บทที่ 39 ตัวตลก

บทที่ 39 ตัวตลก

ท่ามกลางสถานที่ที่ผู้คนนับไม่ถ้วนมากองรวมกันด้วยความหวาดกลัว

มันน่าแปลกที่คนเยอะขนาดนี้ แต่บรรยากาศกลับเงียบงัดอย่างเหลือเชื่อ

ตัวประกันที่ตัวสั่นเทา พวกลุ่มก่อการร้ายที่ถืออาวุธครบมือ และแม้แต่ชายที่นั่งอย่างสง่าผ่าเผยอยู่บนหอคอยเก้าอี้... ในวินาทีนี้ ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ

จนกระทั่งชายคนหนึ่งลุกขึ้นจากกลุ่มชนแล้วเริ่มตบมือ

แปะ แปะ แปะ แปะ

มันไม่ใช่การตบมือเปาะแปะเลียนแบบส่งเดช แต่เป็นเสียงตบมือที่กังวานและหนักแน่น

ผมพากเพียรฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อให้เสียงมันดังที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้

เสียงนั้นดังสนั่นเสียจนดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมามองชายผู้ยืนตบมืออยู่ท่ามกลางความเงียบงัน

'มังกี้ สแปนเนอร์' หัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายครั้งนี้พ่วงตำแหน่งวายร้ายระดับ A เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฉงน

“ไอ้บ้าที่ไหนลุกขึ้นมาตบมือวะ?”

ก็อย่างที่เขาว่านั่นแหละ

ในขณะที่พวกลูกน้องติดอาวุธต่างเบิกตาโพลง พร้อมจะลั่นกระสุนใส่ทุกอย่างที่ขยับได้ การที่ใครสักคนจู่ๆ ลุกขึ้นมาดึงความสนใจแบบนี้ ถ้าไม่บ้าก็คงหาคำนิยามอื่นไม่ได้แล้ว

ยิ่งเห็นรูปลักษณ์ที่พิลึกพิลั่นนั่น ยิ่งตอกย้ำว่าหมอนี่ไม่ปกติ

ชายคนนั้นสวมหน้ากากปิดบังใบหน้ามิดชิด หน้ากากสีเหลืองสด—หรือจะออกส้มหน่อยๆ นะ? เอาเป็นว่ามันเป็นสีเหลืองที่ดูไม่เข้าพวก บนหน้ากากมีรอยยิ้มหยักที่ดวงตาและลายรูปดาวใต้ตาที่ทำให้เขาดูเหมือน ‘ตัวตลก’

ด้วยรูปลักษณ์ที่ชวนขนลุกนี้เอง ทำให้พวกก่อการร้าย แม้แต่ตัวพ่ออย่างมังกี้ สแปนเนอร์ ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ยังต้องชะงักมือจากสิ่งที่ทำอยู่

สิ่งแรกที่ผมทำคือส่งสัญญาณทางสายตาให้เขาสั่งปิดกล้องซะ เพราะการไลฟ์สดสถานการณ์จลาจลแบบนี้มันไม่มีอะไรดีหรอก

ถามว่ามังกี้ สแปนเนอร์คือใคร?

จริงๆ แล้วพลังของเขามันง่อยกระรอกมาก พลังทำลายต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ซึ่งเราเดาทางพลังเขาได้ไม่ยากจากมัดกล้ามระเบิดระเบ้อที่พยายามซ่อนอยู่ใต้ชุดนั่นแหละ

แต่ถึงพลังจะง่อย มังกี้ สแปนเนอร์กลับได้รับการจัดอันดับจากสมาคมฯ ให้เป็นวายร้ายระดับ A ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก เพราะปกติสมาคมฯ มักจะจัดอันดับวายร้ายให้สูงกว่าฮีโร่เสมอ

เหตุผลที่เขาได้อันดับสูงขนาดนี้ เป็นเพราะทักษะการบริหารองค์กรที่โดดเด่นอย่างเหลือเชื่อ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปรวบรวมลูกน้องนับร้อยมาไว้ในกำมือได้อย่างไร

เขาคุมแก๊งที่ชื่อว่า "จัมปิ้ง มังกี้ คลับ" กบดานอยู่ในโลกใต้ดินของเกาหลี คอยปล้นธนาคารและค้ายา จนวันหนึ่งเขานึกคึกพาลูกน้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเม็กซิโกเพื่อหวังจะเล่นงานใหญ่กว่าเดิม

แต่ฝันหวานก็พังทลาย พวกที่บุกไปหาเรื่องคาร์เทลค้ายาเม็กซิโกถูกตีกลับมาไม่เป็นท่า จากลูกน้องนับหลายร้อย ตอนนี้เหลือเพียงแค่ร้อยกว่าคน แถมเงินที่สะสมมาจากการก่อการร้ายก็มลายหายไปหมด

เขาจึงต้องระเห็จกลับบ้านเกิดด้วยสภาพสะบักสะบอม

เพราะรู้ตัวว่าถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปมีแต่จะพังกับพัง เขาจึงวางแผนการใหญ่... เขาต้องหาเงินก้อนโตจากการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในเกาหลี แล้วกลับไปลุยเม็กซิโกอีกรอบ!

เขาลักลอบเข้าเมืองที่ท่าเรือปูซานเพื่อรอจังหวะ ตอนแรกกะว่าจะลงมือทันทีที่ถึง แต่แผนดันพังเพราะไอ้เจ้า 'อีโกสติก' หรืออะไรนั่นดันชิงตัดหน้าก่อการร้ายในโซลไปก่อน

การก่อการร้ายมันคือเรื่องของการดึงความสนใจ ถ้ามีคนอื่นเด่นกว่า รัฐบาลก็จะไม่เหลียวแลเขา และนั่นหมายถึงค่าหัวหรือข้อเรียกร้องที่เขาจะได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วย

แต่เขาก็รอ... และ "ความอดทนนำมาซึ่งชัยชนะ" เสมอ เมื่อโอกาสทองมาถึง

'ชาโดว์ วอล์กเกอร์' ผู้ปกครองความมืดพ่ายแพ้ลง

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การก่อการร้ายสามารถกระทำได้ในยามค่ำคืน มังกี้ สแปนเนอร์ผู้อัดอั้นจึงลงมือก่อนใครเพื่อน

สรุปสั้นๆ ก็คือ

แม้จะไปโดนกระทืบที่เม็กซิโกมา แต่มังกี้ สแปนเนอร์ก็ยังเป็นวายร้ายที่ไหวพริบไวและมีลูกสมุนพร้อมมือ และสัญชาตญาณที่สั่งสมมานานปีก็เตือนเขาว่า... ไอ้คนสวมหน้ากากนี่ไม่ธรรมดา

“...แกต้องการอะไรกันแน่?”

เขาถามเพื่อถ่วงเวลา

ถ้าโลกนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'พลังพิเศษ' เขาคงสั่งยิงหัวมันทิ้งไปนานแล้ว แต่นี่เขาไม่รู้เลยว่าไอ้หมอนี่มีพลังอะไร จึงต้องระวังตัวไว้ก่อน

'บ้าเอ๊ย ไอ้เด็กนี่มันหลุดมาจากไหนกัน?'

โอกาสที่คนจะมีพลังพิเศษนั้นยากยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเสียอีก ขนาดหวยยังมีคนถูกทุกงวด แต่การจะมาเจอผู้มีพลังพิเศษท่ามกลางฝูงชนขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม มังกี้ สแปนเนอร์คือใคร? เขาคือคนที่รักษาอำนาจมาได้ท่ามกลางฮีโร่ที่มีพลังยอดมนุษย์ เขาเชื่อว่าสามารถจัดการไอ้ตัวประหลาดนี่ได้ด้วยพลังของตัวเอง

...แต่อย่างว่าแหละนะ

“...แกต้องการอะไรกันแน่?”

ไอ้เจ้าวายร้ายลิงจ๋อที่ยืนอยู่บนหอคอยเก้าอี้ตะโกนใส่ผม

ตามมารยาทแล้ว ถ้ามีคนถามว่าคุณเป็นใคร เราก็ควรจะบอกให้เขารู้ ผมยืนไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้านก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ชื่อของผมก็คือ...”

ผมชะงักไปครู่หนึ่ง

เดี๋ยวนะ ผมจะบอกว่าผมคือ 'อีโกสติก' ไม่ได้ใช่ไหม?

จะว่าอวยตัวเองก็ได้นะ แต่ผมค่อนข้างดังมากในเกาหลี หน้าผมออกข่าวมา 5-6 รอบแล้ว... แถมผมยังเป็นคนไลฟ์สดโชว์ผลงานการก่อการร้ายของตัวเองมาตั้งแต่เริ่มอีกต่างหาก

เอาเป็นว่า การเผยชื่อจริงที่นี่ไม่มีอะไรดีหรอก เพราะทันทีที่ผมบอกชื่อไป ทุกคนจะรู้ทันทีว่าผมใช้พลังจิตกับการเทเลพอร์ตได้

ผมจึงตัดสินใจเลี้ยวกลับลำกลางคัน

“ชื่อของผม... ไม่ใช่กงการอะไรของแก เอาเป็นว่าผมเป็นแค่ 'คนที่เดินผ่านมา' ก็แล้วกัน”

ผมพูดพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ภายใต้หน้ากาก

ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธทันทีที่ได้ยิน ดูจากท่าทางสบายๆ และน้ำเสียงเยือกเย็นของผม มันคงเดาว่าผมเป็นยอดฝีมือที่โผล่มาเหนือความคาดหมายแน่ๆ

ก็นะ ถ้าเป็นผม ผมก็คงสับสนเหมือนกัน ถ้าจู่ๆ มีคนสวมหน้ากากตัวตลกโผล่มาล้อเลียนกันแบบนี้

และนี่แหละคือกลอุบายของผม

หลอกให้ศัตรูประเมินค่าเราสูงเกินจริง!

คนแกร่งจะรอให้ศัตรูประมาทแล้วค่อยจัดการ แต่คนอ่อนแอต่างออกไป... คนอ่อนแอต้องพองตัวให้ดูใหญ่โตและมั่นใจเกินกว่าที่ตัวเองเป็น เพื่อให้ศัตรูเกิดความหวาดระแวง และยิ่งมันระแวงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเสียเวลาถ่วงไปได้นานเท่านั้น

นั่นคือเหตุผลที่ผมจงใจตบมือเรียกความสนใจเมื่อครู่

พูดตามตรง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มังกี้ สแปนเนอร์ นี่คือใคร ผมรู้จักแค่สตาร์ดัสกับพวกคู่ปรับที่สู้กันในโซล ส่วนทางใต้ที่ปูซานนี่ผมไม่รู้เรื่องเลย นึกว่า ‘ยัยสาวน้ำแข็งทะเลเหนือ’ จะจัดการเกลี้ยงไปแล้วเสียอีก

ผมเพิ่งจะแอบค้นหาข้อมูลพลังของมันเมื่อกี้นี้เอง สรุปคือมันน่ะ ‘กาก’

...แต่พลังมันก็น่ารำคาญอยู่นะ ถ้ามันพุ่งมาหักกระดูกสันหลังผม ผมพอจะเทเลพอร์ตหลบได้ แต่ปัญหาคือการโจมตีของผมต่างหาก พลังของมันคือการเสริมแกร่งร่างกายจนปืนกับระเบิดแทบไม่ระคายผิว ในเมื่อผมไม่มีทีมบุกพิเศษ มันเลยรับมือยาก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าก๊าซพิษจะใช้ได้ผลไหมเพราะอวัยวะภายในมันคงถึกพอกัน แถมถ้าก๊าซระเบิดที่นี่ ผมได้ตายหมู่แน่

เพราะฉะนั้น... มาเริ่มทำสิ่งที่พอจะทำได้ก่อนดีกว่า

ตึก ตึก

ผมก้าวเดินฝ่าฝูงชนมุ่งตรงไปข้างหน้า

ตรงไปยังหอคอยเก้าอี้ของมัน

ไม่มีใครขัดขวางผม พวกลูกน้องสวมหน้ากากเล็งปืนมาที่ผม แต่ถูกมังกี้ สแปนเนอร์ที่นั่งอยู่บนหอคอยยกมือห้ามไว้

เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกมันเหนี่ยวไก

ในที่สุด ผมก็มายืนอยู่ใต้หอคอยเก้าอี้ ผมเงยหน้ามองมันแล้วเอ่ยเย้ยหยัน

“โถ่เอ๊ย... อุตส่าห์แว่วข่าวมาว่าที่นี่มีเรื่องสนุกๆ เลยลากสังขารมาดูซะหน่อย ที่ไหนได้ กลายเป็นแค่เรื่องตลกฝืดๆ สิ่งเดียวที่แกทำได้คือเอาตูดแปะไว้บนเก้าอี้นั่นน่ะเหรอ... ไอ้หัวล้าน”

โดนด่าหยาบๆ แถมยั่วโมโหแบบซึ่งหน้า มีหรือที่มันจะไม่ปรอทแตก

“เฮ้ย! นี่แกไม่ได้มาดีนี่หว่า! ฉันจะทำให้แกเสียใจที่กล้าปากดี!”

พอดูเชิงจนจบ มันก็กระโจนลงมาจากยอดหอคอยพุ่งเข้าใส่ผม

นอกจากความโกรธแล้ว มันคงรู้ตัวด้วยว่าการปล่อยให้ใครมาหยามหน้าต่อหน้าลูกน้องและตัวประกันมากมายขนาดนี้มันคงไม่ดีต่อบารมีแน่ๆ

ทว่า ในวินาทีที่มันกระโดดลงมาเหยียบตรงจุดที่ผมยืนอยู่...

ผมไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว

มันคงไม่รู้สินะว่าผมเทเลพอร์ตได้

ก่อนที่มันจะทันรู้ตัว ผมก็นั่งไขว่ห้างอยู่บนยอดหอคอยเก้าอี้ที่มันเพิ่งจากมาเมื่อครู่เสียแล้ว

“ชุ่ยจริงๆ... ชุ่ยชะมัด”

ผมหาวหวอดขณะก้มมองมันลงมาจากข้างบน แล้วดีดนิ้วเบาๆ อย่างนึกเบื่อหน่าย

ในพริบตาเดียว ปืนที่พวกลูกน้องถืออยู่ก็หลุดกระเด็นออกจากมือแล้วลอยขึ้นไปในอากาศ

ปากกระบอกปืนนับสิบหันกลับไปยังทิศตรงข้ามพร้อมๆ กัน

ผมยึดปืนพวกมันมาในชั่วอึดใจ และจ่อไปที่เจ้าของพวกมันที่เพิ่งถือมันอยู่เมื่อวินาทีก่อน

ปัง! ปัง! ปัง!

“อ๊ากกกกกกกก!!!”

เลือดสาดกระเซ็น

กลุ่มก่อการร้ายนับสิบถูกจัดการในพริบตา... รวดเร็วเสียจนไม่มีใครทันสังเกตเห็น ทุกคนตายสนิทในทันที

“ฟู่ว...”

คงไม่มีใครแอบถ่ายคลิปไว้อยู่ใช่ไหม?

ผมว่าถ้าสมาคมฯ มาเห็นภาพนี้เข้า ผมคงโดนเลื่อนขั้นเป็นระดับ S ทันทีแน่ๆ

แต่ก็นั่นแหละ... พลังสะสมที่เก็บมาหลายเดือน ดันหมดเกลี้ยงไปกับการโชว์เทพครั้งเดียวเนี่ยนะ

โธ่... ทำไมพลังผมมันช่างอนาถแบบนี้

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 39 ตัวตลก

ตอนถัดไป