ท่านเจ้าอาวาส พวกเราไม่ได้ผิดศีลนะครับ!
หลังจากต่อคิวมานาน ตอนนี้ก็เป็นเวลาฉันเพลพอดี พระฮุ่ยคง กับเณรน้อยรีบเดินไปยังโรงฉันพร้อมกัน
เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง ก็พลันเห็นท่านเจ้าอาวาสเดินสวนมา สายตาของท่านเจ้าอาวาสถูกดึงดูดไปยังถุงกระดาษสีน้ำตาลในมือของทั้งสองทันที บนนั้นมีตัวอักษรสีแดงสดตัวใหญ่ๆ พิมพ์ไว้ว่า ‘โร่วเจียหมัว’
“พวก...พวกเจ้า...” สีหน้าของท่านเจ้าอาวาสก็ ‘พรึ่บ’ เปลี่ยนไปเคร่งขรึมทันที
กลางวันแสกๆ ขนาดนี้ พวกเจ้ายังไม่คิดจะปิดบังกันเลย ดูท่าจะต้องกวดขันวินัยของวัดอย่างจริงจังเสียแล้ว!
“ท่านเจ้าอาวาส! โปรดฟังผมก่อน...” พระฮุ่ยคง มีปฏิกิริยาทันที เอ่ยปากอธิบายอย่างร้อนรน “พวกเราแค่ซื้อไป๋หมัวมาเท่านั้น มิได้ล่วงละเมิดศีลเลยจริงๆ!”
เขามือไม้พันกันรีบหยิบไป๋จี๋หมัว (แป้งเปล่า) ออกมา แสดงให้ท่านเจ้าอาวาสดู เณรน้อยก็พยักหน้าไม่หยุดอยู่ข้างๆ
“ใช่ครับ ท่านเจ้าอาวาส พวกเราปฏิบัติตามกฎของวัดมาโดยตลอด ไม่กล้าล่วงเกินแม้แต่น้อย!”
ท่านเจ้าอาวาสได้ฟังดังนั้น ก็ใช้มือลูบหน้าอกเบาๆ ระงับความตกใจเมื่อครู่ลงไป
“อมิตาภพุทธ พวกเจ้าต้องบำเพ็ญเพียรให้ดี อย่าได้คิดผิดศีล!”
ตอนแรกท่านเจ้าอาวาสตั้งใจจะหันหลังเดินจากไป แต่ในสายลมกลับมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยมา พอเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหน่อย โมเลกุลของไป๋จี๋หมัวก็เคลื่อนที่แบบบราวน์อย่างอิสระ กระจายเข้ามาในโพรงจมูกของท่านเจ้าอาวาส
กลิ่นหอมของข้าวสาลีเจือไปด้วยอุณหภูมิของแสงแดดและความเรียบง่ายของดิน ทำให้รู้สึกราวกับอยู่ในทุ่งข้าวสาลีอันกว้างใหญ่ ท่านเจ้าอาวาสอดไม่ได้ที่จะค่อยๆ หลับตาลง สัมผัสถึงสายลมที่พัดโชยเบาๆ และรวงข้าวที่พลิ้วไหว ในวินาทีนี้ ในใจก็พลันเกิดความรู้สึกสงบสุขที่กลมกลืนกับทุกสรรพสิ่งขึ้นมา
“หมัวนี่กลิ่นหอมเรียบง่ายยิ่งนัก ไม่ทราบว่าพวกเจ้าซื้อมาจากที่ใด?” ท่านเจ้าอาวาสยืนอยู่ที่เดิม ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปากถาม
“เรียนท่านเจ้าอาวาส อยู่ที่หน้าประตูวัดครับ ต่อคิวตั้งนานเลย”
ท่านเจ้าอาวาสได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบาๆ ในแววตามีความคาดหวังเล็กน้อย คิดว่ารสชาติที่เรียบง่ายของโลกมนุษย์นี้ คงจะแตกต่างจากอาหารเจในวัดเป็นแน่ อาตมาก็อยากจะลองชิมดูบ้างแล้ว…
ในใจยังแอบบ่น …เจ้าโง่สองคนนี้นี่ ไม่รู้จักซื้อมาเผื่ออาตมาสักชิ้นเลย
“ฮุ่ยคง จิ้งอู้ พวกเจ้าคนเดียวกินได้เยอะขนาดนั้นเลยรึ?”
“ท่านเจ้าอาวาส โปรดอย่าได้กังวล ศิษย์กับหลวงน้องจิ้งอู้กินหมดแน่นอน ไม่สิ้นเปลืองเด็ดขาด หมัวนี้ถึงจะใหญ่ แต่ก็สู้ความหิวในท้องของเหล่าศิษย์ไม่ได้ อีกอย่าง ศิษย์จะถนอมอาหาร ไม่ทำให้คำสอนของท่านเจ้าอาวาสต้องเสียเปล่า”
เมื่อเห็นว่าพระสองรูปนี้ไม่เข้าใจความหมายสักที สีหน้าของท่านเจ้าอาวาสก็ค่อยๆ เคร่งขรึมลง
“ช่างเถอะๆ พวกเจ้าไปเถอะ วันหลังทำการใด ให้มีไหวพริบมากกว่านี้หน่อย รีบเก็บถุงนี่ซะ แล้วไปฉันอาหารที่โรงฉันให้เรียบร้อย”
ท่านเจ้าอาวาสสะบัดแขนเสื้อ แล้วหันหลังเดินจากไป
“คำสอนของท่านเจ้าอาวาสถูกต้องแล้ว ศิษย์ต่อไปจะระวังให้มากขึ้น”
พระฮุ่ยคง กับเณรน้อยราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบยัดไป๋จี๋หมัวเข้าไปในอกเสื้อ แล้วเดินไปยังโรงฉัน
เพิ่งจะถึงโรงฉัน พระสงฆ์ทั้งหลายกำลังฉันอาหารเจอยู่ ยังคงเป็นสี่อย่างเดิม ผักกวางตุ้ง เต้าหู้ หมั่นโถว ข้าวต้ม
พระฮุ่ยคง กับเณรน้อยฉลาดมาก ปล่อยให้ไป๋จี๋หมัวในถุงในมือโผล่ออกมาครึ่งหนึ่ง แล้วเดินกร่างๆ เข้าไป อย่าคิดว่านี่คือโร่วเจียหมัวนะ! ข้าไม่ได้ผิดศีลนะ!
พระสงฆ์ทั้งหลายมองดูของในมือของพวกเขา ชั่วขณะหนึ่งก็ถึงกับตะลึงไปเลย ร้านโร่วเจียหมัวที่หน้าประตูตะโกนขายอยู่ข้างนอกทุกวัน กลิ่นเนื้อที่ทั้งดุดันและทรงพลังนั้น พวกเขาก็เคยได้ลิ้มลองกันมาบ้างไม่มากก็น้อย ปกติแล้วไม่มีใครกล้าคิดที่จะกินโร่วเจียหมัวเลย แต่ตอนนี้เมื่อมองดูพระฮุ่ยคงกับเณรน้อย ในใจก็พลุ่งพล่านขึ้นมา
สองคนนี้ไม่ใช่อัจฉริยะหรอกเหรอ ขนมเปี๊ยะภรรยาไม่มีภรรยาอยู่ข้างใน โร่วเจียหมัวก็ไม่มีเนื้ออยู่ข้างในได้เหมือนกันสินะ! ทำไมพวกเราถึงคิดไม่ถึงกันนะ? คิดแต่ว่าจะผิดศีลไม่ได้ แต่ไม่คิดเลยว่ายังจะมีวิธีนี้อีก!
ชั่วขณะหนึ่ง ในโรงฉันก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้น
พระฮุ่ยคง สองมือประคองไป๋จี๋หมัวร้อนๆ เข้ามาใกล้ๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นหอมของข้าวสาลีที่เข้มข้นนี้ ช่างหอมอะไรเช่นนี้ กดเบาๆ ยังมีแรงดีดกลับอย่างเห็นได้ชัด
“กร๊อบ” พระฮุ่ยคง กัดเข้าไปคำหนึ่ง ดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นทันที
ปลายลิ้นได้ลิ้มรสความหอมกรอบของเปลือกนอกก่อน ตามมาด้วยความนุ่มอร่อยของเนื้อใน เนื้อหมัวมีสีขาวนวล ราวกับกัดเข้าไปในขนมสายไหมที่หอมหวาน ละเอียดอ่อนแต่ก็มีความเหนียวในระดับหนึ่ง
“เอื๊อก—” พระสงฆ์ทั้งหลายเห็นพระฮุ่ยคง กับเณรน้อยแทะกันอย่างเอร็ดอร่อยขนาดนั้น ทั้งหมดต่างวางมือจากการกิน แล้วกลืนน้ำลาย
“หลวงพี่ฮุ่ยคง ไป๋จี๋หมัวนี่ รสชาติเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
พระฮุ่ยคง กลืนหมัวลงไปคำหนึ่ง พนมมือ แล้วค่อยๆ กล่าว:
“หมัวนี้ นอกกรอบในนุ่ม กลิ่นข้าวสาลีหอมฟุ้ง เมื่อเข้าปาก รสชาตินั้น ประดุจแสงแห่งพุทธองค์สาดส่องลงมา อบอุ่นหัวใจ แม้ไร้ซึ่งความคาวของเนื้อสัตว์ แต่ก็มีความกลมกล่อมของอาหารแป้ง นับเป็นของอร่อยแห่งโลกมนุษย์โดยแท้”
เณรน้อยก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
“หลวงพี่กล่าวได้ถูกต้องอย่างยิ่ง ไป๋จี๋หมัวนี้ เคี้ยวแล้วหนึบ กลืนแล้วลื่นคอ ทุกคำ ราวกับเป็นอาหารเลิศรสที่พระพุทธองค์ประทานให้ ทำให้ใจเกิดความปิติยินดี”
สรุปสั้นๆ ก็คือมันอร่อยเกินไป ชาตินี้พวกเขาไม่เคยกินอาหารเจที่หอมขนาดนี้มาก่อนเลย! ทั้งสองคนพูดจบ ก็ส่งแป้งเข้าปากอีกครั้ง
“หลวงน้องฮุ่ยคง นี่...ให้พวกเราลองชิมบ้างได้ไหม?”
“หลวงน้อง ให้ข้ากินคำหนึ่ง แค่คำเดียว ขอร้องล่ะ...”
หลวงพี่สองสามคนที่สนิทกันเห็นดังนั้น ก็พากันเข้ามา มุมปากของ พระฮุ่ยคง กระตุก แล้วเอ่ยปฏิเสธทันที
“นี่เป็นแป้งที่เราต่อคิวมาตั้งนานถึงจะได้มา ถ้าพวกท่านอยากกิน ก็ไปซื้อเองสิ”
ของตัวเองสองชิ้นยังไม่พอจะกินเลย ยังจะให้พวกแกอีกเหรอ? โธ่... ถ้ารู้ว่าอร่อยขนาดนี้ ซื้อมาสี่ชิ้นก็ดีแล้ว!
ชั่วขณะหนึ่ง พระสงฆ์หลายรูปก็รีบวิ่งออกจากโรงฉันมาที่หน้าประตูวัด กวาดตามองไปทีหนึ่ง รถขายอาหารหายไปแล้ว แถวยาวๆ หายไปแล้ว หมัวของโร่วเจียหมัวก็หายไปแล้ว
หัวใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของพวกเขา ตกลงบนพื้น แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เซ็งจริงๆ! ทำได้แค่รอซื้อวันพรุ่งนี้แล้ว!
……………………………
สิบเอ็ดโมง ซูเฉิน ขายโร่วเจียหมัวชิ้นสุดท้ายหมดแล้ว ก็เริ่มเก็บร้าน วันนี้คนต่อคิวค่อนข้างเยอะ เลยหมดเร็วกว่าเมื่อวานหน่อย
บ้านของ เฉียงจื่อ กับเฉียนเผิง อยู่ไม่ไกลกับวัดฝูเจ๋อเท่าไหร่ พวกเขาต่างคนต่างออกจากบ้านของตัวเอง แล้วไปรวมตัวกันที่ห้างสรรพสินค้าว่านต๋า แล้วมุ่งหน้าไปยังวัดฝูเจ๋อ
พอมาถึงสี่แยกไฟแดงแห่งหนึ่ง เฉียนเผิงยื่นมือขวาออกไป ชี้ไปยังถนนเล็กๆ ข้างหน้า
“เฉียงจื่อ ไปทางนี้ ข้ามถนนเล็กๆ นี่ไปแล้วเลี้ยวขวา ไม่กี่นาทีก็จะเห็นวัดฝูเจ๋อแล้ว”
เฉียงจื่อ พยักหน้า เพิ่งจะเตรียมจะอ้าปาก หางตาก็เหลือบไปเห็นรถที่คุ้นเคยคันหนึ่ง ก็รีบหันไปมองทันที ทว่า… เห็นเพียงแค่ด้านหลังของรถที่ค่อยๆ ห่างออกไป
เขารีบมือไม้พันกันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดชัตเตอร์
เฉียนเผิง เห็นท่าทีที่กะทันหันของ เฉียงจื่อ ก็สงสัยอย่างยิ่ง
“เฉียงจื่อ เป็นอะไรไป? เกิดอะไรขึ้น?”
ในแววตาของ เฉียงจื่อ มีประกายแห่งความตื่นเต้น เสียงที่พูดออกมายังสั่นเล็กน้อยด้วย
“เมื่อกี้ฉันเหมือนจะเห็นรถของเถ้าแก่ที่ขายขาหมู ขับไปทางนั้น”
เฉียนเผิง ก็เกิดความอยากรู้ขึ้นมาทันที รีบโน้มตัวเข้ามา มองดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือของ เฉียงจื่อ เห็นเพียงรูปภาพที่ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่โครงร่างของรถก็ดูคล้ายกันจริงๆ
“เฮ้ย รูปนี่มันเบลอชิบหายเลย ยืนยันไม่ได้หรอก ตอนนี้รถก็หายไปแล้ว ไล่ตามก็ไม่ทันแล้ว...”
“หรือว่าจะส่งรูปไปในกลุ่มดีล่ะ? ในกลุ่มมีพวกเซียนอยู่เยอะ ไม่แน่เผื่อมีใครดูออกก็ได้?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉียงจื่อ ก็ได้แต่พยักหน้าจำใจ