บทที่ 38 FBI Open Up!
บทที่ 38 FBI Open Up!
กลางดึก ณ โรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองปูซาน
เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ
"อั๊ก... อะไรกันเนี่ย?! พวกแกเป็นใคร!"
"หุบปากแล้วไสหัวออกมาถ้าไม่อยากตาย! เร็วเข้า ขยับดิ!"
กลุ่มก่อการร้ายปริศนาบุกจู่โจมในยามวิกาล พวกมันใช้ลิฟต์กระจายกำลังไปตามชั้นต่างๆ พังประตูห้องพักของแขกที่กำลังหลับใหลและจับตัวไว้เป็นตัวประกัน
ผู้คนต่างตกตะลึงที่ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบกับกระบอกปืนจ่ออยู่ที่ใบหน้า
พวกผู้ก่อการร้ายบังคับให้ทุกคนตื่นและต้อนลงไปรวมกันที่ชั้นหนึ่ง
"นี่ชั้นสุดท้ายแล้วใช่ไหม?"
"เออ รีบจัดการให้เสร็จเหอะ เดี๋ยวบอสจะโมโหเอา"
บริเวณโถงทางเดินเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอและเสียงร้องไห้ของตัวประกันที่มีปืนจ่อหัวอยู่ มีผู้ก่อการร้ายสองคนกำลังขมักเขม้นทำหน้าที่ของพวกมัน นั่นก็คือการลากตัวประกันออกจากห้องพักที่เหลืออยู่
ขณะที่คนหนึ่งกำลังจะพังประตู อีกคนที่ยืนข้างๆ ก็รีบคว้ามือห้ามไว้
"เดี๋ยวๆ ฉันมีอะไรอยากลองทำมานานแล้ว ทุกครั้งที่พังประตูชาวบ้าน ฉันอยากตะโกนคำนี้มาตลอดเลยว่ะ"
"อะไรของแก?"
"ฟังนะ..."
เพื่อนร่วมทีมฟังสิ่งที่เขาพูดแล้วก็หัวเราะออกมา
"ไม่อยากจะเชื่อเลย... เออ เอาดิ ความฝันลูกผู้ชายสินะ ฉันเอาด้วยคน"
"ขอบใจนะ มา... พอนับถึงสามนะ หนึ่ง... สอง... สาม!"
"FBI OPEN UP!!!"
พวกมันถีบประตูพร้อมกับแผดเสียงตะโกนสุดแรง ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นประตูที่พังย่อยยับเข้าไป ชายที่นอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงก็แค่สะบัดมือเบาๆ ครั้งหนึ่ง ทันใดนั้น พานท้ายปืนของพวกมันเองก็นึกสนุกฟาดเปรี้ยงเข้าที่หน้าจนทั้งคู่ล้มตึงสลบเหมือดไปอย่างน่าอนาถ
"ไอ้พวกบ้านี่มันใครกันวะ..."
ผมบ่นพึมพำพลางขยี้ตาที่ยังปิดสนิทด้วยความง่วงงัน
ให้ตายเถอะ อยู่ดีๆ ก็มีเสียงหนวกหูไปหมด พอตื่นมาก็เจอชายสวมหน้ากากสองคนเอาปืนจ่อหน้า ด้วยความตกใจผมเลยใช้พลังจิตควบคุมปืนให้ฟาดหัวพวกมันซะเลย
พวกมันสลบกองอยู่ใต้เตียงผม ใครกันล่ะเนี่ย?
"อือ... เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ?"
ซูบินกับซออึนที่นอนอยู่ข้างๆ กันเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
โถ... ท่ามกลางความวุ่นวายขนาดนี้ พวกเรานี่ก็นอนกันลึกจริงๆ
พอผมเริ่มตั้งสติได้ เสียงที่แว่วเข้าหูมามันไม่ต่างอะไรจากขุมนรกเลย ทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงสะอื้น เสียงตะโกน เสียงข้าวของแตกหัก และเสียงปืน...
ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสรุปสถานการณ์ว่า
"ฉันว่าพวกเราเจอเหตุก่อการร้ายเข้าให้แล้วล่ะ"
สาบานเลยนะ ปกติผมไม่ใช่คนหยาบคาย
แต่... แม่งเอ๊ย! นี่มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?
ผมไปทำกรรมอะไรไว้? ตั้งแต่มาเที่ยวเนี่ย พึ่งมาได้แค่สองทริปเองนะ ทำไมต้องเจอแจ็กพอตทั้งสองครั้งเลยวะ!
โรงแรมในปูซานมีตั้งเยอะแยะ! ทำไม! ต้องเป็นโรงแรมที่ผมพักด้วย!
ไม่ว่าจะคิดยังไง โลกนี้มันต้องเกลียดผมแน่ๆ ไม่ยุติธรรมเลย ผมมั่นใจนะว่าผมใช้ชีวิตมาอย่างดี... เออ ถึงจะไม่ดีเลิศขนาดนั้น แต่ผมก็ภูมิใจว่าผมใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์มาตลอดนะ
โธ่พระเจ้า! ท่านสร้างผม 'คิมดาอิน' ขึ้นมาแล้ว ทำไมต้องสร้างไอ้พวกวายร้ายสถุลพวกนี้มาด้วย!
เอาเถอะ... พระเจ้าครับ วันนี้ขอให้ผมได้สวมบทวายร้ายผู้ผดุงธรรมอีกสักวันแล้วกัน...
"หาว... เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย?"
ซออึนที่พึ่งตื่นขยี้ตาที่ยังอ่อนเพลีย เธอดูหงุดหงิดเหมือนเจอเรื่องไร้สาระเข้าให้มากกว่าจะหวาดกลัว นี่เธอชินกับเหตุก่อการร้ายไปแล้วเหรอ?
"รอแป๊บนะ เดี๋ยวไปเช็คที่ลานจอดรถก่อน"
ผมใช้พลังเคลื่อนย้ายในพริบตา กลับไปที่รถตรงลานจอดรถอย่างรวดเร็ว
"ขยับเร็วๆ เข้า!"
"ขนเสบียงมา! เตรียมอาวุธให้พร้อม!"
ลานจอดรถชั้นใต้ดินเละเทะไปหมดแล้ว มีรถบรรทุกทหารหลายสิบจันจอดอยู่ พร้อมชายสวมหน้ากากเต็มไปหมด
จบกัน... ที่นี่มันขุมนรกชัดๆ ตอนแรกกะว่าจะพาซออึนกับซูบินหนีมาที่รถถ้ามันปลอดภัย แต่ดูทรงแล้ว... คงไม่ไหวแน่ๆ
ผมรีบควานหาของในตะกร้าที่เตรียมมา
หน้ากากสีเหลืองที่ปิดมิดชิดทั้งใบหน้า... เช็ค หูฟังไร้สายและอุปกรณ์สื่อสาร... เอาไว้ติดต่อซออึนเผื่อพลัดหลงกัน... เช็ค ส่วนปืน... ถ้าตามแผนเดิม ปืนกลมันจะดูเอิกเกริกไปหน่อย เอาแค่ปืนพกกระบอกเล็กไปก่อนแล้วกัน
ผมจัดการแพ็กของทุกอย่างด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงนาทีก็กลับมาที่ห้องพัก ผมยื่นอุปกรณ์ให้ซออึนที่ดูวิตกกังวล และซูบินที่มองออกไปข้างนอกอย่างเงียบๆ
"เอ้า เอาปืนพกไปก่อน... ซูบิน เธอรู้วิธีใช้อยู่แล้ว ส่วนซออึน ฉันเคยสอนไปคราวก่อน จำได้ใช่ไหม?"
ข้างนอกยังคงวุ่นวาย เสียงร้องไห้ระงมไม่หยุด ถ้าพวกเราอยู่ตรงนี้นานเกินไปอาจจะโดนสงสัยได้ ผมเลยรีบอธิบายสั้นๆ
"ข้างนอกโดนผู้ก่อการร้ายบุก มีรถหุ้มเกราะวิ่งเต็มถนนไปหมด เฮลิคอปเตอร์ก็บินว่อน สถานการณ์ไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นพวกเธอต้องอยู่ติดกับฉันไว้ตลอดนะ ขั้นแรก... แกล้งทำเป็นตัวประกันไปก่อน"
ทั้งคู่พยักหน้ารับคำ
ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นใคร แต่ไอ้หน้าไหนมันบังอาจมาปลุกฉันตอนนอน?
ฉันไม่ให้อภัยแน่
มันต้องอยู่ที่ชั้นหนึ่งแน่ๆ... เฮ้อ... ทั้งที่อยากใช้ชีวิตปกติธรรมดาแท้ๆ
ผมกำปืนในมือแน่น สัมผัสที่เย็นเยียบและหนักแน่นนี้... ไม่ได้สัมผัสมันมาสองเดือนแล้วสินะ
ได้เวลาที่ 'อีโกสติก' วายร้ายตัวเป้งจะกลับมาแผลงฤทธิ์แล้ว
"พี่ดาอินคะ... มายืนเก๊กท่าอะไรตอนนี้?"
สายตาเอือมระอาของซออึนทำให้ผมเสียอาการนิดหน่อย เลยรีบยัดปืนใส่กระเป๋ากางเกงวอร์มสีดำ โชคดีที่ตอนนอนผมใส่กางเกงตัวนี้อยู่ ถ้าดันใส่ชุดนอนลายก้อนเมฆสีฟ้าปุยเมฆขาวล่ะก็... คงอายจนแทรกแผ่นดินหนีแน่ๆ
ผมเก็บปืน ใส่หูฟัง และซ่อนหน้ากากไว้ในกางเกงอย่างมิดชิด เตรียมพร้อมทุกอย่าง
"เอาละ ไปกันเถอะ"
ผมหันไปบอกทั้งสองคน พวกเขาพยักหน้าและเดินตามออกมา
ทันทีที่ก้าวออกจากห้อง สภาพทางเดินเละเทะไม่มีชิ้นดี แจกันแตกกระจาย ระบบสปริงเกอร์ทำงานจนเปียกโชกไปหมด
"มัวทำอะไรอยู่! เดินเร็วๆ เข้า!"
พวกมันเอาปืนขู่ตะคอกใส่ผู้คน
"โอ๊ะ ครับๆ ไปแล้วครับๆ" ผมเดินไปพลางทำเป็นหัวเราะแห้งๆ ตบตา
"ถ้ายังชักช้าอีกล่ะก็... อั๊ก!"
ไอ้คนที่พล่ามไม่หยุด อยู่ดีๆ ปืนในมือมันก็สะบัดกลับมาฟาดเข้าที่ดั้งจมูกตัวเองด้วยพลังจิตของผมจนล้มคว่ำไป
แกนี่มันพูดมากเกินไปแล้ว
โชคดีที่สถานการณ์มันชุลมุนจนไม่มีใครสังเกตเห็น พวกตัวประกันดูเหมือนจะขวัญเสียจนสติหลุดกันไปหมดแล้ว ก็แน่ล่ะ ใครจะไปคิดว่านอนโรงแรมอยู่ดีๆ จะโดนลากออกมาทั้งชุดนอนแบบนี้ มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ครอบครัว หรือแม้แต่คนแก่ ทุกคนถูกต้อนไปรวมกัน
ผมเดินปะปนไปกับกลุ่มตัวประกันจนมาถึงหน้าลิฟต์
"เดินลงบันไดไป! เร็ว!"
พวกมันบังคับให้ผู้คนลงทางบันไดหนีไฟแคบๆ... นี่มันชั้น 27 นะเฟ้ย! จะให้เดินลงบันไดเนี่ยนะ?
ผมกัดฟันกรอดให้กับความใจดำอำมหิตของไอ้พวกนี้ นอกจากปลุกตอนนอนแล้ว ยังจะมาบังคับให้ทำกิจกรรมเข้าจังหวะไต่บันไดอีกเหรอ?
พวกแกตายแน่
ผมกระซิบบอกทั้งสองคนที่อยู่ข้างๆ "จับฉันไว้ให้แน่น"
แล้วผมก็ใช้พลังเคลื่อนย้ายลงไปข้างล่างอย่างแนบเนียน ถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครจะไปยอมเดินลงบันไดทีละขั้นกันล่ะ?
ผมว่าคงไม่มีใครเห็นหรอกว่าพวกเราหายวับไป... หรือต่อให้เห็น ก็คงนึกว่าตาฝาดไปเองนั่นแหละ
ณ ล็อบบี้โรงแรม
สถานที่ที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเคยคลอเคล้าด้วยดนตรีคลาสสิกและบรรยากาศหรูหรา ตอนนี้กลับดูไม่ต่างจากตลาดปลาจากัลชีที่แสนวุ่นวาย
ในโถงที่กว้างขวางราวกับมหาวิหาร ผู้คนถูกสั่งให้นั่งเบียดเสียดกันจนแทบไม่มีที่หายใจ โดยมีพวกผู้ก่อการร้ายสวมหน้ากากถือปืนเดินตรวจตราไปมา
ค่ำคืนที่ควรจะจบลงอย่างสงบสุข กลับกลายเป็นฝันร้ายที่แสนโกลาหล
พวกมันเอาเก้าอี้ที่กระจัดกระจายมาวางกองซ้อนกันเป็นหอคอยเพื่อปิดกั้นประตูทางเข้าไม่ให้ใครเล็ดลอดเข้ามาได้ และท่ามกลางกองเก้าอี้เหล่านั้น มีเก้าอี้หรูหราตัวหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ด้านบนสุด
ชายคนหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนนั้น... เขาคือวายร้ายระดับ A 'มังกี้ สแปนเนอร์'
เขานั่งคาบซิการ์ พลางลูบเคราที่ถักเปียทั้งสองข้างอย่างกับเป็นราชาโจรสลัด
"...รวบรวมตัวประกันครบหมดหรือยัง?" เขาถามเสียงต่ำขณะเคี้ยวซิการ์
ลูกน้องที่อยู่ด้านล่างตะโกนตอบกลับอย่างฮึกเหิม
"ครับ! ทุกคนจากทั้ง 30 ชั้น ถูกคุมตัวไว้ที่นี่เรียบร้อยแล้วครับ!"
"หึ... ดีมาก"
ชายคนนั้นลูบเคราอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อขนาดมหึมาที่ขยับเขยื้อนใต้เสื้อผ้า ทันทีที่เขายืนขึ้น ตากล้องสวมหน้ากากก็รีบเซตกล้องเพื่อเริ่มการถ่ายทำทันที
ท่ามกลางล็อบบี้ที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ทุกคนต่างกลั้นหายใจด้วยความหวาดกลัว มีเพียงเสียงการเคลื่อนไหวของชายคนนั้นที่ดังก้อง
เขายืดตัวเต็มความสูงแล้วตะโกนใส่กล้อง
"ข้าขอประกาศให้สมาคมฮีโร่และรัฐบาลรับทราบ!" เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะแผดเสียงดังสนั่น
"ที่นี่!!! ข้าคุมตัวประกันไว้นับพันคน! ถ้าพวกแกไม่โอนเงินเข้าบัญชีที่ข้าจะบอกเดี๋ยวนี้ล่ะก็... ข้าจะฆ่าทิ้งให้เรียบ! เลขบัญชีของข้าคือ 1-0-0-2-..."
ในขณะที่เขากำลังตะโกนปาวๆ อย่างบ้าคลั่งอยู่นั้นเอง
จู่ๆ ท่ามกลางกลุ่มตัวประกันที่เงียบกริบ ก็มีเสียงตบมือดังแทรกขึ้นมา
แปะ แปะ แปะ แปะ
ในพื้นที่ที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ เสียงตบมือนั้นมันช่างฟังดูแปลกประหลาดและขัดหูอย่างยิ่ง
แม้แต่ 'มังกี้ สแปนเนอร์' ที่กำลังไลฟ์สดอยู่ยังถึงกับชะงักคำพูด
ทั่วทั้งล็อบบี้ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงตบมือที่ยังคงดังต่อเนื่อง
ประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันหันขวับไปด้วยความตกใจและหวาดกลัว เพื่อมองหาคนบ้าที่กล้าตบมือในสถานการณ์แบบนี้
ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามท่ามกลางสายตานับพันคู่
และผมยังคงตบมือต่อไป...
การเรียกร้องความสนใจ มันต้องทำแบบนี้แหละครับ