ชามอสงไขย

ตอนที่ 7 ชามอสงไขย



ยามเช้า



หลี่หมิงตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาทำคือก้มมองป้ายพฤกษามังกรที่เอว



ตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนนั้นคือ ‘1’ นั่นหมายความว่ายังเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งชั่วยาม จูหยวนจางก็จะต้องจากสถานที่แห่งนี้ไปแล้ว



แต่อีกฝ่ายน่าจะเอาสมุนไพรเซียนไปเรียบร้อยแล้วกระมัง



เมื่อคืน เขาเห็นสุนัขดำพาจูหยวนจางไปยังแปลงสมุนไพร แล้วสุนัขดำก็วิ่งกลับมา เขาก็เดาเรื่องนี้ได้แล้ว



แม้เขาจะไม่ได้สั่งให้สุนัขดำทำเช่นนั้น แต่ก็อดชื่นชมมันในใจไม่ได้



เมื่อวานนี้ เขายังลังเลอยู่ ว่าควรช่วยจูหยวนจางรักษาชีวิตบุตรชายหรือเปล่า เกรงว่าการกระทำของตนจะไปกระทบต่อเส้นทางของประวัติศาสตร์



หากจูเปียวไม่ตาย จูตี้ยังจะกล้าก่อกบฏอีกหรือไม่?



แต่เมื่อเห็นการกระทำของสุนัขดำ เขาก็เข้าใจทุกอย่างในทันที



หลี่หมิงลุกจากเตียง มุ่งหน้าไปยังห้องของจูหยวนจาง



แต่กลับไม่พบเขาอยู่ในห้อง



หลี่หมิงขมวดคิ้ว



“ไม่ใช่มั้ง…หรือว่าเขายังอยู่ที่แปลงสมุนไพร ยังไม่กลับมาหรอกนะ”



หรือว่าเขาจะล้มอยู่ในแปลงสมุนไพร?



ความเป็นไปได้นี้ก็มีอยู่จริง



ท้ายที่สุดแล้ว จูหยวนจางก็อายุมากกว่าหกสิบปีแล้ว



หลี่หมิงเริ่มกังวล รีบไปยังแปลงสมุนไพร แล้วก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนหลังค่อมอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังนั้นดูชราเหลือเกิน ราวกับคนแก่ที่ป่วยหนักใกล้ตาย



มือของเขายื่นออกไป ห่างจากสมุนไพรเซียนต้นนั้นเพียงหนึ่งนิ้ว อยากเด็ด แต่ก็ไม่กล้าเด็ด



หลี่หมิงสังเกตเห็นหยดน้ำหยดแล้วหยดเล่าตกลงบนสมุนไพร



น้ำหยดมาจากที่ใด?



นั่นควรจะเป็นน้ำตาของคนชรา



เขากำลังแอบร้องไห้



เมื่อมองแผ่นหลังนั้น หลี่หมิงก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากอย่างไรดี



แม้คนตรงหน้าจะเป็นจักรพรรดิ แต่ในยามนี้ เขาเป็นเพียงบิดาคนหนึ่ง เป็นบิดาที่หวังเพียงให้บุตรชายมีชีวิตรอด



หลี่หมิงเห็นหยดน้ำตาบนสมุนไพรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ



ท้ายที่สุด ชายชราก็กอดศีรษะ นั่งทรุดลงกับพื้น สะอื้นไห้



จูหยวนจางครุ่นคิดมาตลอดทั้งคืน จนฟ้าสาง ก็ยังไม่อาจทำใจหยิบของโดยไม่ขอได้ มันขัดกับกฎหมายว่าด้วยการลักขโมยที่เขาตราขึ้นเอง



ทั้งที่สมุนไพรเซียนสำหรับช่วยชีวิตบุตรชาย อยู่ตรงหน้าแท้ๆ



เขากอดศีรษะ คิดอยู่ว่าควรทำอย่างไรดี



ในขณะนั้นเอง เสียงเห่า “โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง” ก็ดังขึ้นจากด้านข้าง



สุนัขตัวนี้มาตั้งแต่เมื่อไร ช่างจุ้นจ้านเสียจริง หลี่หมิงบ่นในใจ



จูหยวนจางลุกขึ้น หันกลับมาเห็นหลี่หมิง ก็รีบวิ่งเข้าไป คว้ามือของเขาไว้ แล้วกล่าวว่า



“เซียนหลี่หมิง ขอให้ท่านช่วยชีวิตลูกของข้าเถิด ข้ายินดีแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง”



เมื่อเห็นชายชราทำเช่นนี้ หลี่หมิงก็รู้สึกสงสารจับใจ



“ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยน”



เขาไม่ต้องการสิ่งใดจากจูหยวนจาง



แต่จูหยวนจางกลับคิดว่าเขาไม่ยอมช่วย รีบคว้ามือหลี่หมิงแน่นขึ้น



“ขอร้องท่านช่วยชีวิตบุตรชายของข้าด้วยเถิด ข้ายอมแลกด้วยทุกอย่างที่ข้ามี”



ขอเพียงรักษาชีวิตของจูเปียวไว้ได้ก็พอ



“ท่านผู้เฒ่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้” หลี่หมิงประคองเขาไว้ ก่อนจะเด็ดสมุนไพรเซียนจากพื้น แล้วยื่นให้จูหยวนจาง



“เซียน…นี่…นี่…”



จูหยวนจางตื่นเต้นอย่างยิ่ง รับสมุนไพรเซียนนั้นไว้ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง



นี่คือสมุนไพรช่วยชีวิตบุตรชายของเขา



“ขอบพระคุณ… ขอบพระคุณท่านมาก ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า”



จูหยวนจางล้วงหาสิ่งของติดตัว หวังจะมอบเป็นสัญลักษณ์ตอบแทน แต่ค้นอยู่นานก็พบว่าบนตัวเขาไม่มีสิ่งใดเลย



เขารู้สึกกระอักกระอ่วน ตัวโล่งเปล่า นอกจากเสื้อผ้าบนร่าง จะให้ถอดเสื้อทิ้งไว้ก็ใช่ที่



“ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องแลกเปลี่ยน ท่านเอาไปเถอะ”



เห็นจูหยวนจางยังรู้สึกไม่สบายใจ หลี่หมิงจึงกล่าวต่อ



“รอให้ข้ามีเวลา ข้าจะไปเยี่ยมเยือนสักครั้ง ถึงตอนนั้นอย่าลืมต้อนรับข้าดีๆ ก็พอ”



“หากท่านมาเยือน ข้าจะนำคนมาต้อนรับให้ท่านได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองด้วยตัวเอง”



“ตกลง หนึ่งคำพูดถือเป็นสัญญา”



แท้จริงแล้ว หลี่หมิงเพียงพูดเพื่อปัดไปเท่านั้น



เพราะเขาไม่อาจออกจากสำนักห้วงเมฆาได้ ต่อให้ออกไปได้ โลกภายนอกก็อาจไม่ใช่ราชวงศ์หมิงอย่างที่เขารู้จักจริงๆ



แต่เขามองออกว่าจูหยวนจางไม่ได้พูดเพียงตามมารยาท เชื้อเชิญด้วยใจจริง



ในขณะที่หลี่หมิงเผลอเหม่อ ป้ายพฤกษามังกรที่เอวก็เปลี่ยนตัวเลขเป็นศูนย์ จูหยวนจางหายไปจากอากาศโดยพลัน เพราะเขาได้ออกจากห้วงเวลานี้แล้ว



……



พริบตาเดียว จูหยวนจางก็รู้สึกว่ากาลเวลาเปลี่ยนไป



เขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนทางเดิน มือยังคงอุ้มสมุนไพรเซียนที่ปกคลุมด้วยหมอกขาว



จากนั้นก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากทางเดินข้างเคียง



“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท!”



“ฝ่าบาทจะหายตัวไปได้อย่างไร พูดจาเหลวไหล!”



“ใครพูดจาเหลวไหลอีก ฆ่าล้างเก้าชั่วโคตร!”



“ข้าอยู่นี่!”



เมื่อเสียงของจูหยวนจางดังขึ้น ขุนนาง และเหล่าผู้ติดตามต่างรีบกรูกันเข้ามา



เมื่อเห็นสมุนไพรที่เปล่งแสงประหลาดอยู่ในมือของฝ่าบาท ทุกคนก็ถึงกับตะลึง



“เร็วเข้า! ต้มเป็นยาน้ำ ส่งไปยังตำหนักบูรพา!”



ไม่นาน หลังจากนั้น ในหน้าประวัติศาสตร์ก็ได้เพิ่มบันทึกหนึ่งที่น่าเหลือเชื่อ



ปีหงอู่ที่ยี่สิบห้า ฤดูร้อน เดือนสาม วันปิ่งจื่อ



จักรพรรดิหมิงไท่จู่ จูหยวนจาง พบเซียนได้รับสมุนไพรเซียนต้นหนึ่ง ทำให้องค์รัชทายาทจูเปียว รอดชีวิต



……



หลังจากจูหยวนจางจากไป หลี่หมิงก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากต้นไม้แห้งในหอเรือนลอยฟ้า ราวกับมีบางสิ่งกำลังฝ่าทะลวงออกมา



หลี่หมิงบินเข้าไปดู



เขาพบว่าต้นไม้แห้งต้นนั้น กลับแตกหน่อเขียวขึ้นมา มีอยู่สองกิ่ง กิ่งหนึ่งเพิ่งงอกใหม่ ส่วนอีกกิ่งหนึ่งเห็นได้ชัดว่าเติบโตมาสักระยะหนึ่งแล้ว



“ต้นไม้นี่…ฟื้นคืนชีพแล้ว”



หลี่หมิงรู้สึกเหลือเชื่อ



เขากำลังคิดจะสังเกตต่อ จู่ๆ ป้ายพฤกษามังกรที่เอวก็สั่นไหว ตัวเลข ‘0’ หายไป กลายเป็นข้อความอื่น



“รางวัล ขั้นหลอมปราณสิบระดับ”



ทันทีที่ตัวอักษรปรากฏ พลังลึกลับสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกจากป้ายพฤกษามังกร ไหลเข้าสู่ศีรษะของเขา แผ่ซ่านไปทั่วร่าง



แสงสว่างสาดกระจาย ปรากฏการณ์ประหลาดผุดขึ้นต่อเนื่อง



ด้านหลังของเขาปรากฏเงาร่างมหึมาหนึ่งตน ทอดตัวครอบคลุมฟ้าดิน



หลี่หมิงรู้สึกว่าพลังของวิชาหลอมปราณในร่างกำลังทับซ้อนเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน



เดิมทีอยู่ที่ขั้นสามสิบหก แต่ในพริบตาเดียว ก็ก้าวมาถึงขั้นสี่สิบหก



ยามนี้ เขารู้สึกว่าร่างกายเต็มเปี่ยมด้วยพลัง แข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้มากนัก



เขาลงสู่พื้น กำหมัดแน่น แล้วชกลงไป พื้นดินระเบิดเป็นหลุมยักษ์กว้างสิบจั้ง



“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…”



สุนัขดำที่อยู่ไกลๆ เห่าอย่างแตกตื่น มันถูกหลี่หมิงทำให้ตกใจ



อาจเป็นเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่า ปรากฏการณ์ด้านหลังนั้นน่าหวาดกลัวเพียงใด ปลายักษ์กระโจนจากทะเล ดวงตะวันแผดเผาผืนฟ้า คลื่นปราณมหาศาลถาโถมราวพายุ



สุนัขดำเห่าไม่หยุด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา



ครู่หนึ่ง หลี่หมิงจึงเก็บพลังลง รอบข้างค่อยๆ สงบ



“แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ วิชาหลอมปราณนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”



หลี่หมิงเริ่มเข้าใจแล้ว ขั้นหลอมปราณนั้น เขาไม่รู้จริงๆ ว่าขีดสุดของมันอยู่ที่ตรงไหน



เขานึกถึงนิยายภาพสไตล์เพี้ยนเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน ที่ตัวเอกอยู่แค่ขั้นหลอมปราณ แต่พลังจริงๆ กลับเหนือล้ำไปไกลลิบ



“ที่แท้ข้าได้บทแบบนี้เอง”



หลี่หมิงตื่นเต้นอย่างยิ่ง ดูท่าแล้วต่อไปนี้ เขาไม่จำเป็นต้องดิ้นรนฝ่าด่านอีก เพียงฝึกต่อก็พอ



ยิ่งคิดก็ยิ่งเร้าใจ



แต่จะถึงขั้นหนึ่งแสนจริงหรือไม่ ยังต้องพิสูจน์กันต่อไป



ขณะกำลังครุ่นคิด ป้ายพฤกษามังกรก็ปรากฏข้อความอีกบรรทัด



“รางวัล ชามอสงไขย”



ในมือของหลี่หมิง ปรากฏชามใบหนึ่งขึ้นจากอากาศ เป็นชามที่มีรอยบิ่น ดูเก่า และทรุดโทรม



“ชามอะไรจะเก่าได้ขนาดนี้ ชามขอทานของจูหยวนจางในอดีตยังไม่โทรมเท่านี้เลยมั้ง”



หลี่หมิงบ่นพึมพำ ก่อนจะนึกได้ว่าสิ่งของที่ป้ายพฤกษามังกรมอบให้นั้น ย่อมไม่สามัญธรรมดา



เขาจึงหมุนชามใบนั้น



ภายในชาม ปรากฏภาพหนึ่งขึ้นมา เป็นภาพที่ทำให้เลือดในกายเดือดพล่านทันที





ภายในห้องกว้างใหญ่มีสระอาบน้ำหนึ่งสระ สองข้างมีนางกำนัลสวมผ้าคลุมหน้า มือถือกระเช้าดอกไม้ คอยโปรยกลีบดอกสีชมพูลงในสระ และภายในสระนั้น มีสตรีนางหนึ่ง



เรือนผมดำยาวราวสายน้ำตก ทิ้งตัวลงถึงสะโพก ปกปิดเรือนกายขาวผ่อง



สัดส่วนโค้งเว้า ขาเรียวยาวได้รูป รูปร่างสมบูรณ์แบบ



ยิ่งชวนให้ใจสั่นคือ นางไร้อาภรณ์ หยดน้ำบนร่างไหลเลียบเส้นผมดำ ลำคอ หัวไหล่ แผ่นหลัง แล้วไหลตามส่วนโค้งเว้าของเรือนกายไม่หยุด



หลี่หมิงมองผิวขาวเนียนนั้น เผลอเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ปกติเขาเป็นคนจิตใจสงบนิ่ง แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังนี้ เลือดลมก็อดร้อนวูบวาบไม่ได้



เสียดายที่เห็นได้เพียงด้านหลัง



หลี่หมิงประคองชามอสงไขยอย่างระมัดระวัง จ้องภาพสะท้อนในชามไม่กะพริบตา กลัวพลาดสิ่งใด แท้จริงเขากำลังรอให้นางหันหน้ามา



เพียงแผ่นหลังก็งดงามถึงเพียงนี้ ด้านหน้าย่อมเป็นโฉมสะคราญล่มเมืองเป็นแน่



เขากำลังเฝ้ารอ



เห็นนางค่อยๆ ใช้มือเช็ดล้างแขนขาวดุจรากบัว และเรือนกาย การเคลื่อนไหวแผ่วเบายิ่ง



นางกำนัลสองข้างยังคงโปรยกลีบดอกลงในสระ แม้อยู่ไกลเช่นหลี่หมิง ยังรู้สึกราวกับกลิ่นหอมลอยฟุ้ง ไม่ต้องพูดถึงผู้ที่อยู่ในสระจริง



นิ้วมือของนางเรียวยาว ขาวผ่อง ไร้ตำหนิ



ล้างไปล้างมา ร่างของนางค่อยๆ จมลงในน้ำ สายน้ำกลืนเอวบาง ผมดำที่ทิ้งลงบนไหล่ก็แผ่กระจาย



หลี่หมิงเห็นไหล่ของนางมีลวดลายสีแดง



เพราะสัมผัสน้ำ ลวดลายนั้นยิ่งชัดเจน ค่อยๆ ปรากฏราวเลือดไหลซึมอยู่บนไหล่



เมื่อภาพสมบูรณ์ ดอกปี่อันสีแดงดุจโลหิตก็ปรากฏ



หลี่หมิงจ้องดอกไม้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานสายตาก็เลื่อนไป เพราะนางยกขาขาวเรียวพ้นผิวน้ำ แกว่งเบาๆ



งามเกินบรรยาย เสียดายที่นางดึงขากลับลงไปอีก



ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป นางลุกขึ้น หยดน้ำบนร่างไหลเลียบส่วนโค้งเว้า ก้าวเดินออกจากสระทีละก้าว



หลี่หมิงยังเห็นได้เพียงแผ่นหลังขาวผ่อง มองไม่เห็นใบหน้า เขาอยากรู้ว่านางงามเพียงใด แค่มองให้เห็นก็พอ



เขายังคงรอให้นางหันมา แต่เสียดาย นางไม่ได้หันกลับมาเลย แม้แต่ครั้งเดียว



หยดน้ำจากเรือนกายไหลลงปลายเท้า ทำพื้นห้องเปียกชื้น นางยกมือขึ้นช้าๆ



นางกำนัลทั้งหลายเริ่มเคลื่อนไหวเป็นชุด สองคนเข้ามาเช็ดหยดน้ำบนกาย อีกสองคนร่ายอาคมควบคุมลม ค่อยๆ เป่าผมดำให้แห้ง



นางกำนัลที่เหลือต่างถือของแตกต่างกันไป เมื่อเช็ดตัว และทำผมเสร็จ ผ้าแพรแดงบางยาวผืนหนึ่งก็คลุมลงบนร่างนาง



จากนั้นทุกคนช่วยกันจัดแต่งทรงผม สวมต่างหูเงินบริสุทธิ์ และเครื่องประดับผม



นางกำนัลคนหนึ่งยื่นแผ่นกระดาษสีแดงมา



นางอ้าปากเล็กน้อย กัดกระดาษแผ่นนั้น



หลี่หมิงยังมองไม่เห็นใบหน้าเพราะมุมภาพ แต่เห็นริมฝีปากเล็กดุจผลเชอร์รี



ริมฝีปากบางงามยิ่ง ค่อยๆ กัดกระดาษสีแดง เม้มปากเบาๆ



จากนั้นนางกำนัลจึงดึงกระดาษออก



ริมฝีปากของนางถูกย้อมด้วยชาดแดง งดงามยิ่ง เส้นลายริมฝีปากชัดเจน



เพียงเห็นปากคู่นั้น ก็ชวนให้เกิดความคิดอยากเข้าใกล้



สตรีผู้นี้ งามถึงขั้นล่มบ้านล่มเมืองอย่างแท้จริง



พิธีการอาบน้ำ จุดธูป คลุมผ้าแพรแดง การแต่งกายหรูหราเช่นนี้ ย่อมบ่งบอกว่านางมีฐานะไม่ธรรมดา



“ฤกษ์งามใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเจ้ายังชักช้าอะไร รีบเชิญอู่เซียวขึ้นครองราชย์!” เสียงเย็นเยียบดังมาจากนอกตำหนัก ประตูถูกผลักเปิดอย่างแรง



“คารวะท่านอัครมหาเสนาบดี!”



นางกำนัลทั้งหลายรีบคุกเข่าคารวะ นี่คืออัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์อู่ ผู้มีอำนาจล้นฟ้า



ระหว่างดำรงตำแหน่ง เขาอาศัยความเลอะเลือนของฮ่องเต้ชรา แอบเคลื่อนไหว ละลายกำลังของราชวงศ์อู่ไปเกือบหมด ทำให้บุตรชายทั้งแปดของตนผงาดขึ้นอย่างรวดเร็ว สายตระกูลของเขากลายเป็นอำนาจสูงสุด



เขากล้าพูดว่าเป็นอันดับสอง ไม่มีใครกล้าอ้างตนอันดับหนึ่ง



นี่คือโครงสร้างอำนาจของราชวงศ์อู่ในเวลานี้



ส่วนอู่เซียว คือสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้ชราที่หลงเหลืออยู่นอกวัง



บุตรคนอื่นของฮ่องเต้ ล้วนถูกอัครมหาเสนาบดี และบุตรทั้งแปดกำจัดหมด นางมีชีวิตอยู่ได้เพียงเพื่อเป็นหุ่นเชิดของเขา



ไม่กี่วันก่อน เมื่ออัครมหาเสนาบดีมาหานาง อู่เซียวเองยังตะลึง เพราะเพิ่งรู้ว่าตนคือธิดาของฮ่องเต้ชรา



เข้าวังมาแล้ว ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะให้นางเป็นจักรพรรดินี



เด็กสาวบ้านป่าที่รู้เพียงวิชากระบี่ จะปกครองราชวงศ์อู่ได้อย่างไรเล่า?



ไม่นานนางก็รู้ว่า ตนเป็นเพียงหุ่นเชิด เป็นตุ๊กตาเชิดในมืออัครมหาเสนาบดี เขาต้องการใช้นางเป็นสะพานผ่าน เพื่อให้การยึดอำนาจของตนดูชอบธรรม



อัครมหาเสนาบดีเร่งเร้า “อู่เซียว เร็วเข้า แผ่นดินอู่จะขาดผู้ปกครองไม่ได้ ขุนนางทั้งบุ๋นบู๊รอจนใจร้อนฉ่าแล้ว”



อู่เซียวอยากพูดนักว่าเกี่ยวอะไรกับข้า นางไม่ชอบชีวิตในวัง เพราะน่าเบื่อยิ่ง



อัครมหาเสนาบดีหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากอกเสื้อ “นี่คือถ้อยคำที่เจ้าต้องกล่าวตอนขึ้นครองราชย์ ท่องให้ดี”



อู่เซียวโบกมือ แม้แต่จะหันหน้าก็ไม่ทำ นั่งอยู่เฉยๆ “วางไว้ก่อน ท่านออกไปก่อนเถอะ ข้าค่อยดูหลัง”



อัครมหาเสนาบดีขมวดคิ้ว สายตาจับจ้องแผ่นหลังของนาง ไอเย็นรวมตัว



รู้สึกว่าจักรพรรดินีผู้นี้ไม่ค่อยเชื่อฟัง แต่เพราะเป็นช่วงสำคัญ จึงไม่พูดมาก เพียงวางกระดาษไว้บนโต๊ะชาแล้วออกไป



เสียงชราหนักเย็นดังตามมา “หวังว่าเจ้าจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ ท่องคำพูดให้ขึ้นใจ หากพลาดแม้แต่น้อย ความบริสุทธิ์ของเจ้าจะไม่เหลือบนโลกนี้”



นางกำนัลตัวสั่น เหงื่อเย็นไหล เพราะบารมีของอัครมหาเสนาบดีรุนแรงยิ่ง สายตาเมื่อครู่ราวกับจะกลืนคนทั้งเป็น



จักรพรรดินียังคงนั่งอยู่ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ยื่นมือออก นางกำนัลรีบส่งกระดาษมาให้



ตอนต้นเต็มไปด้วยถ้อยคำโอ่อ่า แต่ยิ่งอ่าน สีหน้าอู่เซียวก็ยิ่งเย็นจัด หน้าอกกระเพื่อมด้วยความโกรธ



เพราะในนั้นเขียนว่า หลังขึ้นครองราชย์สามวัน จะประกาศต่อใต้หล้า แต่งงานกับบุตรคนที่เก้าของอัครมหาเสนาบดี



“ที่แท้เขาคิดเช่นนี้”



อู่เซียวเข้าใจทันที เขาต้องการให้นางให้กำเนิดทายาทสายตระกูลของตน แล้วในที่สุดยึดบัลลังก์ราชวงศ์อู่



นางแค่นหัวเราะเย็น



แล้วขมวดคิ้วถาม “อัครมหาเสนาบดีมีบุตรแปดคนไม่ใช่หรือ คนที่เก้ามาจากไหน?”



นางเพิ่งเข้าวังไม่กี่วัน ยังไม่รู้เรื่องมาก หรือเป็นบุตรนอกสมรส?



“ถามพวกเจ้าอยู่ พูดสิ!” อู่เซียวตวาด แม้ยังนั่งหันหลัง แต่เสียงเต็มไปด้วยอำนาจ



นางกำนัลทั้งหมดคุกเข่าลงกับพื้น



อู่เซียวไอสังหารพุ่งทะลัก “ไม่พูด ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทั้งหมด”



“อัครมหาเสนาบดีไม่มีบุตรคนที่เก้าเพคะ” นางกำนัลคนหนึ่งทนแรงกดดันไม่ไหว ตอบเสียงสั่น



“แล้วมันเรื่องอะไร?”



“เป็นตัวตนปลอมที่เขาแต่งขึ้น แท้จริงหมายถึงตัวเขาเอง ความหมายชัดเจนอยู่แล้ว”



“ข้าว่าท่านทนไปเถอะ ตอนนี้ทั้งราชวงศ์อู่ถูกอำนาจของเขาแทรกซึม ไม่มีใครสู้เขาได้ ไปต่อต้านก็เหมือนถือโคมเข้าไปในส้วม”



“ใช่ อดทนไว้ก่อน ลมสงบคลื่นราบ ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้าง รักษาชีวิตสำคัญที่สุด”



“จริงๆ แล้วอัครมหาเสนาบดีก็ไม่เลว แค่ไม่ชอบอาบน้ำ มีกลิ่นตัว เท้ามีกลิ่นนิดหน่อย หน้าเหี่ยวย่นไปบ้าง ก็ไม่มีอะไรเสียหาย”



คำพูดของนางกำนัลหลายคนจบลง ท้องพระโรงพลันเงียบกริบ



ครู่หนึ่ง อู่เซียวยืนขึ้น กำหมัดแน่น เสียงเย็นกังวานก้องในตำหนัก



“นำกระบี่ของข้ามา!”




ตอนก่อน

จบบทที่ ชามอสงไขย

ตอนถัดไป