เซียนกับยุทธ์

ตอนที่ 22 เซียนกับยุทธ์



ขณะหลี่หมิงนั่งขัดสมาธิฝึกตนอยู่ในป่าดอกท้อ



เพราะก่อนหน้านี้ประมือหนึ่งฝ่ามือกับสิ่งมีชีวิตประหลาดในแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ จึงเกิดความตระหนักรู้บางอย่าง ฝ่าด่านอย่างต่อเนื่อง สองระดับพร้อมๆ กัน ทำให้บัดนี้ เขาอยู่ที่ขั้นหลอมปราณระดับ 1022 แล้ว



เพียงขยับปราณวิญญาณในร่างตามใจ ก็ราวกับอยู่ท่ามกลางหมอกโกลาหล ดูน่าเกรงขามยิ่ง



ยื่นมือออกไป ดอกท้อทั่วฟ้าปลิวว่อน ร่วงลงบนเส้นผมสีดำของเขา



ฝ่ามือปัดกลีบดอกไม้ออก ย่างเท้ากลับหอเรือนลอยฟ้า



ช่วงพัก หลี่หมิงหยิบชามอสงไขยออกมา ยังเหลือพลังอยู่อีกหนึ่งขีด



พอดีนานแล้วที่ไม่ได้ดูอู่เซียว ลองดูว่านางกำลังทำอะไรกันแน่



ภาพเริ่มฉาย



สิ่งแรกที่เห็นคือสระอาบน้ำ



ในสระเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้สีชมพู หญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้นคนหนึ่งกำลังชำระร่างกายอย่างช้าๆ



สระถูกขยายมาก่อน ระดับน้ำลึกขึ้น อู่เซียวยืนขึ้น น้ำท่วมถึงเอวของนาง



“เหตุใดอาบน้ำอีกแล้วเล่า”



หลี่หมิงพบว่าทุกครั้งที่ดูนาง เวลาส่วนใหญ่นางมักกำลังอาบน้ำอยู่เสมอ



ที่สำคัญไม่ว่าเขาจะปรับมุมชามอสงไขยอย่างไร เห็นได้ก็มีแต่แผ่นหลังขาวผ่องของนางเท่านั้น



น่าหงุดหงิดจริงๆ



บ่นก็ส่วนบ่น แต่หลี่หมิงก็ยังชอบมองนางอาบน้ำ ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ สัดส่วนของนางได้รูป ทำให้ช่วงเอวดูเพรียวบางยิ่งนัก



เขาเคยเทียบดู รู้สึกว่ามือเดียวก็คงโอบเอวบางนั้นได้แล้ว



มองไปมองมา หลี่หมิงรู้สึกเลือดลมในกายปั่นป่วน



เพราะทุกครั้งที่นางอาบน้ำ ท่วงท่าล้วนแผ่วเบา อ่อนโยน ดูมีเสน่ห์อย่างยิ่ง



ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งวูบผ่าน ลูกธนูดอกหนึ่งทะลุหน้าต่างพุ่งเข้ามาทางสระน้ำ



อู่เซียวเอียงกายหลบ



พร้อมกันนั้นเหินกายขึ้น สายน้ำ และกลีบดอกไม้หมุนวนรอบตัว อาภรณ์สีแดงคลุมร่างอย่างรวดเร็ว ละอองน้ำสาดกระเซ็น



“ปัง!”



เงาร่างเล็กสายหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านนอก ปะทะกับอู่เซียวที่สวมแพรโปร่ง



การเคลื่อนไหวของอู่เซียวพริ้วไหว สายน้ำเกาะตามกาย ท่วงท่างดงาม คล่องแคล่ว



เส้นผมดำยาวสามพันสายปลิวสะบัด



ฝ่ามือตบออกเบาๆ ซัดเงาร่างเล็กถอยไปหลายสิบก้าว อีกฝ่ายยังลงมืออีก



อู่เซียวย่างเท้า แพรแดงพลิ้วราวภูตพราย ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนร่ายรำ แต่ปราณวิญญาณหนาแน่นสั่นสะเทือน



ผ่านไปสามกระบวนท่า อู่เซียวเท้าเปล่าเหยียบอีกฝ่ายล้มลงกับพื้น



“ฝ่าบาท อย่าเหยียบข้า ข้าผิดไปแล้ว” นกไป๋เย่ในร่างเด็กสาวตัวน้อยร้อง



อู่เซียวเหลือบมองนางเรียบๆ เอ่ยว่า “คราวหน้าอย่ามาล้อเล่นกับข้าอีก มิฉะนั้นข้าจะลงโทษเจ้า”



“ฮึ่ย” นกไป๋เย่แลบลิ้น ทำหน้าทะเล้น



“ฝ่าบาท” อีกาสามขากระพือปีกบินเข้ามา คารวะอย่างนอบน้อม



“กลับมากันหมดแล้วหรือ บอกข้าทีว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”



อู่เซียวเท้าเปล่า โบกมือคราเดียว



ด้านข้างสระอาบน้ำปรากฏประตูบานหนึ่ง



เดินผ่านประตูไปยังตำหนักอีกแห่ง ขึ้นไปยังบัลลังก์สูงสุด เอนกายพิง ใช้มือเท้าคาง



นกไป๋เย่วิ่งมาอยู่ตรงหน้า ช่วยนวดไหล่นวดขาให้นางอย่างเอาอกเอาใจ



อู่เซียวชี้หน้าผากนางเบาๆ กล่าวว่า “รายงานมา”



“พี่ห้า ท่านพูดเถอะ”



นกไป๋เย่ไม่มีเวลาพูด นั่งหมอบอยู่เบื้องหน้าอู่เซียว ช่วยปรนนิบัติ



“ฝ่าบาท พวกข้าตรวจสอบแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพแล้ว ที่นั่นมีปัญหาใหญ่โตจริงๆ” อีกาสามขายืนอยู่บนกิ่งไม้ทองในตำหนัก เอ่ยขึ้น



“ปัญหาใด”



“มีเหวลึกแห่งหนึ่งที่แขวนโลงศพที่อันตรายสุดๆ เอาไว้ แล้วยังมีภูเขาทองคำตรงใจกลางมีข้อห้าม อีกทั้งพวกเรายังบังเอิญพบจ้าวศพแห่งแคว้นอินซาน”



อีกาสามขาเล่าเหตุการณ์อย่างช้าๆ



ครู่ต่อมา อู่เซียวขมวดคิ้ว “ข้าก็รู้ว่าสถานที่แบบนั้นต้องมีปัญหา ไม่คิดว่าแม้แต่ตระกูลเซียนตูกับแคว้นอินซานก็คิดจะแย่งชิง ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่ข้าคิด”



“ยังมีอีกเรื่อง” อีกาสามขากล่าว



“เรื่องใด”



“เหมือนมีผู้ใดไม่รู้ลอบช่วยข้ากับน้องเก้าหนึ่งครั้ง มิฉะนั้นครานี้พวกข้าอาจกลับมาไม่ได้แล้ว”



อู่เซียวนวดหว่างคิ้ว เอ่ยว่า



“พวกเจ้าอย่าบุกแดนหวงห้ามอีก เฝ้าดูอยู่ด้านนอกก่อน หากมีความเคลื่อนไหวใด รีบรายงาน ข้าจะพักผ่อนแล้ว ออกไปเถอะ”



“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท อีกสองวันพวกข้าค่อยมาใหม่” เด็กสาวแปรเป็นร่างนก บินออกไป



“อืม”



อู่เซียวเอนกายบนบัลลังก์ ขาไขว่ห้าง ใจเต็มไปด้วยความสงสัย



หลายปีมานี้



นางมีความรู้สึกเสมอว่า ในความมืดมีผู้หนึ่งคอยมองดู ปกป้องนาง แต่ผู้นั้นไม่เคยปรากฏตัว และไม่รู้ว่าต้องการสิ่งใดจากนางกันแน่



อู่เซียวมองความว่างเปล่า เอ่ยว่า “เจ้าคือผู้ใดกันแน่”



แม้นางจะไม่ได้ยิน แต่หลี่หมิงก็ยังตอบตามเดิม “ข้าชื่อหลี่หมิง”



“อยู่ที่ใด”



“สำนักห้วงเมฆา”



“ต้องการสิ่งใด”



หลี่หมิงเอ่ย “อยากฝึกวิชาจิตหยกดรุณีกับเจ้า”



“เป็นเช่นนี้อีกแล้ว ไม่เคยตอบข้าเลย ช่างเถอะ ข้าไม่สนแล้ว จะนอนแล้ว”



อู่เซียวมองความว่างเปล่า ถามสามคำถามติดกัน เหมือนทุกครั้ง แต่คนผู้นั้นไม่เคยตอบ



นางส่ายหน้า เอนกายบนบัลลังก์ สายตามองผ้าห่มข้างๆ คิดจะหยิบมาคลุม สุดท้ายก็เลิกคิด



อย่างไรเสีย ก็จะมีคนช่วยคลุมให้นาง



นางนอนราบ ไม่นานก็หลับ



หลี่หมิงมองนาง นางชอบมานอนที่นี่เสมอ บัลลังก์นี้นอนสบายถึงเพียงนั้นหรือ จำได้ว่าหลายครั้งนางอาบน้ำเสร็จก็มานอนเอนกายตรงนี้



สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง เสียงหายใจสม่ำเสมอดังขึ้น ยามหลับ นางดูสงบนิ่ง ต่างจากยามปกติที่สง่าผ่าเผยโดยสิ้นเชิง



รออยู่พักหนึ่ง หลี่หมิงแน่ใจว่านางไม่อาจรับรู้ จึงยื่นมืออย่างรวดเร็ว คลุมผ้าห่มให้นาง แล้วรีบชักมือกลับ



“ราตรีสวัสดิ์”



หลี่หมิงปิดชามอสงไขย มองก้นชาม พลังเกือบหมด เหลือเพียงแสงแดงริบหรี่



เขาก็ควรนอนแล้ว หลังกล่าวจบ หลี่หมิงก็เดินกลับห้องนอนของตัวเอง



……



แคว้นต้าอู่ ตำหนักบรรทม



คิ้วของอู่เซียวขยับเล็กน้อย มือดึงผ้าห่มกระชับ มุมปากยกเป็นรอยยิ้มบางๆ





สองวันต่อมา เสียงสุนัขเห่าดังไม่ขาดสายจากป่าดอกท้อ



หลี่หมิงคิดจะทำนายอดีตของสุนัขดำต่อ อยากรู้ว่ามันเคยประสบอะไรมาบ้าง ณ ใจกลางแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ



เพิ่งจับอุ้งเท้ามันไว้ มันก็ทำหน้าราวกับถูกกลั่นแกล้ง ข่มเหงรังแกอย่างหนัก



ดิ้นรนไม่หยุด ครั้นดิ้นไม่หลุด ดวงตาเริ่มสั่นไหว น้ำตาไหลพรั่งพรู



สุนัขดำมั่นใจแล้วว่า หลี่หมิงคิดจะ ‘ฝึกวิชาจิตหยกดรุณี’ กับมัน



มันจึงร้องไห้แทบขาดใจ รับความน้อยใจไม่ไหว คนเราจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร



มันไม่ใช่เด็กสาวเสียหน่อย จะไปฝึกวิชาจิตหยกดรุณีได้อย่างไร



สุนัขดำดิ้นสุดชีวิต แต่สลัดมือปีศาจของหลี่หมิงไม่หลุด จึงพ่นน้ำลายใส่ด้วยความคับแค้น



หลี่หมิงหน้าแข็ง จับมันกดลงแล้วซัดไปหนึ่งชุด ตีจนมันสี่ขากระตุก น้ำลายฟูมปาก ร่างกายมีประกายไฟแลบ อาการปางตาย



พักใหญ่ สุนัขดำเลิกคิดต่อต้าน



นอนแผ่กับพื้น สีหน้าราวกับ ‘หมูตายไม่กลัวน้ำร้อน’ ในใจขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คิดว่าเอาเถอะ ฝึกก็ฝึก



แค่หวังว่าหลี่หมิงจะเบามือหน่อย



ทว่าหลี่หมิงกลับไม่สนใจมันต่อ สุนัขดำเลยยิ่งรู้สึกเสียหน้า



มันอุตส่าห์ทำใจแล้ว เขากลับไม่ไยดี



มันเห่า ‘โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง’ อย่างไม่พอใจ แต่พอเห็นรอบกายหลี่หมิงมีหมอกโกลาหลอันน่าสะพรึงกลัวหมุนวน ก็วิ่งเผ่นหนีไปทันที



“เจ้าหมานี่ต้องมีอะไรแปลกๆ แน่”



หลี่หมิงลูบคางครุ่นคิด



“จะทำนายอดีตมัน กลับต่อต้านข้า หรือว่าใจกลางแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพจะซ่อนความลับที่ไม่อาจเปิดเผยเอาไว้”



คิดถึงตรงนี้ ความสนใจเขาพุ่งสูง



“ดูท่าเสี้ยวแดนตะวันออกแห่งแดนปฐมกาลจะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”



“แค่พื้นที่หนึ่งยังชวนให้หลงใหล ภายนอกคงยิ่งตื่นตาตื่นใจ” หลี่หมิงพ่นลมหายใจยาว ตั้งตารอวันที่ตนจะออกไปได้



แต่จะได้ออกไปเมื่อไรเล่า



เขาจ้องฟ้าดิน พยายามใช้พลังขั้นหลอมปราณระดับ 1022 สั่นสะเทือนที่แห่งนี้ ทว่าไร้ผล



ดูเหมือนจะยังคงต้องฝึกต่อ



ร้อยปีออกไม่ได้ ก็สามร้อยปี สามร้อยปีไม่ได้ ก็สามพันปี ยังไม่ได้อีก ก็แสนปี



เขาไม่เชื่อว่าจะออกไม่ได้จริง



หลี่หมิงอารมณ์ดี ตั้งใจฝึกต่อ มุ่งจะฝึกวิชาหลอมปราณให้ถึงขีดสุด



กำลังจะเริ่ม ทันใดนั้น ดอกท้อในป่าค่อยๆ ลอยขึ้น



เขาขมวดคิ้ว ตนยังไม่ลงมือเลย เหตุใดจึงเกิดสภาพเช่นนี้ หรือว่าสุนัขดำกำลังฝึกวิชา



กวาดตามอง ไม่เห็นสุนัขดำ กลับเห็นชายชราคนหนึ่ง



ผมขาวโพลน สวมชุดขาว กำลังรำไท่จี๋ช้าๆ ตัวเขานั่นเองที่กวาดดอกท้อทั่วพื้นให้หมุนวน ทำให้โลกป่าดอกท้อราวกับตกอยู่ในสภาวะหยินหยางไร้สมดุล ตกสู่ความปั่นป่วนโกลาหล



“มีคนมาเยือนอีกแล้ว”



หลี่หมิงก้มดูป้ายพฤกษามังกรที่เอว ตัวเลขบนนั้นคือ ‘48’



แทนระยะเวลาที่อีกฝ่ายสามารถอยู่ที่นี่ได้ ตั้งแต่จิ๋นซีฮ่องเต้มาที่นี่ เวลาของผู้มาเยือนก็ยืดยาวขึ้น



แม้ไม่รู้เหตุผลแน่ชัด แต่ต้องเกี่ยวข้องกับบางสิ่งอย่างแน่นอน



หลี่หมิงเงยหน้ามองชายชรา ผมขาวแต่ใบหน้าแทบไร้ริ้วรอย ลักษณะชรากายหนุ่ม ดูคล้ายเซียนยิ่งนัก



“ผู้ใด” ชายชราหยุดมือ ดอกท้อที่ลอยอยู่กลางอากาศราวกับหยุดนิ่ง



“หลี่หมิง”



“ที่นี่คือที่ใด” ชายชรารู้สึกว่าสภาพแวดล้อมต่างจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง สีหน้าระแวงยิ่ง ไม่รู้ว่าผู้ใดมีฤทธิ์เดชถึงเพียงนี้



เมื่อครู่เขายังรำไท่จี๋อยู่ในลานบ้านตน พริบตาเดียวก็มาโผล่ที่นี่



“สำนักห้วงเมฆา” หลี่หมิงยิ้ม “เจ้ารำไท่จี๋ได้ดีนัก เจ้าชื่ออะไร”



“จางซานเฟิงแห่งบู๊ตึ๊ง” ชายชราประสานมือคำนับ



“ที่แท้ก็เจ้านี่เอง” หลี่หมิงมองเขา นี่คือบุคคลที่ใครในยุทธภพก็เลี่ยงไม่พ้น “เจ้าน่าจะอายุร้อยปีแล้วกระมัง”



“ปีนี้ครบหนึ่งร้อยพอดี” จางซานเฟิงตอบ



หลี่หมิงกล่าว “ข้าได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามานาน อยากขอประลองสักครา ไม่ทราบได้หรือไม่”



จางซานเฟิงยกมือเชิญ



ทั้งสองเปิดศึกประชันฝีมือทันที



หลี่หมิงไม่ใช้ปราณวิญญาณ เพราะหากใช้ คงชนะในพริบตาเดียว



เพียงใช้หมัดเท้าเปล่าเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว พลิกแพลง ดึงพลังทั้งป่าดอกท้อเข้ามา



สมแล้วที่เป็นจางซานเฟิง ยังต้านทานได้ระดับหนึ่ง



ในความทรงจำหลี่หมิง จางซานเฟิงวัยสิบกว่าปีก็เหนือกว่ายุทธภพยุคหนึ่งแล้ว



วัยกลางคน แม้ไม่ค่อยลงมือ แต่ชื่อเสียงเลื่องลือ ยอดฝีมืออย่างหยางติ่งเทียนยังมีเพียงเขาผู้เดียวที่พอสู้ต่อกรได้ ว่ากันว่าเคยประมือกันสามวันสามคืน



ท้ายที่สุดหยางติ่งเทียนพ่ายแพ้ บาดเจ็บสาหัส



วัยเก้าสิบ เขาล้มเหล่ายอดฝีมือได้ในพริบตา



วัยร้อยปี แม้บาดเจ็บ ก็ยังลงมือโค่นเหล่ายอดฝีมืออันดับต้นๆ ได้ทันที



หมัดไท่จี๋ และกระบี่ไท่จี๋ของเขาถูกขนานนามว่า ‘ส่องสว่างสืบภายหน้า เปล่งประกายพันกาล’



ชี้ชัดว่าขณะนั้น เขาแตะขีดสุดแห่งวรยุทธ์แล้ว



วรยุทธ์มีขีดจำกัด ถึงจุดสูงสุดแล้วยากจะก้าวต่อไปข้างหน้า



จางซานเฟิงยังแสวงหาความก้าวหน้า แต่ไร้เบาะแสใดๆ



“บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่เขามาที่นี่” หลี่หมิงคาดเดา



ไท่จี๋ของจางซานเฟิงใช้อ่อนสยบแข็ง สลายแรงอย่างต่อเนื่อง



ทว่าไม่นานก็ยังต้านการโจมตีของหลี่หมิงไม่ไหว



จางซานเฟิงมั่นใจในฝีมือตน ไม่คิดว่าวันนี้จะพบวัยรุ่นผู้หนึ่งราวกับเซียน อยู่คนละระดับโดยสิ้นเชิง



“ในยุทธภพ ข้าเห็นว่าอัจฉริยะที่สุดคือจางอู๋จี้ แล้วเจ้าผู้นี้เป็นใคร ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเจ้ามาก่อน” จางซานเฟิงถามด้วยความตกตะลึง



เขารู้สึกว่าสิ่งที่หลี่หมิงฝึก ไม่ใช่วรยุทธ์ แต่คล้ายวิชาเซียน



แต่โลกนี้มีเซียนจริงหรือ



เขาเริ่มสงสัย



“ข้าไม่ค่อยออกไปข้างนอก หรือว่ายุทธภพมีอัจฉริยะอีกคนผงาดขึ้นมาแล้ว” จางซานเฟิงมองเขา



“ไม่มี”



หลี่หมิงชี้นิ้วขึ้นฟ้า



ปลายนิ้วลอยปราณวิญญาณสายหนึ่ง ภายใต้การควบคุมของเขา ดอกท้อที่ปลิวว่อนรวมตัวเข้าหาปลายนิ้ว



ไม่นาน ดอกท้อกลายเป็นจางซานเฟิงร่างเล็ก



จางซานเฟิงตาเบิกกว้าง “เช่นนั้นเจ้าเป็นผู้ใด”



หลี่หมิงยิ้ม “หากบอกว่าข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียน เจ้าจะเชื่อหรือไม่เล่า”




ตอนก่อน

จบบทที่ เซียนกับยุทธ์

ตอนถัดไป