สอดมือแทรกแซง
ตอนที่ 14 สอดมือแทรกแซง
โลกที่ชามอสงไขยฉายภาพออกมา หลี่หมิงแทบไม่ต้องคิดก็เลือกแคว้นต้าอู่ทันที มิใช่เพราะเขาหลงใหลเรือนร่างของอู่เซียว แต่เพราะอยากรู้จุดจบของนางต่างหาก
คราวก่อนเขาเห็นอู่เซียวนุ่งอาภรณ์โปร่งแดง มือถือกระบี่ยาวที่ยังหยดเลือด ยกมือก็สังหารราชันยุทธ์ได้ พลางกล่าวว่า
“หากข้าสถาปนาตนเป็นจักรพรรดินี แล้วต้องกังวลว่าใต้หล้าจะไร้ผู้สยบยอมหรือ”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าอู่เซียว คือจักรพรรดินีแห่งแคว้นต้าอู่ เลือกฤกษ์ยามแล้วจะขึ้นครองราชย์”
สองประโยคนี้ หลี่หมิงจำได้แม่นยำ เงาร่างงดงามในชุดแดงอันทรงอำนาจยังติดตรึงอยู่ในความคิด เขาสะบัดไม่หลุด
ตอนนี้ เขาเพียงอยากรู้ว่านางผู้นี้จะขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่นหรือเปล่า
เขาวางชามอสงไขยลงบนพื้น ตนเองก็นั่งขัดสมาธิ ขณะนั้นเจ้าหมาดำตัวมอมก็เดินเอื่อยเข้ามา นั่งลงข้างกายหลี่หมิง
ให้ความรู้สึกราวกับกำลังนั่งดูหนังอยู่จริงๆ
หลี่หมิงขี้เกียจสนใจมัน เท้าคาง จ้องภาพในชามอย่างตั้งอกตั้งใจ
ไม่นาน ผิวน้ำในชามอสงไขยก็เกิดระลอกคลื่น ราวกับผืนน้ำถูกกระเพื่อม ภาพก็ปรากฏขึ้นตามมา
สิ่งแรกที่เข้าสู่สายตาคือสระอาบน้ำที่มีไอหมอกบางลอยอ้อยอิ่ง สองข้างสระมีนางกำนัลถือกระเช้าดอกไม้ โปรยกลีบดอกสีชมพูลงในสระ
ในสระมีหญิงงามผู้หนึ่ง เห็นเพียงแผ่นหลัง เส้นผมดำยาวดุจแพรไหมปกปิดผิวขาวเนียนบางส่วน ดอกปี่อันสีเลือดบนหัวไหล่เด่นชัด
เพียงเห็นแผ่นหลังงดงามนั้น หลี่หมิงก็รู้ว่านั่นคืออู่เซียว
เขารีบเอามือปิดตาเจ้าหมาดำไว้ พลางกล่าวว่า “ภาพนี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าควรดู”
เจ้าหมาส่งเสียง “โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง” ประท้วง แต่ไม่ว่าดิ้นรนอย่างไรก็หลุดจากมือหลี่หมิงไม่ได้
หลี่หมิงกดมันไว้ แล้วเพ่งมองอู่เซียวอย่างละเอียด
อู่เซียวกำลังล้างแขนเรียว และเรือนกายอย่างระมัดระวัง ท่วงท่าอ่อนโยนเบาบาง
ล้างไปล้างมา นางยกเรียวขาขาวผ่องขึ้น ล้างอย่างแผ่วเบา ไม่นานก็ลดลง จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น เดินออกจากสระ
หยดน้ำไหลลงมาตามส่วนโค้งอันสมบูรณ์แบบ
ต่อมา นางกำนัลก็ช่วยเช็ดกาย ใช้อาคมทำให้ผมแห้ง แต่งหน้า แต่งองค์ สวมเครื่องประดับ ใส่อาภรณ์ยาวสีแดงโลหิต แต้มชาดที่ริมฝีปาก ทำให้นางดูทรงอำนาจยิ่งนัก ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายจักรพรรดินี
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…” เจ้าหมาดำดิ้นไม่หยุด หลี่หมิงจึงปล่อยมือ เพราะอู่เซียวแต่งกายเสร็จแล้ว
“ภาพนี้คุ้นตาอยู่เหมือนกันนะ”
หลี่หมิงจำได้ว่าเคยเห็นมาก่อน แต่แน่ชัดว่าครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน พลันนึกถึงคำว่า ‘เลือกฤกษ์ยามแล้วจะขึ้นครองราชย์’ ของอู่เซียว
หรือวันนี้คือวันขึ้นครองราชย์พอดี?
ดูถูกจังหวะไม่สู้ดูถูกโอกาส!
หลี่หมิงยิ้มกว้าง กล่าวว่า “วันนี้นางขึ้นครองราชย์อีกครั้ง หลังจากสังหารอัครมหาเสนาบดีสะเทือนใต้หล้า คงไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของนางแล้ว”
เจ้าหมาดำหูตก จ้องหลี่หมิง สีหน้าไม่พอใจ ราวกับบอกว่าได้เห็นแค่ไหล่สาวงาม ช่างไร้รสชาติ
“อย่าส่งเสียง” หลี่หมิงผลักหัวมันออก “อย่าบังข้าดูหนัง”
แล้วหันสายตากลับไปยังชามอสงไขย
หญิงสาวเดินเท้าเปล่า ที่ข้อเท้ามีกระดิ่งเล็กๆ มือทั้งสองประสานแนบหน้าท้อง ก้าวทีละก้าวไปยังลานพิธีบวงสรวงขึ้นครองราชย์
ทุกย่างก้าวมีกระดิ่งดังแผ่วเบา
อาภรณ์ยาวสีแดงลากบนพรมแดง ด้านหลังมีนางกำนัลหลายสิบคนติดตาม ภาพนี้ช่างทรงอำนาจนัก ทำให้หลี่หมิงทอดถอนใจว่า สมแล้วที่เป็นจักรพรรดินีตัวจริง
สองข้างพรม มีทหารมากมาย ทุกคนเคร่งขรึม ไม่มีใครกล้าชำเลืองมองอู่เซียวแม้แต่น้อย
เพราะกลิ่นอายของนางรุนแรงเกินไป ทรงอำนาจมากเกินไป
ไม่นาน อู่เซียวก็มาถึงลานพิธี ที่นี่รวมเหล่าขุนนางบู๊บุ๋นมากมาย เพราะอู่เซียวเป็นสายเลือดของอดีตฮ่องเต้ อีกทั้งอัครมหาเสนาบดีผู้เป็นราชันยุทธ์ถูกสังหารแล้ว ย่อมสนับสนุนนางขึ้นครองราชย์
อู่เซียวไม่ลังเล ก้าวขึ้นสู่แท่นพิธี ตรงนั้นมีกระถางสามขาขนาดยักษ์ตั้งอยู่
สองข้างกระถางสามขามีนักบวชหนึ่งชาย หนึ่งหญิง ทำหน้าที่ประกอบพิธี
อู่เซียวรับธูปสามดอกจากนักบวชข้างกาย คำนับต่อกระถางสามครั้ง ทันใดนั้น ด้านหลังในห้วงอากาศเกิดคลื่นปราณวิญญาณเป็นระลอก
“อู่เซียว ฆ่าอัครมหาเสนาบดีอย่างโหดเหี้ยม ใต้หล้าผู้ใดก็ล้วนสังหารได้!”
“อู่เซียว คืนชีวิตพ่อข้ามา!”
“ฆ่า!”
“สับอู่เซียวเป็นหมื่นชิ้น!”
เสียงตะโกนดังสนั่น ห้วงอากาศด้านหลังสั่นไหว พลังฉีกกระชากมิติ ผู้คนมากมายพุ่งออกมา เป้าหมายตรงสู่แท่นพิธีของอู่เซียว
“เป็นไปตามคาด” อู่เซียวแย้มยิ้ม
หลังจากอัครมหาเสนาบดีตาย บรรดาบุตรของเขาที่เคยตั้งค่ายอยู่นอกวังหลวงแคว้นอู่ก็หายตัวไป
อู่เซียวส่งคนสืบหา กวาดล้างสายตระกูลโจวจนสิ้น แต่ราวกับหินจมทะเล หาเบาะแสไม่พบ
ดังนั้น นางจึงคิดใช้พิธีขึ้นครองราชย์หลอกล่อพวกเขาออกมา
รู้ทั้งรู้ว่านางเตรียมการไว้ แต่สายตระกูลโจวก็ยังมา เพราะหากไม่ออกมาขัดขวาง ตอนนี้นางก็จะได้เป็นจักรพรรดินีแห่งแคว้นต้าอู่โดยสมบูรณ์แล้ว
ทว่า ถึงพวกเขามา แล้วอย่างไร ต่อให้บุตรทั้งแปดของอัครมหาเสนาบดีเป็นจ้าวยุทธ์ทั้งหมดแล้วอย่างไรเล่า
แม้ราชันยุทธ์ในแคว้นต้าอู่จะไม่มาก แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเลยสักคนเดียว
ดังนั้นอู่เซียวจึงไม่กังวลความปลอดภัยของตน ย่อมมีคนลงมือสังหารพวกมันแทนนาง
นางดำเนินพิธีที่ยังไม่เสร็จต่อ
คำนับสามครั้งแล้ว เดินไปยังกระถางสามขา ทุกสามก้าวก็คุกเข่าคำนับหนึ่งครั้ง
ครบสามครั้ง
ลุกขึ้น ปักธูปสามดอกลงในกระถางสามขา พิธีเสร็จสิ้น ตอนนี้นางคือจักรพรรดินีแห่งแคว้นต้าอู่อย่างแท้จริง
ยากจะเชื่อ ไม่กี่วันก่อนนางยังเป็นเพียงเด็กป่าที่รู้แค่วิชากระบี่
ตอนนี้ นางคือจักรพรรดินีผู้สูงส่งแห่งแคว้นต้าอู่
อู่เซียวหมุนกาย ยืนอยู่บนลานพิธี มองลงไปเบื้องล่าง มองโลกใบนี้
สีหน้าสงบนิ่ง มองพวกคนตระกูลโจวที่กำลังดิ้นรนสุดชีวิต แต่ไม่ว่าบุกอย่างไรก็ขึ้นมาไม่ได้ เพราะเบื้องล่างมีแม่ทัพคอยกดปราบทุกสิ่ง
สายตานางกวาดไป ใจเงียบๆ นับจำนวนคน
“หนึ่ง สอง สาม สี่…ช่างเถอะ นับไม่ไหวแล้ว”
อู่เซียวเลิกนับ
ไม่สนว่าพวกมันมีกี่คน อย่างไรก็มีแต่ความตาย
นางโบกมือ ตะโกนเสียงก้องว่า “ฆ่าไม่ละเว้น”
เสียงก้องสะท้อนฟ้า แฝงอำนาจจักรพรรดิ
แม่ทัพแห่งแคว้นอู่ทยอยออกศึก ผู้นำคือระดับราชันยุทธ์ กวาดล้างกลางลานอย่างอาละวาด ไม่นานศพกองเป็นภูเขา
ใครก็ตามที่เป็นสายตระกูลโจวมาก่อกวนที่นี่ ถูกสังหารสิ้น ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
“กราบทูลฝ่าบาท ถูกสังหารหมดแล้ว” แม่ทัพระดับราชันยุทธ์ผู้หนึ่งคุกเข่ารายงาน
“อืม” อู่เซียวพยักหน้า
ขณะนั้นนักบวชทั้งสองข้างกายกล่าวพร้อมกัน “พิธีบวงสรวงเสร็จสิ้น ขุนนางบู๊บุ๋น คุกเข่าถวายบังคม”
“ถวายบังคมฝ่าบาท”
เหล่าขุนนางเบื้องล่างสะบัดแขนเสื้อสองครั้ง สีหน้าขรึม ต่างคุกเข่าถวายบังคม
นับแต่นี้ไป สายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของอดีตฮ่องเต้ อู่เซียว คือจักรพรรดินีแห่งแคว้นอู่
นักบวชทั้งสองก็ค่อยๆ คุกเข่าถวายบังคม สีหน้าขึงขัง
ทว่า ในแขนเสื้อของนักบวชหญิง มีมีดสั้นซ่อนอยู่ กำลังสะท้อนแสงประหลาด
อู่เซียวไม่ทันสังเกต มือทั้งสองแนบหน้าท้อง เอ่ยเบาๆ ว่า “ลุกขึ้นเถิด”
ขุนนางบู๊บุ๋นลุกขึ้น นักบวชชายข้างกายอู่เซียวลุกขึ้น
นักบวชหญิงก็ค่อยๆ ลุกขึ้น อาจเพราะตื่นเต้น กำลังจะลงมือ มีดสั้นในแขนเสื้อกลับ “เคร้ง” ตกลงพื้นทันที
“เคร้ง!”
มีดสั้นเล่มหนึ่งที่ทำอย่างประณีตหล่นจากแขนเสื้อของนักบวชหญิงกระทบพื้น เสียงชัดเจนดังเข้าหูทุกคน ทันใดนั้นเงียบกริบ ราวกับเข็มตกยังได้ยิน อีกาไม่กล้าบิน
เหงื่อเย็นของนักบวชหญิงไหลพราก ใบหน้าซีดเผือด ขาสั่นระริก
นักบวชชายมองนาง แววตาวูบไหว
เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นมองนาง อู่เซียวก็มองนักบวชหญิงผู้นั้น ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าชื่ออะไร”
“ฝ่าบาทโปรดอย่าเข้าใจผิด มีดเล่มนี้เรียกว่า มีดเจ็ดทวารวิญญาณประภา เป็นสิ่งที่ข้าอุตส่าห์หามาจากต่างแคว้น ตั้งใจจะถวายแด่ท่านในวันขึ้นครองราชย์” นักบวชหญิงก้มเก็บมีด ชูขึ้นด้วยสองมือ “ขอให้ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี ขอให้แคว้นต้าอู่ยืนยงยาวนาน นี่คือของกำนัลชิ้นใหญ่ที่ข้าถวาย โปรดรับไว้ด้วย”
“อย่างนั้นหรือ” อู่เซียวมองนางยิ้มๆ
“ความภักดีของข้า ฟ้าดินเป็นสักขีพยานได้” นักบวชหญิงตั้งสติได้รวดเร็ว
“อย่าตื่นเต้นไป ข้าย่อมเชื่อเจ้า เจ้าเป็นนักบวชหญิงผู้มีคุณูปการต่อแคว้นอู่ ข้าจะไม่เชื่อเจ้าได้อย่างไร เจ้าเพียงถวายมีด ก็อย่าทำท่าลนลานเช่นนี้”
ได้ยินดังนั้น นักบวชหญิงนึกว่าตบตาสำเร็จ อู่เซียวก็ฉลาดเพียงเท่านี้ วันหน้าค่อยหาจังหวะลงมืออีกครั้ง จึงยื่นมีดถวาย
“ฝ่าบาท โปรดรับเอาไว้”
จักรพรรดินีรับมีดไว้ ยิ้มบางๆ แล้วถามอีกครั้ง “เจ้าชื่ออะไร”
นักบวชหญิงงงงัน เหตุใดอู่เซียวถามชื่อซ้ำ ทั้งที่เมื่อครู่ยังบอกว่านางมีคุณูปการสูงส่ง แต่กลับจำชื่อไม่ได้
“ข้าแซ่หวัง ชื่อ…”
“ฉึก…”
นางเอ่ยได้เพียงแซ่ อู่เซียวก็สะบัดมีด วาบหนึ่งสังหารพลุ่งพล่าน เสียง ‘ฉึก’ ดังขึ้น ศีรษะของนางกลิ้งตกพื้นทันที
“หัว…หัวของข้า…”
นักบวชหญิงสั่นเทา ยื่นมือจะประคองศีรษะตนเองกลับเข้าที่
แต่ร่างกายไม่เชื่อฟัง ‘โครม’ ล้มลงกับพื้น สติเลือนราง ได้ยินเสียงจักรพรรดินีเอ่ยเนิบช้าว่า
“ประหารทั้งตระกูลหวัง”
“ที่แท้นี่คือเหตุผลที่นางถามชื่อข้า…” นักบวชหญิงกัดฟัน “กล้าประหารทั้งตระกูลข้า ข้าจะฆ่าเจ้า ต่อให้เป็นผีก็ไม่ปล่อยเจ้าไป…”
ร่างนางลุกไหม้ กลายเป็นอสูรร้ายตัวหนึ่ง
พุ่งเข้าจับแขนอู่เซียวทั้งสองข้าง พันธนาการนางไว้
อู่เซียวตกใจเล็กน้อย ชั่วขณะหลุดพ้นไม่ได้ “เจ้ากลับเชี่ยวชาญวิชาต้องห้ามผลาญวิญญาณด้วย”
นักบวชหญิงคำราม “ยังไม่ลงมืออีก รออะไรอยู่!”
อู่เซียวรู้สึกว่าด้านหลัง นักบวชชายก็ขยับแล้ว มือเขาแปรเป็นกรงเล็บปีศาจ เปล่งแสงคมกริบ พุ่งแทงร่างนาง
“ฝ่าบาท!” เบื้องล่างเหล่าขุนนางแตกตื่น แม่ทัพมากมายลงมือ แต่สายเกินไปแล้ว
“บังอาจ!” สีหน้าอู่เซียวเย็นชา ปราณวิญญาณสีเลือดพวยพุ่งออกจากกาย ทว่ากรงเล็บปีศาจของนักบวชชายยังแทงทะลุม่านพลังนาง พุ่งสู่ร่าง
“อู่เซียว รอความตายเถิด กรงเล็บนี้ชุบพิษร้าย หากแทงโดน เจ้าต้องตายแน่!” นักบวชหญิงในร่างอสูรหัวเราะลั่น
“ฮึบ!” นักบวชชายออกแรงเต็มที่
กรงเล็บทะลุชายกระโปรงแดงของจักรพรรดินี กำลังจะแทงถึงผิวหนัง
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!” เจ้าหมาดำข้างหลี่หมิงร้องลั่นอย่างกระวนกระวาย
เสี้ยววินาทีคับขัน ภาพที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น แขนทั้งข้างของนักบวชชายขาดผึง หล่นกระแทกพื้น เลือดสาดกระเซ็น
ไม่มีใครเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้พลังจากที่ใดโผล่มา
เจ้าหมาดำหันขวับมามองหลี่หมิงอย่างตกตะลึง เห็นมือขวาเขาแปรเป็นคมกระบี่ คำว่า ‘ฟัน’ เพิ่งหลุดจากปาก
“บ้าเอ๊ย!” หลี่หมิงเองก็ตกใจ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
เมื่อครู่เขากำลังดูอยู่ เห็นนักบวชชายจะสำเร็จ จึงเผลอทำท่าฟัน พร้อมคิดในใจอยากช่วยนาง
ไม่คิดว่าจะทำได้จริง!
“ข้าส่งพลังไปยังโลกที่แคว้นต้าอู่อยู่ได้จริงหรือ” หลี่หมิงงงงันสุดขีด
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…” เจ้าหมาดำเห่าลั่น เป็นครั้งแรกที่รับรู้ถึงความน่ากลัวของหลี่หมิง นั่งอยู่ตรงนี้แท้ๆ ยังลงมือข้ามกาลอวกาศได้
เขาเป็นใครกันแน่
ดวงตาสุนัขเบิกกว้าง
หลี่หมิงเองก็ยังไม่เข้าใจ เกาหัว แล้วหันไปมองชามอสงไขยอีกครั้ง เห็นอู่เซียวสีหน้าเย็นยะเยือก จิตสังหารพลุ่งพล่าน ฉีกร่างนักบวชหญิง และชายเป็นชิ้นๆ ด้วยมือเปล่า
จากนั้นก้าวลงบันไดทีละขั้น ออกจากที่นั่น เพราะพิธีขึ้นครองราชย์เสร็จสิ้นแล้ว
นางคือจักรพรรดินีแห่งแคว้นต้าอู่
เรื่องที่เหลือให้เหล่าขุนนางจัดการ เรื่องเล็กเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง
กลับสู่ตำหนักบรรทม
นางกำนัลสองคนปิดประตูวัง บางส่วนเข้ามาปรนนิบัติ อีกส่วนไปเตรียมน้ำอุ่น เพราะอาภรณ์จักรพรรดินีเปื้อนเลือด ต้องชำระทันที
หลี่หมิงรีบเอามือปิดตาเจ้าหมาดำอีกครั้ง
เจ้าหมาดำประท้วงเสียงดัง แต่เขากดไว้แน่น ส่วนตัวเองจ้องชามอสงไขย
อู่เซียวโบกมือให้นางกำนัลออกไป “พวกเจ้าออกไปก่อน ข้าอยากอยู่เงียบๆ สักครู่”
เหล่านางกำนัลถอยออก เหลือเพียงนางในตำหนัก
นางเดินเท้าเปล่าไปทางสระน้ำ สีหน้าหนักอึ้ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เมื่อครู่…ใครกันที่ลงมือช่วยข้า”
พลังลึกลับเมื่อครู่ตัดแขนนักบวชชาย มิฉะนั้นนางคงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่
นางพูดพลางเงยหน้า สายตาพลันสบกับหลี่หมิงผ่านชามอสงไขยโดยตรง