง
เมื่อยืนหยัดมั่นคงแล้ว นางก็วางพิณโบราณลงบนโต๊ะน้ำชา
ทำให้เสียงดนตรีที่หยุดชะงักไปเมื่อครู่ กลับมาบรรเลงต่ออีกครั้ง
เสียงพิณมิได้ขาดอรรถรสไปเพราะการหยุดไปชั่วครู่ กลับมีเสียงสะท้อนก้องกังวานให้ได้ดื่มด่ำซ้ำยังชวนให้หวนรำลึก
และหลังจากนั้น เสียงพิณก็ยิ่งสูงส่งขึ้น ปลดปล่อยอารมณ์ที่อัดอั้นตันใจออกมาอย่างสะใจ
แม้ฉู่ชิงจะไม่ได้เข้าใจในเรื่องนี้ลึกซึ้งนัก ก็ยังรู้สึกว่าเสียงพิณนี้หาได้ยากยิ่งนัก
ทว่าขณะที่กำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน เสียงพิณกลับหยุดลงอย่างกะทันหัน
ความรู้สึกค้างเติ่งเช่นนี้ ช่างทรมานใจผู้คนเสียจริง
ฉู่ชิงมองไปยังนางคณิกาอันดับหนึ่งที่ชื่อหลิงเฟยโดยสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่า นางกำลังจ้องมองมาทางฝั่งของตนอย่างไม่วางตา ดวงตาไม่กะพริบแม้แต่น้อย
นี่คือ...กำลังมองผู้ใดกัน?
ฉู่ชิงครุ่นคิดเล็กน้อย ไล่ตามสายตาของหลิงเฟยไป จนสุดท้ายก็ไปหยุดลงที่ร่างของเฉาชิวผู่

(จบบท)

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 100 คณิกา

ตอนถัดไป