บทที่ 30 ไม่เหลือ ไม่เหลืออะไรเลย

บทที่ 30 ไม่เหลือ ไม่เหลืออะไรเลย
แววตาเย็นเยียบ พลซุ่มยิงดึงแว่นตายุทธวิธีลงมา
ยกปืนขึ้น
เล็งไปยังอาคารหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปร้อยเมตร
ปืนไรเฟิลซุ่มยิงพลังงานชาร์จพลังงานในชั่วพริบตา
เหนี่ยวไก
ปัง!!
ท่วงท่าลื่นไหลต่อเนื่อง รวดเดียวจบ
แทบจะในเวลาเดียวกัน ขอบสายตาของเมิ่งสั่วก็มีข้อความแจ้งเตือนวาบผ่านอย่างรวดเร็ว:
[แต้ม +300]
เมิ่งสั่วรีบหันขวับ มองไปตามทิศทางที่พลซุ่มยิงยิงออกไป
เห็นเพียงที่หน้าต่างชั้นสี่ของอาคารสูงหลังหนึ่ง ศพของฮันเตอร์ตัวหนึ่งร่วงหล่นลงมา ดังโครมสนั่นหวั่นไหว
ปลุกให้เลือดสาดกระเซ็นเป็นวงกว้าง
เชี่ย!
ไม่ต้องเล็งเลยเหรอ?!
นี่คือความเข้มข้นของหน่วยรบเลเวล 2 งั้นเหรอ?
เมิ่งสั่วเบิกตากว้าง
ถึงแม้จะเป็นทหารของเขาเอง แต่ความแข็งแกร่งที่พลซุ่มยิงแสดงออกมาก็ยังทำให้เขาหนังศีรษะชาหนึบ
‘ยังดีที่เป็นคนกันเอง ไม่อย่างนั้นโดนเข้าไปสักนัด อย่างน้อยๆ ร่างกายก็ต้องเขียวช้ำเป็นจ้ำแน่’
‘แต่ว่า... โลกแดนรกร้างมีมอนสเตอร์ที่โจมตีระยะไกลอยู่จริงๆ’
‘ดูท่า ต่อไปเวลาออกข้างนอกต้องพกสุนัขทหารไปด้วยสักหลายตัวหน่อยแล้ว’
‘อย่างน้อย สุนัขทหารก็สามารถสัมผัสอันตรายล่วงหน้าได้’
สายตากวาดผ่านพลซุ่มยิงและปืนไรเฟิลซุ่มยิงในมือเขาอย่างไม่ตั้งใจ ในหัวของเมิ่งสั่วมีความคิดหลายอย่างแล่นผ่าน
จบเรื่องแทรกเล็กๆ นี้ เมิ่งสั่วนำหน่วยรบที่เหลือ บดขยี้กองเลือดเหนียวหนืดด้วยรองเท้าคอมแบต เดินมาถึงถนนที่เหล่าผู้รอดชีวิตรวมตัวกันอยู่
เวลานี้ ผู้รอดชีวิตต่างก็เดินไปมาอยู่บนถนน
พวกเขามีบ้างที่คอยถามพลทหารใหม่เป็นระยะ วิงวอนขอพบหน้า 「ผู้จัดการ」 คนปัจจุบันของเมืองตงหลินสักครั้ง
สิ่งที่ได้รับ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงหลังหน้ากากกันแก๊สพิษของพลทหารใหม่เท่านั้น
พอผู้รอดชีวิตเหล่านั้นขยับเข้ามาใกล้หน่อย พลทหารใหม่ก็จะยกปืนเล็งใส่พวกเขาทันที
พอพวกเขาเดินห่างออกไปหน่อย พลทหารใหม่ก็ยกปืนเล็งเช่นกัน...
“......”
ผู้รอดชีวิตส่วนหนึ่งยอมรับความจริง ยืนพิงกำแพง เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน สูดดมอากาศแห่งเสรีภาพที่ห่างหายไปนานอย่างตะกละตะกลาม
ในหมู่พวกเขาไม่น้อย ไม่ได้เห็นโลกภายนอกมานานมากแล้ว
ท่ามกลางกลุ่มผู้รอดชีวิต มีเด็กหญิงตัวน้อยสองคนพิงอยู่หน้าอาคารร้างแถวนั้น
พวกเธอเบิกตากลมโตดำขลับ เงยดวงหน้ามอมแมม จ้องมองสุนัขทหารที่กำลังเฝ้าระวังรอบด้านอยู่ไม่ไกลตาไม่กะพริบ เต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน
“ฮี่ๆ”
ตอนนั้นเอง ที่สุดปลายถนน ก็มีเสียงร้องแหลมสูงดังแว่วมา
มาพร้อมกับเสียงเกือกม้าอันหนักหน่วง
เหล่าผู้รอดชีวิตต่างพากันหันขวับ มองไปตามทิศทางที่เสียงส่งมา
เห็นเพียงชายคนหนึ่งที่มีการแต่งกายแตกต่างอย่างชัดเจนและมีมาดไม่ธรรมดา กำลังเดินทอดน่องเข้ามา
ข้างกายชายคนนั้น มีทหารที่อุปกรณ์สวมใส่ดูดีมีราคายิ่งกว่าเดินตามมาด้วยหนึ่งนาย
ถัดไปด้านหลัง คือทหารสี่นายที่ขี่ ‘สัตว์กลายพันธุ์?’ ซึ่งมีร่างกายกำยำล่ำสันและสวมเกราะป้องกัน
เสียงร้องเมื่อครู่ก็คือเสียงที่ ‘สัตว์กลายพันธุ์’ เหล่านั้นส่งออกมา
เมื่อเทียบกับสุนัขทหาร รูปลักษณ์ของม้าศึกดูจะเข้ากับลักษณะของสัตว์กลายพันธุ์ในโลกแดนรกร้างมากกว่า
แข็งแกร่ง
ดุร้าย
เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ทำให้คนหนาวสะท้าน
ผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะมองพวกมันตรงๆ
มีเพียงเด็กหญิงตัวน้อยสองคนในกลุ่มนั้น ที่ในดวงตามีประกายตื่นเต้นระยิบระยับ ท่าทางอยากรู้อยากลองอยู่บ้าง
“ฟรืด!”
สัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงสองคู่ที่มองมาทางตน ม้าศึกตัวริมสุดจึงเหลือบตามองขวางไปทีหนึ่ง ขยับหู แล้วพ่นลมหายใจแรงๆ
“......”
เมื่อมาถึงตรงหน้าเหล่าผู้รอดชีวิต เมิ่งสั่วกวาดสายตามองรอบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า
“ฉันชื่อเมิ่งสั่ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เมืองนี้อยู่ภายใต้การจัดการของฉัน”
“พวกคุณเรียกฉันว่า... ผู้บัญชาการก็ได้”
หลังคำเกริ่นนำง่ายๆ เมิ่งสั่วก็เข้าประเด็นทันที
......
ผ่านการพูดคุยกันพักหนึ่ง เมิ่งสั่วก็เข้าใจข้อมูลพื้นฐานของผู้รอดชีวิตในเบื้องต้น:
ชายชราหลังค่อมที่เป็นผู้นำสวมชุดทหารเก่าขาดชื่อหลี่คั่วเตา
เหล่าผู้รอดชีวิตเมืองตงหลินรอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้ได้ก็ภายใต้การนำของเขา
เป็นคนธรรมดาที่ได้รับการเสริมพลังด้านพละกำลัง
ในทีม ผู้หญิงที่มัดผมหางม้าสูงและรูปร่างสะดุดตาคนนั้นชื่อเซี่ยถง เป็นผู้มีพลังพิเศษสายพละกำลังเช่นกัน
แต่ค่อนไปทางเสริมความอึด
ยังมีผู้มีพลังพิเศษสายพละกำลังอีกคน เป็นชายรูปร่างกำยำแต่ขาบาดเจ็บ ชื่อซานสง สวมเสื้อกั๊กสีดำเก่าขาด ไว้เคราครึ้ม
นับรวมหวังรุ่ยกับเซี่ยเสี่ยวจูที่มีค่าโชคลาภด้วยแล้ว
เมิ่งสั่วคิดไม่ถึงเลยว่า เมืองตงหลินเล็กๆ จะมีผู้มีพลังพิเศษโผล่มาถึง 5 คน!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
ตั้งแต่เมื่อไหร่... ที่ผู้มีพลังพิเศษพื้นเมืองถึงได้เกลื่อนกลาดขนาดนี้?
เมิ่งสั่วตื่นตระหนกในใจ แต่ภายนอกยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
เขาทำหน้านิ่ง แล้วเก็บข้อมูลต่อไป:
ผู้รอดชีวิตที่เหลือล้วนเป็นคนธรรมดา
นับรวมเด็กหญิงสองคนนั้นด้วย เป็นชาย 7 หญิง 4
ที่ทำให้เมิ่งสั่วค่อนข้างใส่ใจ คือเด็กหญิงตัวน้อยสองคนในกลุ่มผู้รอดชีวิต
คนที่โตกว่าหน่อยมัดผมหางม้าเดี่ยว สวมเสื้อผ้ากระสอบไม่พอดีตัว ชื่อเสี่ยวตาน
คนที่อายุน้อยสุดมัดผมทวินเทล สวมชุดกระโปรงลายดอกที่มีรอยปะชุน ชื่อเสี่ยวซวง...
เรื่องชื่อช่างมันก่อน
เมิ่งสั่วรู้สึกสังหรณ์ใจว่าบนตัวพวกเธอมีบางอย่างที่ไม่เหมือนใคร แต่ก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
จดจำจุดนี้ไว้ในใจเงียบๆ
เมิ่งสั่วสอบถามอีกรอบ ทราบว่าหลี่คั่วเตารู้การกระจายตัวรอบเมืองเล็กอย่างคร่าวๆ ดวงตาเขาก็เป็นประกาย
เพิ่งจะดึงตัวหลี่คั่วเตาเตรียมไปสอบถามข้อมูลอยู่อีกด้าน เมิ่งสั่วก็กวาดสายตาผ่านเซี่ยถงที่มีท่าทางใจลอยอย่างเห็นได้ชัด
สังเกตเห็นรูปลักษณ์ของเซี่ยถง จู่ๆ เขาก็นึกถึงปูมหลังของเซี่ยเสี่ยวจูในชาติก่อนขึ้นมาได้
ใจกระตุกวูบ เมิ่งสั่วโพล่งถามออกไป
“คุณมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งใช่ไหม?”
รูม่านตาของเซี่ยถงหดเกร็งฉับพลัน หน้าอกกระเพื่อมแรง: “คุณ... รู้ได้ยังไง?”
น้ำเสียงของเธอเจือความร้อนรน
“......”
หางตากระตุก เมิ่งสั่วปรับสีหน้าสงบนิ่ง
ไม่ได้อ้อมค้อม เขาบอกตำแหน่งของเซี่ยเสี่ยวจูด้วยประโยคสั้นๆ สองสามคำ พร้อมสั่งให้พลทหารใหม่จำนวนหนึ่งติดตามไปคุ้มกันเซี่ยถง
‘เธอคือปมในใจของเซี่ยเสี่ยวจูมาตลอดในชาติก่อน พี่สาวที่ตายเพื่อปกป้องเธอสินะ?’
‘หวังว่าชาตินี้เธอจะเข้มแข็งขึ้นนะ’
‘เปิดกล่องให้ผู้เล่น เก็บค่าธรรมเนียมเยอะหน่อยน่าจะดีกว่า’
มองแผ่นหลังที่รีบเร่งของเซี่ยถง เมิ่งสั่วดึงสายตากลับมา เรียกผู้เฒ่าหลี่ที่ดวงตาจุดประกายความหวังขึ้นมาใหม่ แล้วเริ่มทำความเข้าใจการกระจายตัวรอบเมืองตงหลิน
......
ในขณะเดียวกัน ภายในตรอกเปลี่ยวใกล้ใจกลางเมือง
ตรงปากท่อระบายน้ำ เต็มไปด้วยศพจำนวนมากและน้ำเลือด
“โฮก”
ฝาท่อถูกแขนเน่าเฟะข้างหนึ่งผลักเปิดออก
พร้อมกับเสียงคำรามต่ำ พวกกลายพันธุ์ตัวหนึ่งที่มีรููกระสุนหลายรูบนร่างก็ปีนออกมาจากข้างใน
พวกกลายพันธุ์: สโมกเกอร์
“แค่ก”
ปีนออกมาจากท่อระบายน้ำร้าง สโมกเกอร์เพิ่งจะคิดแกล้งไอสักสองทีตามธรรมเนียม
ทันใดนั้น การเคลื่อนไหวของมันก็ชะงักกึก
ลูกตาสีแดงฉานกลอกไปมาเล็กน้อย กวาดมองฉากรอบตัว
สโมกเกอร์พบว่า หมอกเลือดในอากาศที่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของมันได้หายไปจนหมดเกลี้ยง
ไม่ใช่แค่นั้น
พวกพ้องที่ควรจะเบียดเสียดเต็มท้องถนนตามปกติ ก็หายหัวไปหมด
กลับกันศพบนพื้นดินดันเยอะขึ้น
มันรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง
ตึกตัก
เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังมาจากหัวมุมถนน
ร่างของสโมกเกอร์วูบไหว หลบเข้าไปในอาคารข้างๆ อย่างชำนาญ
“โฮก”
ในความมืด มันอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในห้วงความคิดลึกซึ้ง
นับตั้งแต่พวกทหารมนุษย์หน้าตาแปลกๆ เหล่านั้นปรากฏตัว ความถี่ในการไอของตัวเองก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
จังหวะนี้เอง ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งก็สว่างวาบขึ้นในความมืด
สโมกเกอร์มองไป
คือชาร์จเจอร์
ร่างมหึมาของชาร์จเจอร์หลบอยู่ตรงมุมหนึ่ง ดูน่าขันอยู่บ้าง
พวกกลายพันธุ์สองตัวสบตากัน ส่งเสียงคำรามโต้ตอบ ราวกับกำลังสื่อสาร
“ซากอื่นล่ะ?”
“ไม่เหลือ”
“บ้านล่ะ?”
“ไม่เหลือ”
“หายไปได้ไง?”
“มะ... ไม่รู้”
“......”
“......”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 30 ไม่เหลือ ไม่เหลืออะไรเลย

ตอนถัดไป