บทที่ 41 จัดการวิกฤตการณ์

บทที่ 41 จัดการวิกฤตการณ์

เอาล่ะ

เรามาสรุปสถานการณ์กันหน่อยดีกว่า

เริ่มจากแผนการแรกของผมมันเป็นแบบนี้

ผมกะจะสั่งสอนไอ้เจ้าลิงจ๋อนั่นซะหน่อย เพราะมันทำให้ผมโมโห วิธีการก็คือโผล่ตอนที่มันกำลังไลฟ์สดขู่ฆ่าตัวประกัน พอฝั่งนั้นลนลานจนสั่งปิดกล้อง ผมก็จะยั่วโมโหปั่นประสาทมันต่อ แล้วปิดท้ายด้วยการรีดพลังจิตเฮือกสุดท้ายจัดการลูกน้องมันให้เรียบในนัดเดียว

เท่านี้มันก็จะคิดว่าผมแกร่งเหนือมนุษย์จนไม่กล้าขยับตัว... 'แค่ดีดนิ้วทีเดียวลูกน้องยังตายเกลี้ยง ถ้ามันดีดนิ้วรอบสอง หัวกูไม่หลุดเลยเหรอ' อะไรประมาณนั้น

ตามปกติแล้ว หลังจากโชว์เทพเสร็จผมก็จะเทเลพอร์ตหนีทันที

ผมกะว่าจะคว้าตัวซออึนกับซูบินแล้วพูดประโยคเท่ๆ ทิ้งท้ายประมาณว่า "เหอะ น่าเบื่อชะมัด..." แล้วก็จากไปอย่างสง่างามเหมือนคนขี้เกียจจะลดตัวมาสู้กับอาชญากรปลายแถว

พูดตรงๆ คือผมวางแผนจะไปเอารถ ขับออกจากปูซานที่กำลังวุ่นวาย แล้วบึ่งกลับโซลไปนอนตีพุง

แต่ก็นะ... แผนมันมีช่องโหว่

ไม่สิ ผมประเมินไอ้พลังจิตนี่สูงไปหน่อย ผมนึกว่าตัวเองจะรับไหว แต่ที่ไหนได้...

ความรู้สึกตอนที่ควบคุมปืนนับร้อยกระบอกพร้อมกันนั้นมันชัดเจนมาก... ความรู้สึกที่ว่า 'กูพังแน่'

และในวินาทีนี้ ผมขยับเขยื้อนไม่ได้เลยครับ...

ผมเลยต้องงัดแผน B ออกมาใช้... แผน 'หนีตายจากหลุมพรางนรก'

นั่นคือการแสร้งทำตัวเป็นบอสลับผู้ลึกลับ ข่มขวัญศัตรูด้วยคำพูดราวกับว่าสามารถฆ่าพวกมันได้แค่เพียงโบกมือ ผมต้องยื้อเวลาไว้จนกว่าฮีโร่จะมาถึง

ผมเดาว่า 'ยัยสาวน้ำแข็งทะเลเหนือ' คงจะมาแน่ๆ แต่คงต้องใช้เวลาสักพัก หน้าที่ของผมคือตรึง มังกี้ สแปนเนอร์ไว้ให้ได้... แผนมันควรจะเป็นแบบนั้น

แต่คุณพระช่วย! ยัยสาวน้ำแข็งมาแล้วครับ!

แถมยังหนีบเอา 'ชาโดว์ วอล์กเกอร์' กับ 'สตาร์ดัส' มาด้วย

“........”

ฉิบหาย... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?

“มังกี้ สแปนเนอร์! สั่งลูกน้องให้วางอาวุธแล้วยอมจำนนซะ แกถูกล้อมไว้หมดแล้ว!”

เสียงกังวานของสตาร์ดัสก้องไปทั่วล็อบบี้โรงแรมที่กว้างขวาง

ในฐานะแฟนคลับ การได้มายินเสียงจริงๆ ของเธอแทนที่จะเห็นแค่ในช่องคำพูดในเว็บตูนมันช่างเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เหมือนได้ดูหนัง 4D เลยล่ะ

ใช่ แต่มันจะดีกว่านี้มากถ้าไม่ใช่ในสถานการณ์ตอนนี้นะ

“ฉันจะพูดอีกครั้ง! วางปืนลงแล้ว...”

เสียงของสตาร์ดัสที่เคยดังก้องค่อยๆ แผ่วลง

นั่นเป็นเพราะไม่ว่าเธอจะกวาดสายตาไปทางไหน...

มันก็ไม่มีโจรติดอาวุธเหลือให้จับเลยสักคน

“......?”

เธอเก็บสีหน้าประหลาดใจไม่อยู่กับสถานการณ์เหนือความคาดหมายนี้ ยัยสาวน้ำแข็งที่ตามเข้ามาติดๆ ก็ดูงุนงงไม่แพ้กัน ก็นะ... ผมสยบพวกมันจนลงไปนอนกองกับพื้นหมดแล้วนี่นา

ส่วนมังกี้ สแปนเนอร์น่ะเหรอ? กำลังจะโกยแน่บเลยล่ะ

“อึก... อัก!”

แต่ท่ามกลางความวุ่นวาย มังกี้ สแปนเนอร์ที่พยายามจะหนีเป็นคนแรกกลับถูกชาโดว์ วอล์กเกอร์กดลงกับพื้นเสียก่อน

“ต่อให้ตอนนี้ฉันจะอ่อนแอแค่ไหน... แต่การจับแกมันก็ไม่ใช่เรื่องยากหรอกนะ”

ชาโดว์ วอล์กเกอร์พุ่งไปประชิดตัวมังกี้ สแปนเนอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ก่อนจะใช้พลังเงาสยบเอาไว้

ด้วยเหตุนี้ มังกี้ สแปนเนอร์เลยได้แต่นอนกลิ้งไปมาบนพื้นเหมือนดักแด้ที่ทำอะไรไม่ได้ ทั้งมือ เท้า และปากถูกพันธนาการด้วยเงาจนมิด

เมื่อกี้ยังโชว์พาวก่อการร้ายอยู่แท้ๆ แต่ผ่านไปไม่กี่นาที ลูกน้องก็หายเกลี้ยง แถมตัวเองยังโดนรวบอีก

ต่อให้มังกี้ สแปนเนอร์จะเก่งกล้าสามารถแค่ไหน แต่เขาก็ไม่มีทางเอาชนะชาโดว์ วอล์กเกอร์ในยามค่ำคืนได้

นั่นคือสัจธรรม

แต่แน่นอนว่าดูเหมือนสภาพของชาโดว์ วอล์กเกอร์ตอนนี้จะดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขาดูยืนโงนเงนชอบกล

แต่ก็นั่นแหละ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาดูแปลกๆ หรือเปล่า ประเด็นคือเขาสยบมังกี้ สแปนเนอร์ได้อย่างง่ายดายต่างหาก

พอเห็นมังกี้ สแปนเนอร์โดนชาโดว์ วอล์กเกอร์เวอร์ชันอ่อนแรงกดหน้าจูบพื้นแบบนั้น...

เอ่อ... น่าสงสารแฮะ

ผมรู้สึกเห็นใจเขานิดๆ แฮะ เพราะถ้าผมพลาดขึ้นมา ผมก็คงมีสภาพไม่ต่างจากเขานักหรอก...

สายตาของชาโดว์ วอล์กเกอร์ที่เพิ่งสยบวายร้ายเสร็จเบนมาทางผม

ให้ตายสิ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องมองมาที่ผมอยู่แล้ว ไอ้คนแปลกหน้าที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนยอดหอคอยเก้าอี้นี่มันเด่นซะขนาดนี้

ยัยสาวน้ำแข็งกับสตาร์ดัสก็มองมาทางผมเช่นกัน

ยัยสาวน้ำแข็งดูฉงน ส่วนสตาร์ดัสดูจะระแวดระวังเป็นพิเศษ

จะว่าไป...

พวกเขายังไม่รู้ใช่ไหมว่าผมคือ 'อีโกสติก'?

สถานการณ์มันจบลงตอนที่พวกเขาบุกเข้ามาพอดี พวกเขาเลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ แถมผมยังปิดไลฟ์สดไปก่อนที่ไอ้มังกี้จะโผล่มาเสียอีก

ที่สำคัญที่สุดคือ 'หน้ากาก' มันคนละอันกัน ปกติผมใส่หน้ากากครึ่งหน้าสีเทา แต่นี่มันหน้ากากเหลืองอ๋อยที่ปิดมิดทั้งหน้า

ชาโดว์ วอล์กเกอร์เงยหน้ามองผมด้วยสายตาเคลือบแคลง ประมาณว่า 'ไอ้นี่มันตัวอะไรวะ?'

เขามองขึ้นมาที่ผมด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ ก่อนจะเปิดปากถาม

“...แกเป็นใคร? พวกเรามาเพื่อจับกุมมังกี้ สแปนเนอร์...”

พูดได้แค่นั้น เขาก็ชะงักแล้วมองไปรอบๆ

กลุ่มก่อการร้ายนับสิบนอนจมกองเลือด มังกี้ สแปนเนอร์ที่ยืนค้างในท่าประหลาด และผมที่นั่งมองลงมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง

คนที่มีสมองปกติคงดูออกได้ทันที

ว่าผมนี่แหละ คือคนที่กวาดล้างพวกมันทั้งหมด

คำถามจึงผุดขึ้นในหัวของพวกเขาพร้อมกัน

'ไอ้หมอนี่มันเป็นใครกันแน่?'

จะว่าเป็นฮีโร่ก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะผมฆ่าทุกคนเรียบ แถมท่านั่งไขว่ห้าง เชิดหน้า ดูถูกดูแคลนภายใต้หน้ากากนั่น... ผมดูยังไงก็วายร้ายชัดๆ

แต่ถ้าพวกเขาเห็นผมเป็นวายร้ายล่ะ? ผมหยุดการก่อการร้ายนะ ผมเผชิญหน้ากับมังกี้ สแปนเนอร์นะ ถ้ามองแค่การกระทำผมก็คือฮีโร่ดีๆ นี่เอง เพียงแต่พวกเขาคงไม่เคยเห็นฮีโร่ที่ใส่หน้ากากอุบาทว์ๆ แบบนี้มาก่อน

สายตาสงสัยจากยัยสาวน้ำแข็งและสตาร์ดัส...

สายตาที่พยายามจะมองให้ทะลุปรุโปร่งของชาโดว์ วอล์กเกอร์...

ส่วนผมในตอนนี้น่ะเหรอ แค่จะกระดิกนิ้วยังเป็นเรื่องยากเลยครับ

ถามจริงเถอะ

ทำไมฮีโร่ระดับ A ของเกาหลีถึงมาจุกรวมกันอยู่ที่นี่หมดเลยวะ? มังกี้ สแปนเนอร์มันเป็นบอสใหญ่ขนาดที่ต้องรุมกันสามคนเลยหรือไง? ก็ไม่ใช่นี่!

แล้วทำไมต้องมาพร้อมกันในจังหวะที่ผมง่อยกินที่สุดด้วยล่ะครับเนี่ย?

พวกคุณครับ เลิกจ้องผมเถอะ ผมจะเขินตายอยู่แล้ว

“........”

วิกฤตขั้นสุดยอด

สมองของผมเริ่มทำงานเร็วกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิต

ผมเห็นซออึนกับซูบินมองมาจากที่ไกลๆ ด้วยสายตากังวล ถึงจะมองไม่ชัดเพราะอยู่ไกลแต่พวกเธอก็คงทำหน้าแบบนั้นแหละ 'ไม่ต้องห่วง เชื่อใจพี่เถอะ! ปัญหานี้พี่จัดการได้!'

ก่อนอื่น... สภาพร่างกายของผมล่ะ?

เป้าหมายคือต้องเทเลพอร์ตพาพวกลูกน้องไปที่รถแล้วชิ่งหนีไปให้ไวที่สุด ระยะทางแค่นี้ถ้าสภาพปกติผมหายตัวไปได้สบายๆ

แต่ปัญหาก็คือ... ตอนนี้ผมไม่ปกติ

ขอเวลา... ขออีกแค่ไม่กี่นาที ผมก็น่าจะพอฝืนขยับตัวหนีไปได้ ถึงจะไม่รู้ว่าร่างกายจะพังแค่ไหนหลังจากนั้นก็เถอะ...

ขอแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น

และผมคือนักแสดงบทวายร้ายระดับพระกาฬที่เชี่ยวชาญเรื่องการยื้อเวลาท่ามกลางวิกฤต

ผมดูหนังฮีโร่มาตั้งกี่เรื่องแล้ว?

ผมทำได้แน่

พวกเขาทั้งสามคนยังคงจ้องผมไม่วางตา

เมื่อกี้เขาถามว่าอะไรนะ?

อ้อ ถามว่าผมเป็นใคร

ผมต้องตอบให้ดี... ถ้าบอกว่า "ผมคืออีโกสติก" คือการฆ่าตัวตายชัดๆ พวกเขาคงพุ่งเข้ามาตุ้บตั้บผมจนปางตายแน่ๆ เพราะฉะนั้นแผนนี้ตกไป

เป้าหมายของผมคือการ 'ถ่วงเวลา'

และการจะถ่วงเวลาได้ ผมต้องไม่ทำให้พวกเขาเปิดฉากโจมตีผมก่อน

วิธีเดียวคือต้อง 'หลอกเรื่องตัวตน'

ในเมื่อพวกเขาไม่รู้จักผม ผมก็ต้องใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์

ในสายตาพวกเขา ผมคือคนประหลาดที่ใส่หน้ากากเหลืองที่กวาดล้างโจรนับร้อยด้วยวิธีลึกลับ

ผมต้องข่มขวัญพวกเขาตรงนี้แหละ

ผมนั่งนิ่งอยู่บนที่สูง กวาดสายตามองลงมาอย่างโอหัง พยายามไม่แสดงความประหม่าออกมา น้ำเสียงที่เปล่งออกมาต้องฟังดูผ่อนคลายราวกับกำลังพูดความจริงที่น่าเบื่อหน่าย

“...ถามงั้นเหรอ? ผมก็แค่ 'ฮีโร่ระดับ S' น่ะ”

ใช่แล้ว เรื่องโกหกที่ฮาที่สุดก็คือการอ้างว่าเป็นฮีโร่นี่แหละ ผมต้องสวมรอยเป็นฮีโร่ลึกลับที่ไม่ได้ทำงานในเกาหลี เออ... แต่ชื่อฮีโร่ของผมจะชื่ออะไรดีล่ะ? ไม่ได้คิดเผื่อไว้ซะด้วยสิ เอาเถอะ! เอาอะไรที่มันฟังดูเท่ๆ นามธรรมๆ หรือเปรียบเปรยไว้ก่อน!

สุดท้าย ด้วยความรีบร้อน สมองผมเลยพ่นคำแรกที่แวบเข้ามาออกมาโดยไม่ผ่านการกรอง

“ผมคือฮีโร่ระดับ S... 'แอปเปิล แมงโก้' (Apple Mango)”

...โอ๊ย ไอ้ฉิบหาย

“.......”

ผมพ่นคำว่า 'แอปเปิล แมงโก้' ออกไปด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและหยิ่งยโสสุดขีด

บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที ทั้งสามคนมองผมด้วยสายตาประหลาดๆ ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น

โธ่เอ๊ย... ทั้งหมดมันเป็นเพราะไอ้พวกคนดูไลฟ์แท้ๆ!

คอมเมนต์ที่บอกว่า แมงโก้สติกบ้างล่ะ แมงโก้แดนบ้างล่ะ สมองผมเลยโดนปนเปื้อนไปหมดแล้ว ไอ้พวกบ้า!

แถมเมื่อกี้ตอนส่องกระจกยังแอบคิดว่าหน้ากากนี่สีเหมือนมะม่วงอีก มันเลยพ่นคำเพี้ยนๆ นั่นออกมาจนได้ ผมบ้าไปแล้วแน่ๆ

แต่ก็นะ... ถ้าผมบอกว่าผมเป็นฮีโร่ระดับ S จากต่างประเทศที่พูดเกาหลีชัดแจ๋วล่ะ? ชื่อคนมันตั้งเป็นชื่อผลไม้ก็ได้นี่นา ใช่ไหมล่ะ?!

สตาร์ดัสขมวดคิ้วกับท่าทีของผม เธอคงนึกสงสัยในคำตอบ

“...แอปเปิล แมงโก้? พวกเราไม่เคยได้ยินชื่อฮีโร่ระดับ S ที่ชื่อแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”

จี้ได้ตรงจุดมาก

ไม่สิ มันก็ไม่เชิงจี้จุดหรอก ก็นะ เธอจะไปเคยได้ยินได้ไงล่ะ ผมเพิ่งเมคขึ้นมาเมื่อกี้เองนี่นา...

แต่ฮีโร่สามคนนี้ท่าทางจะไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆ

ในฐานะวายร้ายชั้นยอด ผมต้องหน้าด้านเข้าไว้ในสถานการณ์แบบนี้

ผมจึงใช้เสียงที่ทุ้มต่ำและจริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้ น้ำเสียงที่ฟังดูโอหังดุจผู้เหนือกว่าเอ่ยขึ้น

“แน่นอนสิ เพราะผมปฏิบัติภารกิจลับอยู่ คนเกาหลีอย่างพวกคุณไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอก”

ความลับของอีโก...

พวกแกจะไปรู้อะไร? มีหลักฐานหรือไง?

ยังไงซะตอนนี้ผมก็คือฮีโร่ล่ะวะ

ผมฉาบหน้าตัวเองให้หนาเหมือนแผ่นเหล็ก แล้วตัดสินใจเล่นบทหน้าด้านต่อไป

ผมเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นและจริงจังอีกครั้ง ให้เสียงมันดังกังวานไปทั่ว

“พวกคุณน่ะ... ผมพอจะเคยได้ยินชื่อมาบ้าง ชาโดว์ วอล์กเกอร์, สาวน้ำแข็งแห่งทะเลเหนือ แล้วก็สตาร์ดัส พวกคุณเป็นแค่ฮีโร่ระดับ A ไม่ใช่หรือไง? ความต่างระหว่างรุ่นพี่ระดับ S กับรุ่นน้องระดับ A มันราวกับฟ้ากับเหว... เพราะฉะนั้น เวลาคุยกับผม ช่วยกรุณา 'ใช้คำสุภาพ' ด้วย”

ทั้งที่ตอนนี้ผมเป็นวายร้ายที่ขยับตัวไม่ได้เลยแท้ๆ

ต่อหน้าฮีโร่สามคนที่สามารถบี้ผมให้แบนได้เพียงปลายนิ้ว

แต่ผมกลับกล้าพูดออกไปหน้าด้านๆ แบบนั้น

'ฉันคือระดับ S นะจ๊ะ พูดดีๆ กับรุ่นพี่หน่อย'

ทั้งสามคนมองหน้ากันด้วยสีหน้าอึ้งๆ เหมือนจะบอกว่า 'ไอ้นี่มันพล่ามบ้าอะไรของมันวะ'

แต่ใครจะสนล่ะ ผมจะหน้าด้านต่อไป ใครไม่สุภาพผมไม่คุยด้วย นี่มันเมืองพุทธ มีสัมมาคารวะกันหน่อยสิครับ!

ยัยสาวน้ำแข็งถามกลับมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“แกพูดว่าอะไรนะ?”

“เมื่อกี้คุณพูดแบบไม่มีหางเสียงกับผม... ช่วยใช้คำสุภาพด้วยครับ”

ไม่รู้แล้วโว้ยยยย ฉิบหายเป็นฉิบหาย! ยื้อพวกมันไว้ก่อน!

และในคืนนั้นเอง ณ ล็อบบี้โรงแรมในปูซาน ปาร์ตี้สุดเพี้ยนก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เอาว่ะ... ไหลตามน้ำไปให้สุดเลยแล้วกัน!

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 41 จัดการวิกฤตการณ์

ตอนถัดไป