อู่เซียวผู้น่ารักใสซื่อจนเกินต้าน
ตอนที่ 15 อู่เซียวผู้น่ารักใสซื่อจนเกินต้าน
อู่เซียวเงยหน้าขึ้น แก้มมีสีแดงระเรื่อ ใบหน้างดงามดุจไข่มุกหยกงามเลิศล้ำ
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ใสราวน้ำพุ คล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำสั่นไหว เปล่งประกายมีชีวิตชีวา บริสุทธิ์กระจ่าง ให้ความรู้สึกสะกดวิญญาณ งดงามเกินพรรณนา
ริมฝีปากบางเฉียบ อวัยวะบนใบหน้าละเอียดประณีตประสานกันอย่างสมบูรณ์
นางเงยหน้ามองห้วงมิติอวกาศเช่นนั้น ราวกับสายตาทะลุผ่านห้วงกาลเวลา สบตากับหลี่หมิงโดยตรง ทำให้ร่างเขาเอนถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“ผู้ใดกันแน่ที่ช่วยข้า” อู่เซียวเงยหน้า ริมฝีปากแต้มชาดแดงค่อยๆ เปล่งถ้อยคำออกมา
“ทำข้าตกใจหมด นึกว่านางมองเห็นข้าเสียอีก” หลี่หมิงสูดลมหายใจลึก
แท้จริงแล้ว หลี่หมิงได้ยินนางพูด แต่นางกลับไม่ได้ยินเขา
“แคว้นต้าอู่ นอกจากอัครมหาเสนาบดีระดับราชันยุทธ์แล้ว ต้องยังมีผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นแน่” อู่เซียวเงยหน้า พึมพำกับตนเอง คล้ายกำลังพูดกับหลี่หมิง
นางรู้สึกว่าความเข้าใจต่อโลกนี้ของตนยังน้อยเกินไป อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้มุมมองคับแคบ สิ่งที่เห็นจึงมีจำกัด
“ดูท่าต้องหาเวลากลับหมู่บ้านสักครั้ง ไปถามท่านย่าหัวหน้าหมู่บ้าน เรื่องโลกภายนอกแคว้นต้าอู่” อู่เซียวแทบไม่เคยออกเดินทางไกล รู้เพียงว่ามีแคว้นต้าอู่เท่านั้น
ก่อนหน้านี้นักบวชหญิงก็เคยกล่าวว่า มีดสั้นเป็นอาวุธเซียนที่ขอมาจากต่างแคว้น เช่นนั้นนอกเหนือจากแคว้นต้าอู่ ย่อมยังมีแคว้นอื่นอีก
แต่ก็ยังไม่รีบร้อนทำความเข้าใจโลกภายนอก ต้องทำให้ระเบียบของแว่นแคว้นนี้มั่นคงก่อน
มุมปากนางเผยรอยยิ้มบาง เงยหน้าขึ้น ราวกับกำลังพูดกับหลี่หมิง “ไม่ว่าอย่างไร ต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยข้า”
“ไม่เป็นไร” หลี่หมิงมองใบหน้างดงามของนาง ยิ้มเต็มใบหน้า นางช่างงดงามจริงๆ
“ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากขอบคุณเจ้าต่อหน้าจริงๆ” อู่เซียวมองท้องฟ้า
“ข้าก็อยาก แต่ข้าออกไปไม่ได้”
“ข้าต้องไปอาบน้ำแล้ว ชักช้าน้ำจะเย็นเสียก่อน”
อู่เซียวก้มหน้า เดินไปยังสระอาบน้ำในตำหนัก
เพราะเอวบาง สะโพกผาย ทำให้ยามเดินดูคล้ายบิดเอว รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
มุมปากหลี่หมิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง นางช่างงดงามจริงๆ
สำคัญคืออกอิ่ม เอวเล็ก สะโพกผาย
แน่นอน ทั้งหมดนี้หลี่หมิงคาดเดาจากเค้าโครงภายใต้เสื้อผ้า เขายังไม่เคยเห็นของจริง เพ่งมองนาง ก็เพราะหวังจะได้เห็นกับตาสักครั้ง
น่าเสียดาย อู่เซียวไม่ได้ถอดอาภรณ์สีขาวที่ห่อหุ้มร่างออก
นางสวมชุดเดินลงสระ น้ำปกคลุมผิวขาวผ่องในทันที อาภรณ์ที่แนบกายจึงค่อยๆ หลุดเลื่อนจากหัวไหล่
นางยกมือดึงม่านผ้าสองข้างสระ จากนั้นก็มองไม่เห็นอะไรอีก
ภาพถัดมา อู่เซียวเดินออกจากสระ หยดน้ำไหลลงพื้น นางกำนัลจำนวนมากเดินเข้ามา ช่วยนางสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ที่สวมยังคงเป็นแพรบางสีแดง
ดูเหมือนนางจะชอบสีแดงยิ่งนัก
แม้อยู่หลังชามอสงไขย หลี่หมิงก็ยังรู้สึกราวกับรอบกายนางอบอวลด้วยกลิ่นหอมเร้นลึก
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…” สุนัขดำดิ้นไม่หยุด
หลี่หมิงจึงนึกได้ว่าตนยังปิดตามันอยู่ รีบปล่อยมือ เห็นมันนอนแผ่บนพื้น ตากลอกขาว น้ำลายฟูมปาก เหลือเพียงลมหายใจรวยริน
“เลิกแกล้งได้แล้ว ลุกขึ้นมา ถ้าไม่ลุก ข้าจะไปถอนเก๋ากี้ในแปลงยามาตุ๋นเจ้า” หลี่หมิงขู่
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…” สุนัขดำฟื้นพลังทันที กระโจนลุกขึ้น แยกเขี้ยวใส่หลี่หมิง
“ยังจะขู่เขี้ยวอีกหรือ” หลี่หมิงจ้องมัน
“โฮ่ง โฮ่ง…”
“อยากตายหรือ” หลี่หมิงยกมือขึ้น
“โฮ่ง…” สุนัขดำส่ายหาง สีหน้ารังเกียจ ทนความอัดอั้นไม่ไหว วิ่งพรวดออกจากห้อง
เห็นมันไปแล้ว หลี่หมิงก็ขี้เกียจสนใจ ลดมือลง สายตากลับไปยังชามอสงไขย
“เชิญ” นางกำนัลคนหนึ่งทำท่ามือเชื้อเชิญ
อู่เซียวเม้มริมฝีปากบาง เดินตามนางกำนัลไปยังกลางตำหนักอย่างสง่างาม กลางตำหนัก บนโต๊ะยาวกองฎีกาจำนวนมาก ล้วนส่งผ่านนางกำนัลมาทั้งสิ้น บัดนี้วางเรียงรอจักรพรรดินีพิจารณา
“ฝ่าบาท เหล่านี้คือฎีกาที่ท่านต้องตรวจทาน” นางกำนัลกล่าว
“เข้าใจแล้ว พวกเจ้าออกไป ปิดประตูด้วย” อู่เซียวโบกมือให้นางกำนัลทั้งหมดออกไป
“ให้ข้าดูหน่อยว่ามีเรื่องใดบ้าง” อู่เซียวเดินไปหน้าโต๊ะ หยิบม้วนหนึ่งขึ้นมา บนนั้นเขียนเรื่องคัดเลือกนักบวชชายหญิงคนใหม่
เพราะนางฉีกร่างนักบวชไปด้วยมือเปล่า ตำแหน่งจึงต้องคัดเลือกอีกครั้ง
ในฎีการะบุรายชื่อผู้เหมาะสมแน่นเอี๊ยด พร้อมประวัติ และพื้นเพอย่างละเอียด
ขุนนางเหล่านี้ช่างขยันทำเรื่องเช่นนี้จริง
อ่านอยู่พักหนึ่ง นางส่ายหน้า โยนฎีกาไปด้านข้าง หยิบอีกม้วนขึ้นมา เป็นเรื่องคัดเลือกอัครเสนาบดี มีรายชื่อขุนนางเสนอ
“น่าปวดหัวจริง”
อู่เซียวเหมือนลูกโป่งรั่วลม คล้ายดอกตูมเหี่ยวเฉา สะโพกเอนนั่งลงหน้าโต๊ะ
ท่านั่งของนางประหลาดยิ่ง คล้ายนั่งท่าเป็ด
หลี่หมิงเห็นแล้วตาโต ท่านั่งแบบนี้เขาเคยเห็นแต่ในการ์ตูน เพราะทำยากมาก ปกติมีแค่ตัวละครอนิเมะที่ทำได้จริง
ทำท่านี้ได้ แสดงว่าร่างกายนางยืดหยุ่นดีเยี่ยม หญิงสาวที่ร่างกายยืดหยุ่น มักทำท่วงท่ายากๆ ได้มากมาย
อู่เซียวยังคงนั่งท่าเป็ด ท่อนบนเอนมาด้านหน้า ฟุบลงบนโต๊ะ ปากยื่นนิดๆ
“สตรีผู้นี้กลับมีด้านน่ารักใสซื่อเช่นนี้ด้วย”
หลี่หมิงตาเบิกกว้าง เดิมคิดว่าอู่เซียวเป็นสตรีที่รวมความเซ็กซี่ เย้ายวน และทรงอำนาจไว้ในหนึ่งเดียว ไม่คิดว่ายังมีอีกด้านหนึ่งแฝงเร้นอยู่
ภาพนี้ของนาง น่ารักใสซื่อจริงๆ โดยเฉพาะแก้มป่องๆ นั้น
หลี่หมิงแทบอยากยื่นมือไปจิ้ม ดูอวบๆ คงนุ่มแน่
โชคดีที่เขาห้ามใจไว้ ไม่เช่นนั้นคงถูกมองว่าเป็นพวกวิปริต
อู่เซียวฟุบอยู่บนโต๊ะ พึมพำเบาๆ ริมฝีปากบางสีแดงช่างเย้ายวน ราวผลท้อสุก ทำให้หลี่หมิงเผลอเลียริมฝีปาก
นางไม่มีอะไรทำ ไม่อยากอ่านฎีกา จึงเริ่มเล่นเส้นผมตนเอง
เล่นไปเล่นมา มุมปากเผยยิ้มจาง ลักยิ้มปรากฏ ทำให้นางยิ่งน่ารัก กลิ่นอายทรงอำนาจเมื่อครู่แปรเป็นความใสซื่อ
หลี่หมิงมองอย่างเหม่อลอย
ไม่นาน ด้านนอกตำหนักมีเสียงเคาะประตู
นางลุกตัวตรงทันที นั่งบนเก้าอี้ เข่าชิด สีหน้าจริงจัง กลับสู่บุคลิกจักรพรรดินีดังเดิม
“เข้ามา”
“ฝ่าบาท มีฎีกาส่งมาเพิ่ม” นางกำนัลประคองฎีกาสองมือ วางบนโต๊ะ
“ออกไปเถิด หากไม่มีรับสั่งอย่าเข้ามา”
อู่เซียวให้นางกำนัลออกไป
ครั้นนางออกไปแล้ว นางก็เผยตัวตนเดิม ฟุบลงบนโต๊ะอีกครั้ง แก้มพองลม สีหน้าคร้าน เอ่ยว่า
“ดูท่าเป็นจักรพรรดินีก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ข้าคิดเลยจริงๆ”
นางฟุบอยู่บนโต๊ะ ถอนหายใจไม่หยุด
หลี่หมิงมองนางนิ่งงัน ต่อหน้าคนอื่นนางเซ็กซี่ เย้ายวน ทรงอำนาจ ยามไม่มีใครกลับเป็นอีกแบบ น่ารักใสซื่อจนเกินต้าน ทำให้เขาเผลอยื่นมือไปจะจิ้มแก้มนาง
“ใคร?”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้น หลี่หมิงสะดุ้ง รีบชักมือกลับราวกับถูกไฟช็อต
อู่เซียวซึ่งเดิมฟุบอยู่บนโต๊ะอย่างคร้านง่วง บัดนี้ลุกขึ้นยืน ดวงตาเย็นชา กวาดมองรอบด้าน แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
เมื่อครู่ราวกับมีบางสิ่งแตะโดนแก้มของนาง
นางยกมือแตะแก้มตนเอง ไม่พบสิ่งแปลกปลอม ใบหน้าสะอาดเรียบเนียน
หรือจะเป็นภาพลวงตา?
เสียงตะโกนเย็นชานั้นย่อมดังออกไปถึงภายนอกตำหนัก เหล่านางกำนัลได้ยิน คิดว่าเกิดเหตุ จึงรีบพากันบุกเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนก
“ฝ่าบาท?”
อู่เซียวส่ายหน้า โบกมือเล็กน้อย “ไม่มีอะไร”
“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าน้อยขอตัวก่อนเพคะ”
นางกำนัลทั้งหมดถอยออกจากตำหนัก ปิดประตู ไม่รบกวนจักรพรรดินีให้ทรงพิจารณาฎีกาอย่างสงบ
“คงเป็นภาพลวงตา ใครจะว่างมาลูบแก้มข้าได้” อู่เซียวตบศีรษะตนเองเบาๆ พึมพำ “คงง่วงเกินไป ต้องฝึกสักหน่อยแก้ง่วง”
“นางทำไมชอบพูดกับตัวเองนักนะ?” หลี่หมิงรู้สึกว่าอู่เซียวแปลกเล็กน้อย “เอ…ข้าเองก็ชอบพูดกับตัวเองเหมือนกันนี่นา”
หลี่หมิงใช้ชีวิตลำพัง ไม่มีใครให้พูดคุย นานวันเข้าจึงติดนิสัยพึมพำ
แล้วอู่เซียวล่ะ?
เหตุใดนางจึงพูดกับตัวเอง?
นางผ่านเรื่องราวเช่นใดมา?
วิชาทั้งร่างนี้นางได้มาอย่างไร?
หลี่หมิงเริ่มรู้สึกสนใจนางมากขึ้น มือเท้าคาง ยิ้มบางๆ มองสตรีในชามอสงไขย
เห็นอู่เซียวนั่งขัดสมาธิบนพื้น มือประสานมุทรา เดินพลังรอบน้อย เส้นผมยาวพลิ้วไหวไปด้านหลัง ราวนางเซียนเสด็จลงสู่แดนดิน
เมื่อปราณวิญญาณเคลื่อนไหว บนร่างนางเกิดเสียงคำรามดุจสายน้ำเชี่ยว ก่อนจะแปรเป็นเจตกระบี่ทีละสาย
“นี่มันเคล็ดวิชาอะไรกัน?”
หลี่หมิงไม่เคยเห็นวิชาประหลาดเช่นนี้มาก่อน แต่เพียงดูก็รู้ว่าวิชาที่อู่เซียวฝึกนั้นไม่ธรรมดา เจตกระบี่พวยพุ่งราวผ่าฟ้าแยกเก้าขุมนรก แผ่ซ่านทั่วทั้งตำหนัก
ไม่ถึงธูปหนึ่งดอก นางหยุดฝึก เจตกระบี่รอบกายค่อยๆ กลับคืนสู่ร่าง
“สดชื่นขึ้นแล้ว มาตรวจฎีกากันต่อ”
อู่เซียวกลับไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ เริ่มอ่านฎีกาอีกครั้ง
แต่ยังไม่ถึงธูปหนึ่งดอก นางก็เริ่มง่วงอีก หาวไม่หยุด ขยี้ตา พยายามอ่านต่อ
สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ฟุบหลับลงบนโต๊ะ ท่าทางยามหลับของนางก็ยังน่ารักยิ่งนัก
แก้มอิ่มนุ่ม คิ้วกระตุกเบาๆ ดูใสซื่อเกินต้าน
ยามนางสงบนิ่งเช่นนี้ กลับงดงามอย่างยิ่ง
หลี่หมิงมองอย่างเหม่อลอย รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ผ่านไปครู่หนึ่ง มือเขาขยับ ผ้าห่มผืนหนึ่งที่วางไม่ไกลถูกคลุมลงบนร่างนางอย่างแม่นยำ
จากนั้นเขาก็เท้าคางต่อ มองโครงหน้า และรอให้นางตื่น
แต่ในเวลานั้นเอง ภาพในชามอสงไขยเริ่มแตกพร่าเป็นจุดๆ เสียงซู่ซ่าเบาๆ ดังขึ้น ภาพค่อยๆ เลือนราง ก่อนจะดับมืดลง
หลี่หมิงขมวดคิ้ว ยกชามขึ้นดู เห็นชัดว่าพลังหมดแล้ว
“ชามบัดซบ กำลังถึงช่วงเวลาสำคัญแท้ๆ ข้ายังอยากเห็นสีหน้านางตอนตื่นมาเจอผ้าห่มด้วยซ้ำ ดันหมดพลังเอาตอนนี้เสียได้”
เขาอยากขว้างชามทิ้ง แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะนี่คือกฎของชามอสงไขย
พลังหมดก็ไม่อาจฉายภาพโลกหล้าได้ และการชาร์จพลังต้องอาศัยเวลาที่ผู้คนร่วงหล่นลงมาอาศัยอยู่ที่นี่
ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อพลังชาร์จหนึ่งช่อง ก้นชามมีทั้งหมดห้าช่อง ต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยยี่สิบชั่วโมงจึงจะเต็มเปี่ยม
“เฮ้อ คงต้องรออีกนานกว่าจะได้เห็นนางอีก”
หลี่หมิงวางชามลง เดินออกไป ยืดเส้นยืดสาย ภาพอู่เซียวหลับ คิ้วกระตุกเบาๆ ยังวนเวียนในหัว
“ข้าก็ควรเริ่มบำเพ็ญเซียนเหมือนกัน จะมัวแต่มองนางไม่ได้”
เขาเดินไปฝึก ผ่านสะพานไม้ เห็นสุนัขดำนอนแผ่สี่ขาอาบแดด ดูสบายอารมณ์นัก
เดิมคิดจะไปรบกวน แต่คิดอีกที ขี้เกียจสนใจ
เขาเดินเข้าสวนดอกท้อ นั่งขัดสมาธิบนพื้นซึ่งปูด้วยกลีบท้อ เริ่มฝึก
บัดนี้เขาฝึกเพียงวิชาหลอมปราณ และน่าเหลือเชื่อที่ไปถึงขั้นห้าสิบหกแล้ว
หากเป็นแต่ก่อน เขาไม่กล้าฝันด้วยซ้ำว่าจะมาถึงระดับนี้ได้จริง และยังรู้สึกได้ว่า ยังมีพื้นที่ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อีก
เมื่อปราณเคลื่อน ปราณวิญญาณรอบกายเขาก็แปรเป็นสายฟ้าหนาทึบ เสียงเปรี๊ยะดังก้อง ราวพายุอัสนี ก่อเกิดเป็นทะเลสายฟ้าเล็กๆ รอบกาย
หลี่หมิงมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มขมไม่ได้ เอฟเฟกต์การฝึกขั้นหลอมปราณนี่ช่างอลังการเกินเหตุ
แค่แรงกดดันกับภาพลักษณ์ ต่อให้เจอคนที่โอ้อวดว่าลูกตนมีวาสนาจักรพรรดิ ก็อาจสู้กันได้สักยก
เขาหลับตา ตั้งสมาธิ เปิดขยายทะเลปราณ หลอมรวมเส้นชีพจรทั่วร่าง
เมื่อหยุดฝึก ก็ใกล้ยามอาทิตย์อัสดงแล้ว เขากระโดดขึ้นไปยังยอดเรือน มองดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
เป็นครั้งแรกที่เขานั่งดูอาทิตย์ตกอย่างจริงจัง รู้สึกสงบยิ่งนัก มองไปมองมา ดวงอาทิตย์กลับค่อยๆ แปรเป็นสตรีผู้มีรูปร่างและใบหน้างดงามยิ่ง
อู่เซียวหลับตาข้างหนึ่ง ยิ้มเย้ายวน ยกคิ้วเบาๆ ราวกับหยอกล้อเขา
“นี่ข้าคิดถึงนางอีกแล้วหรือ”
หลี่หมิงส่ายหน้า ภาพนั้นจึงหายไป ดวงอาทิตย์กลับเป็นเช่นเดิม
เขากระโดดลงมานั่งข้างสุนัขดำบนสะพานไม้ “น่าเบื่อจริงๆ เหลือแค่เราสองตัว เจ้ามีกิจกรรมอะไรให้ทำไหม”
“โฮ่ง โฮ่ง…”
สุนัขดำส่งเสียง มองเขาอย่างประหลาด ก่อนสายตาจะค่อยๆ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
มันนึกถึงคำว่า ‘วิชาจิตหยกดรุณี’
ไม่ได้นะ เด็ดขาดไม่ได้เลยเชียว
สุนัขดำตัวสั่น ถอยหลังไม่หยุด
“เจ้าคิดอะไรของเจ้า?” หลี่หมิงงง
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…”
มันอยากบอกว่า ต่อให้แตกสลายก็ไม่ยอมสูญสิ้นความบริสุทธิ์เป็นอันขาด
“เจ้านี่มันช่างน่าถีบยิ่งนัก”
หลี่หมิงทนไม่ไหว กดมันลง ต่อยชุดใหญ่จนมันน้ำลายฟูมปาก ก่อนจะเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์
…
ยามอาทิตย์อัสดง
แคว้นต้าอู่ ตำหนักบรรทมจักรพรรดินี อู่เซียวตื่น หาวเบาๆ เห็นน้ำลายตนเองเปื้อนโต๊ะ รีบเช็ด และปาดปากอย่างรวดเร็ว มองซ้ายมองขวา ยังดีที่ไม่มีใครเห็นภาพน่าอับอาย
นางนั่งตัวตรง ยืดเส้นยืดสาย ผ้าห่มที่คลุมอยู่ค่อยๆ เลื่อนหล่น
“ใครกันที่คลุมผ้าให้ข้า?”
อู่เซียวขมวดคิ้ว ตกใจยิ่ง “หรือความรู้สึกไวของข้าจะลดลง มีใครเข้ามาจริงๆ หรือ?”
“เข้ามา!”
นางเรียก
นางกำนัลสองคนเข้ามา
“เมื่อครู่มีใครเข้ามาหรือไม่” อู่เซียวถาม
“ไม่มีเพคะ”
อู่เซียวสับสนยิ่งนัก “แปลกจริง…”
หากหลี่หมิงได้เห็นสีหน้าตกใจ และงุนงงของนางในตอนนี้ มุมปากเขาคงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว