อวดอ้าง

ตอนที่ 10 อวดอ้าง



เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่หมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย



นั่นคือความตกตะลึง คือความงุนงง



ดีมาก



สีหน้าแบบนี้ดีมาก ขอให้รักษาไว้แบบนี้ต่อไป



เฒ่าฟางเห็นดังนั้นก็ยิ่งได้ใจ ดูท่าแล้วเขาจะประเมินชื่อเสียงของลูกชายต่ำไปเสียแล้ว ไม่คิดว่าชื่อของจ้งหย่งจะหลุดพ้นจากเมืองจินซีไปแล้ว



ภายหน้าต้องโด่งดังไปทั่วใต้หล้าอย่างแน่นอน



ถึงขั้นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนักปราชญ์ เทียบชั้นขงจื่อ กลายเป็นนักปราชญ์ผู้ถูกขับขานไปชั่วกาล



ยามนี้ก็มีเค้าลางวาสนานักปราชญ์แล้ว วันนั้นคงไม่ไกลเกินเอื้อม



ถึงตอนนั้น เขาก็จะเป็นบิดาของนักปราชญ์ หรืออาจเรียกตนเองว่า ‘บิดานักปราชญ์’ ได้เลย



คิดถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งล่องลอย เห็นภาพขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาประจบสอพลอ ฮ่องเต้เสด็จถึงบ้าน ขอให้จ้งหย่งแต่งกลอน



เงินทองจะไหลมาไม่ขาดสาย ใช้เท่าไรก็ไม่หมด



ความฝันของเขาถูกเสียงหลี่หมิงขัดขึ้น



“ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง”



“เจ้ารู้จักข้าหรือ?”



เฒ่าฟางตกใจ ไม่ควรสิ…ตามเหตุผลแล้ว คนที่ดังควรเป็นฟางจ้งหย่ง บุตรชายของเขา



หรือว่าตัวเขาเองก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้ว?



“แน่นอนว่ารู้จัก”



หลี่หมิงมองเขาอย่างจนปัญญา



จะไม่รู้จักได้อย่างไร?



หลี่หมิงจำได้ดี ตอนเรียนชั้นมัธยมต้น บทความภาษาจีนโบราณบทแรกที่เรียนก็คือ ‘คร่ำครวญฟางจ้งหย่ง’



เล่าเรื่องเด็กอัจฉริยะที่อายุห้าขวบก็สามารถชี้สิ่งของแล้วแต่งกลอนได้ พรสวรรค์เหลือเชื่อถึงขีดสุด



ตอนนั้นเขายังเคยสงสัยว่า ฟางจ้งหย่งเป็นคนข้ามภพมาหรือไม่



เพราะเด็กห้าขวบแต่งกลอนได้ มันเกินจริงจนแทบไร้เหตุผลเลยทีเดียว



แต่สุดท้าย เด็กอัจฉริยะกลับถูกบิดาพาไปตระเวนหาเงิน ไม่ให้ศึกษาเล่าเรียนจนพรสวรรค์ค่อยๆ เลือนหาย กลายเป็นคนธรรมดา



ไม่รู้ทำไม ผ่านมาหลายปี พอคิดถึงบทความนี้ ถ้อยคำในสมองหลี่หมิงก็ยังผุดขึ้นมาทีละบรรทัด



“ชาวเมืองจินซี ฟางจ้งหย่ง สืบอาชีพชาวนา จ้งหย่งอายุห้าขวบ ยังไม่เคยรู้จักพู่กัน วันหนึ่งกลับร้องขอเครื่องเขียน บิดาประหลาดใจ ยืมจากเพื่อนบ้านให้ จึงแต่งกลอนสี่วรรค พร้อมลงชื่อตนเอง…”



คลาสสิกเกินไป แทบไม่ต้องคิด ตัวอักษรก็ผุดขึ้นมาเอง



เฒ่าฟางกล่าวอย่างภาคภูมิ



“ในเมื่อรู้จักก็ดี ถือว่าเป็นคนกันเอง ข้าจะไม่เอาเรื่องที่พวกเจ้าพาเรามาที่นี่”



“แต่ข้าขอพูดให้ชัด ไม่ว่าเจ้าจะเล่นลูกไม้อะไร ข้ามาครั้งนี้ไม่ง่าย อย่างน้อยต้องจ่ายสามร้อยอีแปะ เพื่อซื้อบทกลอนของลูกข้า”



เขาไม่ยอมมาเสียเที่ยวแน่



“ไม่มีปัญหา เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ เชิญตามข้ามาเถิด”



หลี่หมิงตอบรับอย่างไม่ลังเล



ในใจเขารู้ดี ป้ายพฤกษามังกรดึงฟางจ้งหย่งกับบิดามาที่นี่ ย่อมมีจุดประสงค์บางอย่าง



จากกรณีของเสี่ยวหลงหนี่ว์ และจูหยวนจาง เขาเข้าใจบทบาทของป้ายพฤกษามังกรแล้ว



มันดึงผู้คนเข้ามา เพื่อชดเชย ‘ความค้างคาในใจ’ ของคนเหล่านั้น



เสี่ยวหลงหนี่ว์ มีบาดแผลใจจากเรื่องอัปยศ จูหยวนจาง มีความเสียใจเรื่องการจากไปของจูเปียว



ต้องแก้ไขปมเหล่านั้น ทำให้ชีวิตของพวกเขาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น



นั่นคือสิ่งที่เขาต้องทำ และหลังจากนั้น ก็จะได้รับรางวัลมหาศาล



หนึ่งคือการเพิ่มระดับขั้นหลอมปราณ



สองคือวิชาและสมบัติเซียน อย่างเช่น วิชาจิตหยกดรุณี และชามอสงไขย



วิธีใช้ชามอสงไขย เขาก็เข้าใจหมดแล้ว



ยามนี้ เรียกได้ว่าชำนาญเลยก็ว่าได้



แต่ปัญหาของฟางจ้งหย่งกับบิดา คงไม่อาจแก้แบบเดียวกับเสี่ยวหลงหนี่ว์หรือจูหยวนจางได้



จากที่อ่านตำรา หลี่หมิงรู้ว่าเฒ่าฟางยากจน สายตาสั้น โลภผลประโยชน์ระยะสั้น และขาดสติปัญญา



ดังนั้น วิธีเซียนๆ คงใช้ไม่ได้ผล ต้องคิดหาทางอื่น



ตอนนี้ยังไม่เห็นทาง แต่ป้ายพฤกษามังกรแสดงเวลาคงอยู่ยี่สิบสี่ชั่วโมง



หนึ่งวัน น่าจะเพียงพอให้เขากลับใจ



หลี่หมิงคิดไป เดินไป



เฒ่าฟางจูงมือลูก เดินตามชายชุดขาว ผ่านป่าดอกท้อ ผ่านต้นไม้แห้ง มองหอเรือนลอยฟ้าด้านหน้า ข้ามสะพานไม้ ยิ่งมองยิ่งชอบใจ จึงถาม



“บ้านเจ้าสร้างงดงามยิ่ง สภาพแวดล้อมดีมาก ต้องใช้เงินเท่าไร วันหน้าข้าก็จะสร้างสักหลัง”



ในสายตาเขา บ้านพวกนี้ก็แค่ใช้เงินสร้าง ส่วนเรื่องที่นี่เป็นที่พำนักของเซียน…ขอโทษที ระดับความรู้ของเขา ไม่เคยนึกไปถึงตรงนั้น



หลี่หมิงไม่รู้จะตอบอย่างไรคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ขี้เกียจอธิบาย เพียงตอบไปว่า



“ไม่แพงมาก”



“งั้นก็ดี ลูกเอ๋ย วันหน้าเราก็สร้างเรือนลอยฟ้าแบบนี้บ้าง”



เฒ่าฟางจูงมือลูก เดินเอื่อยบนสะพาน



“พวกเจ้าสร้างไม่ได้หรอก”



หลี่หมิงไม่อยากทำร้ายจิตใจ แต่พูดตามจริง



“สร้างไม่ได้หรือ?”



เฒ่าฟางชะงัก ก่อนหัวเราะ



“มีเงิน ผีสางยังใช้ได้ ขอแค่มีเงิน ไม่มีสิ่งใดสร้างไม่ได้ เงินทำได้ทุกอย่าง”



“อันนี้สร้างไม่ได้จริงๆ”



หลี่หมิงย้ำ



เฒ่าฟางไม่เถียง เพียงหยุดเดิน มองลูกชาย



“ลูกเอ๋ย มองให้ดี บอกพ่อหน่อย ว่าสร้างเรือนลอยฟ้าแบบนี้ได้ไหม?”



ฟางจ้งหย่งเงียบ



เขาสังเกตมาตั้งแต่แรก หอเรือนปลายสะพานลอยอยู่กลางอากาศ รายล้อมด้วยม่านหมอก



ตอนแรกเขาตกใจ อาคารจะลอยได้อย่างไร มันขัดกับสามัญสำนึก



จึงเริ่มครุ่นคิด จนบัดนี้ เขาเริ่มเห็นเค้าลางบางอย่าง



“ลูก พูดสิ”



เฒ่าฟางเขย่ามือเล็กๆ ของเขา ลูกเอ๋ย ฉลาดหน่อย คราวนี้จะหาเงินได้หรือไม่ อยู่ที่เจ้าแล้ว



“ข้าคิดว่า…ในทางทฤษฎี เรือนลอยฟ้าเป็นไปได้”



ฟางจ้งหย่งกล่าว



“อธิบายสิ”



หลี่หมิงหยุดเดิน ตัวเขาเองก็สนใจอยากฟัง อยากรู้ว่าเด็กอัจฉริยะในตำนานจะอธิบายอย่างไร



ยามนี้ฟางจ้งหย่งอายุแปดเก้าขวบ คือช่วงที่สติปัญญาอยู่จุดสูงสุด



เพราะอายุสิบสองสิบสาม เขาจึงเริ่มถดถอย และยี่สิบปีต่อมา กลายเป็นคนธรรมดา



แปดเก้าขวบ คือช่วงพีคที่สุดของเขา



ฟางจ้งหย่งเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ



“ในคัมภีร์กวนจื่อ กล่าวไว้ว่า ‘เบื้องบนมีหินดูด เบื้องล่างย่อมมีทองแดงเหล็ก’ กุยกู่จื่อ กล่าวว่า ‘ผู้สังเกตคำพูด ดุจหินดูดดูดเข็ม’ มีคำกล่าวว่า ‘หินดูดเรียกเหล็ก หรือดึงดูดมัน’ บันทึกพิธีเฟิงซ่าน กล่าวว่า ฮั่นอู่ตี้ให้ใช้หินดูดทำตัวหมาก ให้มันกระทบกันเอง”



“ไหวหนานว่านปี่ซู่ ก็กล่าวว่าใช้เลือดไก่กับเข็มบดรวมกับหินดูด ทาที่หัวหมาก ตากแห้ง วางบนกระดาน จะผลักกันไม่หยุด”



เขาอ้างคัมภีร์โบราณรัวๆ



หลี่หมิงถึงกับตะลึง



เด็กคนนี้…อายุแค่แปดเก้าขวบจริงหรือ?



ต่อให้เป็นคนข้ามภพ ก็ยังยากจะทำได้ถึงขั้นนี้



นี่มันเด็กอัจฉริยะแต่กำเนิดจริงๆ



ฟางจ้งหย่งพูดไปสักพัก เห็นหลี่หมิงกับบิดาทำหน้ามึนงง คงฟังไม่เข้าใจสินะ



เขาจึงอธิบายใหม่ด้วยถ้อยคำง่ายๆ



“คัมภีร์เหล่านั้น ล้วนกล่าวถึงสิ่งเดียว หินดูดสามารถดูดเหล็ก และสิ่งชนิดเดียวกันผลักกัน”



“หากใช้หินดูดจำนวนมาก สร้างเป็นสนามพลังติดตั้งหินดูดที่ฐานเรือนให้มีขั้วตรงข้าม เรือนก็จะถูกสนามพลังพยุงไว้ เรือนลอยฟ้าจึงเกิดขึ้น”



โคตรเก่ง



หลี่หมิงอุทานในใจ



เฒ่าฟางตบมือหัวเราะลั่น



“บุตรข้าฟางจ้งหย่ง มีวาสนาเป็นถึงนักปราชญ์!”



เสียงหัวเราะของเฒ่าฟางดังก้องไปทั่ว สีหน้าเปี่ยมความภาคภูมิใจ นี่คือบุตรชายอัจฉริยะของเขา หากขงจื่อยังมีชีวิตอยู่ ต้องเรียกจ้งหย่งไปประชันปัญญา ใครแพ้ใครชนะก็ยังยากจะกล่าวได้



เขาเป็นคนหลงตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร



ยามที่จ้งหย่งอธิบายทฤษฎีเรือนลอยฟ้าออกมาได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เขาก็ยิ่งเหลิงหนัก ราวกับบุตรชายตนไร้ผู้ต้านใต้หล้า



เสียงหัวเราะของเขาดังเกินไป จนสุนัขดำที่นั่งอยู่บนพื้นตกใจ เห่า “โฮ่งๆ” อย่างไม่พอใจ มองเขาด้วยสายตาเหมือนคนเสียสติ คิดว่าชายผู้นี้ช่างบ้าคลั่งนัก



“ยอมรับว่าเก่งจริง อธิบายได้มีเหตุผล มีตรรกะชัดเจน สมเป็นเด็กอัจฉริยะ แต่ข้ามีคำถามหนึ่ง”



หลี่หมิงมองฟางจ้งหย่ง



เฒ่าฟางเก็บเสียงหัวเราะ



“ถามมาเถอะ อย่าเกรงใจ บุตรข้าตอบได้หมด”



“เชิญถาม” ฟางจ้งหย่งเงยหน้า หรี่ตากล่าว



“เมื่อครู่เจ้าอ้างตำราหลายเล่ม ทั้งกวนจื่อ กุยกู่จื่อ…” ส่วนชื่อเล่มหลังๆ หลี่หมิงเริ่มจำไม่ค่อยได้แล้ว



ฟางจ้งหย่งช่วยเสริม



“ยังมีบันทึกพิธีเฟิงซ่าน กับไหวหนานว่านปี่ซู่”



“ใช่ เจ้าพิสูจน์ทฤษฎีหินดูดด้วยตำราเหล่านี้ แต่จากที่ข้ารู้ ตระกูลฟางของพวกเจ้าเป็นชาวนามาหลายชั่วอายุคน ต่อให้เจ้าเป็นอัจฉริยะ ก็ไม่น่าจะมีความรู้เช่นนี้โผล่มาจากอากาศได้”



“เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รู้เสียแล้ว”



เฒ่าฟางยังคงยิ้มอย่างลำพอง



“บุตรข้าห้าขวบไร้อาจารย์ก็เข้าใจเอง จับพู่กันแต่งกลอน สั่นสะเทือนทั้งหมู่บ้าน พออายุหกขวบ เจ้าบ้านหวังในเมืองเชิญจ้งหย่งไปแต่งกลอน



“จ้งหย่งชี้สิ่งของแล้วแต่งสดต่อหน้า ทำเอาเจ้าบ้านหวังตะลึง เขาชื่นชมลูกข้า เห็นว่ามีอนาคตไกล จึงเปิดห้องหนังสือให้เรียนเป็นกรณีพิเศษ”



“จ้งหย่งเรียนอยู่ครึ่งปี ข้ากลับคิดว่าไร้ประโยชน์ ลูกข้าฉลาดถึงเพียงนี้ จะอ่านหนังสือไปไย เสียเวลาเปล่า”



ฟางจ้งหย่งยิ้มเขินเล็กน้อย



“ข้าเพียงได้เห็นหนังสือเหล่านั้นในห้องสมุด บังเอิญเห็นเรื่องหินดูดเท่านั้น จริงๆ แล้วข้าอ่านหนังสือไม่กี่เล่ม”



ในห้องสมุดของเจ้าบ้านหวังมีหนังสือมากมาย แต่เขาอ่านได้เพียงนิดเดียว บิดาก็พากลับ บอกว่าไม่จำเป็นต้องเรียนอีก



ตอนนั้น ฟางจ้งหย่งยังจำได้ บิดาเคยพูดไว้ว่า หนังสือมีไว้ให้คนโง่อ่าน คนฉลาดแท้จริงเข้าใจเองได้ เด็กอัจฉริยะเช่นเขาไม่จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียน



หลี่หมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม



“เจ้าบ้านหวังคนนั้น มีหลานชายชื่อหวังอันสือ ใช่หรือไม่?”



เฒ่าฟางพยักหน้า



“ใช่แล้ว เขาคือลุงของหวังอันสือ พูดถึงแล้ว หวังอันสือก็อายุเท่าลูกข้าพอดี น่าเสียดาย เด็กคนนั้นเทียบลูกข้าไม่ได้เลย ดูทึ่มๆ หน่อย”



“แถมเป็นพวกหัวแข็ง ตามบิดามาเยี่ยมญาติที่จินซี ยังเอาหนังสือติดมือไม่ห่าง นี่มันหนอนหนังสือชัดๆ”



“คนแบบนี้ ต่อไปย่อมไม่อาจเทียบลูกข้าฟางจ้งหย่งได้ บางทีทั้งชีวิตคงไร้ผลงาน ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน สู้ลูกข้าไม่ได้ ลูกข้ามีวาสนานักปราชญ์!”



เฒ่าฟางย้ำอีกครั้ง ราวกับกลัวว่าหลี่หมิงจะไม่ได้ยิน



ได้ยินเช่นนั้น หลี่หมิงแทบไม่รู้จะบ่นอะไรดี เพราะชายชราผู้สายตาสั้นผู้นี้ ไม่รู้เลยว่าในอนาคต หวังอันสือจะยิ่งใหญ่เพียงใด



หวังอันสือฉลาดมาตั้งแต่เด็ก คลั่งไคล้การอ่านหนังสือ อ่านครั้งเดียวจำได้ เขียนออกมาเป็นบทความได้ทันที



เขาเขียนตำราตั้งแนวคิด ‘สำนักจิงกงใหม่’ ใช้อธิบายกำเนิดจักรวาลด้วยทฤษฎีห้าธาตุ ช่วยพัฒนาแนวคิดวัตถุนิยมแบบเรียบง่าย



ด้านวรรณกรรม เขาคือหนึ่งใน ‘แปดยอดปราชญ์ถังซ่ง’ ผู้คนเรียกแนวงานของเขาว่า ‘สำนักหวังจิงกง’



หวังอันสือคือยอดบุรุษแห่งยุคซ่งเหนือ ทั้งนักการเมือง นักวรรณกรรม นักคิด และนักปฏิรูป



บุคคลระดับนี้ กลับถูกเฒ่าฟาง ‘ทำนาย’ ว่าจะไร้ค่าไปตลอดชีวิต หลี่หมิงอดขำไม่ได้ ยิ่งมั่นใจว่าชายผู้นี้ช่างโง่เขลาจริงๆ



เฒ่าฟางเห็นหลี่หมิงยิ้ม ก็ถามอย่างสงสัย



“เจ้าหัวเราะอะไร?”



หลี่หมิงตอบ



“ข้าคิดว่าหวังอันสือในภายหน้า จะยิ่งใหญ่มาก อาจยิ่งกว่าบุตรเจ้าฟางจ้งหย่ง กลายเป็นบุคคลที่ผู้คนต่างกล่าวขาน”



“เป็นไปไม่ได้! บุตรข้าฟางจ้งหย่งมีวาสนานักปราชญ์!”



“เจ้าจะพูดประโยคนี้ทั้งวันเลยหรือ?” หลี่หมิงแทบหัวเราะ



เฒ่าฟางยังคงหลงตัวเอง



“หวังอันสือไม่ฉลาดพอ ต่อไปย่อมไม่สำเร็จสิ่งใด ส่วนบุตรข้าไม่เหมือนกัน ห้าขวบก็แต่งกลอนได้ ทำหกอย่างพร้อมกันได้ บรรดานักปราชญ์ทั้งหลาย ก็เพราะมีวาสนานักปราชญ์ตั้งแต่ต้น”



“เข้าไปนั่งข้างในก่อนเถอะ”



หลี่หมิงไม่อยากถกต่อ เขารู้สึกว่าชายชราตรงหน้าคือพิษร้าย หากไม่ตัดทิ้ง เด็กอัจฉริยะย่อมถูกทำลายแน่นอน



เฒ่าฟางสังเกตสีหน้าหลี่หมิงได้



“เจ้าอย่าเพิ่งไม่เชื่อ รอดูเถอะ อีกไม่กี่ปี บุตรข้าจะเปล่งประกาย ส่องสว่างทั้งใต้หล้า ใช่ไหมจ้งหย่ง?”



ไม่มีคำตอบ



เฒ่าฟางจึงหันไปมอง เห็นสายตาของบุตรชายจ้องอยู่ที่เอวของหลี่หมิง



เขาโกรธจัด



“จ้งหย่ง เจ้ามองอะไรอยู่? พ่อถามเจ้าอยู่นะ!”



ฟางจ้งหย่งได้สติ เงยหน้าขึ้น



“ท่านพ่อ มีอะไรหรือ?”



“เจ้าเหม่ออะไรนัก อย่ามาทำให้พ่อขายหน้า!”



เขาคิดในใจ บุตรชายเป็นอะไรไป มาถึงที่นี่ก็เหม่อสองครั้งแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้เขาชี้นำแค่ไหน เด็กก็ไม่รุ่ง



“เจ้ามองสิ่งนี้อยู่หรือ?”



หลี่หมิงชี้ไปที่ป้ายพฤกษามังกรตรงเอว



“อืม” ฟางจ้งหย่งพยักหน้า ตั้งแต่สังเกตเห็นป้ายไม้นั้น เขาก็ครุ่นคิดไม่หยุด



“มันมีอะไรให้ดู?” หลี่หมิงไม่เข้าใจ



“อักษรสองตัวบนป้ายคืออะไร?”



ฟางจ้งหย่งสังเกตมานาน คิดอย่างไรก็ไม่รู้จักอักษรนั้น เขาไม่เคยเห็นมาก่อน



ได้ยินคำถามนี้ หลี่หมิงถึงกับอึ้ง



ตอนนี้เขาแน่ใจแล้ว เด็กคนนี้คืออัจฉริยะตัวจริง



เด็กที่ยังไม่รู้เดียงสา แต่กลับสงสัยในสิ่งที่ไม่รู้ และพยายามคิดหาคำตอบ



เป็นรายละเอียดเล็กน้อยมาก แต่สำหรับเด็กแปดเก้าขวบ นี่คือพรสวรรค์ระดับปีศาจโดยแท้



หากชี้นำอย่างถูกต้อง เขาอาจกลายเป็นนักปราชญ์ได้จริง



เด็กคนนี้สร้างความประหลาดใจให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า หลี่หมิงเองก็รู้สึกตื่นเต้น จึงถอดป้ายพฤกษามังกรจากเอว ส่งให้เขา



“ชอบหรือ? แต่ให้ไม่ได้ แค่ยืมเล่น ถ้าเจ้าไขความหมายของอักษรบนป้ายได้ ข้ามีรางวัลให้”



หลี่หมิงก้มลงลูบศีรษะเด็ก



บนป้ายปรากฏตัวเลขอารบิก ตอนนี้แสดง ‘24’



หลี่หมิงมั่นใจ ฟางจ้งหย่งย่อมไม่รู้จัก นี่คืออักษรยุคหลัง หากรู้จักได้ มีทางเดียวคือเป็นผู้ข้ามภพ



“ข้าจะพยายาม” ฟางจ้งหย่งรับป้ายด้วยสองมือ



“แล้วรางวัลล่ะ ให้ลูกข้าช่วยไขอักษร ค่าตอบแทนต้องไม่ต่ำ”



เฒ่าฟางไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่สนใจ รู้เพียงต้องได้เงิน



“เลิกคิดแต่เรื่องเงินได้แล้ว”



“ไม่คิดเรื่องเงิน แล้วจะให้ข้าคิดเรื่องอะไรล่ะ?”




ตอนก่อน

จบบทที่ อวดอ้าง

ตอนถัดไป