มลายสิ้นเป็นธุลี

ตอนที่ 30 มลายสิ้นเป็นธุลี



จ้าวสวรรค์ผู้หนึ่งกลับไม่มีแม้แต่โอกาสโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย



เพียงเส้นผมเส้นเดียว ก็ถูกสังหารอย่างง่ายดาย แม้แต่ดวงวิญญาณก็ถูกเส้นผมธรรมดาๆ เส้นนั้นบดขยี้จนไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว



ชั่วพริบตาเดียวก็ไม่ถึง จ้าวสวรรค์ก็ร่วงหล่นลงแล้ว



ขุมกำลังกว่าร้อยแห่งในเสี้ยวแดนตะวันออกต่างจับจ้องศึกครั้งนี้



พวกเขาคาดเดาความเป็นไปได้มานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า ใจกลางแดนหวงห้ามจะปรากฏเงาชายชุดขาว



และยิ่งไม่มีใครคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะ ‘เหนือสามัญ’ ถึงเพียงนี้ เพียงเส้นผมที่ลอยออกมาก็สามารถบดสังหารจ้าวสวรรค์ได้



……



“เส้นผมเส้นเดียว สังหารจ้าวสวรรค์!”



หญิงชราหัวหน้าหมู่บ้านชราตกตะลึงจนไม่อาจบรรยาย นางเคยคิดว่าตนเองแทบไร้ผู้ต้านในเสี้ยวแดนตะวันออก



แต่เมื่อเผชิญกับชายชุดขาวผู้นี้ นางกลับไม่กล้าพูดว่าเอาชนะได้



นี่คือผู้แข็งแกร่ง ที่เหนือกว่า ‘ราชันเซียน’ ตามตำนานเสียอีก



เมื่อครั้งยังเยาว์ นางเคยฟังปู่เล่าเรื่องแดนปฐมกาล เล่าว่าเป็นแผ่นดินอัศจรรย์ เต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วน และมีตำนานกล่าวถึงตัวตนระดับสูงสุด



สามารถใช้เพียงหญ้าหนึ่งก้าน ผ่าสุริยันจันทราแลหมู่มวลดารา มีชีวิตยืนยาวผ่านกาลยุคแล้วกาลยุคเล่า



ตัวตนเช่นนั้น เรียกว่า ‘ราชันเซียน’



แต่นั่นเป็นเพียงตำนานเล่าขาน ปู่ของนางก็ได้ยินมาอีกทอดหนึ่ง ส่วนการได้เห็นด้วยตา นาง ปู่ของนาง หรือแม้แต่ปู่ทวด ล้วนไม่เคยเห็นราชันเซียนตัวจริง



มันเป็นเพียงนามเรียกในคำเล่าขาน



ทั้งแดนปฐมกาล ต่างแสวงหาขั้นที่สูงยิ่งกว่าหวังทะลวงพันธนาการของเซียน ควบคุมกฎเกณฑ์ และระเบียบแห่งฟ้าดิน



หญิงชราเกิดความรู้สึกเลือนรางขึ้นมา บางที…ขั้นถัดไปจากเซียน อาจเป็นขั้นของชายชุดขาวผู้นี้



……



เสี้ยวแดนตะวันออก แดนศักดิ์สิทธิ์เผ่ามังกร ซึ่งแท้จริงคือผืนน้ำทะเลกว้างใหญ่ มังกรมรกตตัวหนึ่งพลิกคลื่นคำรามก้อง



“โฮกกก! นี่คือขั้นราชันเซียนที่บรรพชนพูดถึงหรือ หนึ่งเส้นผมก็เป็นดั่งศาสตราเซียนเบิกฟ้า!”



ทางทิศตะวันตก พระภิกษุผู้หนึ่งมองดอกบัวโลกในฝ่ามือซึ่งเริ่มแตกร้าว ในใจเขาเกิดความคิดว่า



ขั้นจ้าวสวรรค์…ดูเหมือนจะไม่สูงส่งอย่างที่คิดเอาไว้เสียแล้ว



ทางทิศใต้ ณ รังวิหคอมตะ วิหคศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่งโผล่ศีรษะออกมา แผดเสียงสู่ฟ้า ท้องนภาถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ



ทางทิศเหนือ เหล่าอัจฉริยะหนุ่มสาวในแดนหวงห้าม ต่างหัวใจสั่นสะท้าน



แคว้นต้าอู่ อู่เซียว และสามมหาเทพพิทักษ์ ไม่มีใครเอ่ยคำใด แต่เลือดลมในร่างเดือดพล่าน



นี่แหละ คือขั้นพลังที่ผู้บำเพ็ญเซียนพึงคว้าหา เส้นผมเส้นเดียว สังหารจ้าวสวรรค์



ภาพอันน่าตะลึงนี้ เกิดขึ้นทั่วเสี้ยวแดนตะวันออก จิตใจของผู้คนถูกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง



แต่สิ่งที่ตามมา ยิ่งทำให้พวกเขาจดจำไปชั่วชีวิต



……



หลังจากแคว้นอินซานสูญเสียจ้าวสวรรค์ไปหนึ่งคน ทุกอย่างยังไม่จบ



เส้นผมที่ลอยออกไป ยังคงกวาดฟาดไปทั่วบริเวณ จักรพรรดิอินซาน และจ้าวสวรรค์อีกหกคนจำต้องออกมารับศึก



ศึกจ้าวสวรรค์ปะทุขึ้น



จักรพรรดิอินซาน ซึ่งอยู่เหนือจ้าวสวรรค์ระเบิดพลังออกมาอย่างน่าสะพรึง ฟ้าดินสั่นสะเทือน แดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพโคลงเคลง รอยแยกขนาดมหึมาปรากฏไม่หยุดหย่อน



ปราณเซียน กระแสพลัง และพลังหลากหลายปะทะกันอึงคะนึง



ท้องฟ้ามืดมิด ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาราปรากฏพร้อมกัน



ศึกใหญ่ระดับเหนือจินตนาการอุบัติขึ้น จ้าวสวรรค์ทั้งหกและจักรพรรดิอินซานพยายามถ่วงเวลา เพื่อให้ผู้คนของแคว้นอินซานถอนตัวออกจากแดนหวงห้าม



แต่ในขณะนั้นเอง แววตาสีแดงของชายชุดขาวกลับน่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม



เส้นผมทีละเส้น ลอยออกมา ราวกับศาสตราเซียนสูงสุดแห่งฟ้าดิน



ภาพอันโหดร้ายเริ่มต้นขึ้น



เซียนแท้ร่วงหล่น จ้าวพิภพนองเลือด



เสียงกรีดร้องดังไม่ขาดสาย เส้นผมเหล่านั้น ราวยมทูตเก็บเกี่ยวชีวิต เข่นฆ่าทุกสิ่งที่ขวางหน้า



แม้จ้าวสวรรค์ทั้งหก และจักรพรรดิอินซานพยายามหลบหนี



แต่เส้นผมกลับแทรกซึมทุกช่องว่าง ไม่ว่าพวกเขาจะใช้อาวุธระดับใดต้านรับ ล้วนถูกทำลายอย่างง่ายดาย



ยิ่งสู้เลือดยิ่งนอง กระดูกขาวลอยเกลื่อน ซากศพทับซ้อนทั่วพื้นดิน



เลือดจำนวนมหาศาลซึมลงสู่รอยแยกของภูผาเทพ



ฉับพลัน



สามสิบหกภูผาเทพเปล่งแสงเจิดจ้า ทั้งเสี้ยวแดนตะวันออกเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่



ผืนดินสั่นสะเทือน ท้องฟ้าแตกร้าว ภาพอันน่าสะพรึงอุบัติขึ้น



แม้แต่สำนักห้วงเมฆาที่หลี่หมิงพำนักอยู่ พื้นดินยังสั่นสะเทือนเล็กน้อย โชคดีที่ไม่รบกวนการรับชมภาพในชามอสงไขย



“แดนหวงห้าม… บ้าคลั่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”



หลี่หมิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา



สุนัขดำตัวสั่นงันงก แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว



ตูม! ตูม! ตูม!



ภาพในชามอสงไขย ราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม



แสงจากแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ สาดส่องไปทั่วเสี้ยวแดนตะวันออก



ไม่ว่าถ้ำบุพกาลหมื่นวิญญาณ สำนักหมื่นพุทธ รังวิหคอมตะ หรือแดนหวงห้ามสิบหมื่นขุนเขา ล้วนเห็นแสงสีทองเจิดจ้า



ผืนดินทั้งเสี้ยวแดนตะวันออกสั่นสะเทือน ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะพลิกคว่ำแผ่นดินแดนปฐมกาล



ครืน ครืน ครืน



รอยแยกมหึมาปรากฏ ทอดยาวนับสิบล้านลี้



ปราณเซียนไร้ขอบเขตพวยพุ่งจากใต้ดิน



ในชั่วพริบตา บริเวณรอบสามสิบหกภูผาเทพนับสิบล้านลี้ เกิดเสียงคำรามสนั่น



จากนั้น



ภูเขาใหญ่หนึ่งร้อยแปดลูก ผุดขึ้นจากผืนดิน



หนึ่งร้อยแปดภูผา กลายเป็นวงนอก โอบล้อมสามสิบหกภูผาเทพซึ่งเป็นวงใน



ผู้คนของแคว้นอินซาน ถูกล้อมกรอบโดยแดนหวงห้ามอย่างสมบูรณ์แบบ



ชายชุดขาวยังยืนอยู่บนยอดเขา บางครั้งเส้นผมไม่กี่เส้นลอยออกไป กวาดผ่านไปทุกทิศทาง



คร่าชีวิตนับไม่ถ้วน เสียงคร่ำครวญดังก้อง ศพท่วมภูเขา เลือดนองเป็นทะเล กระดูกขาวนับล้านลอยขึ้นลง



เสียงร้องขอชีวิตดังไม่ขาดสาย



แต่ไร้ประโยชน์



แคว้นอินซานฝึกวิถีศพ เป็นวิถีที่ขัดต่อหลักฟ้าดิน การถูกล้างบาง กลับยิ่งไม่มีใครกล้ายื่นมือช่วย



แดนหวงห้ามในยามนี้ ราวกับอสูรบรรพกาลฟื้นคืนชีพ สามสิบหกภูผาเทพเป็นแก่น หนึ่งร้อยแปดภูผาเป็นกรอบนอก



ยืนตระหง่าน กดทับผืนแผ่นดินเสี้ยวแดนตะวันออก



เดิมที แดนหวงห้ามหมื่นบรรพตถูกยกให้เป็นพื้นที่อันตรายที่สุด



บัดนี้ กลับต้องเพิ่มอีกแห่ง แดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ



ศึกครั้งนี้ ดำเนินไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม



ผู้บำเพ็ญเซียนห้าสิบล้านคนของแคว้นอินซานถูกสังหารสิ้น ซากศพที่ผ่านการหลอมก็แตกสลายเป็นผุยผง



จ้าวสวรรค์ทั้งหกรวมถึงจักรพรรดิอินซาน ไม่อาจต้านทานเส้นผมเหล่านั้นได้ ร่างกายถูกเจาะทะลุ



ไม่ว่าพวกเขาจะดิ้นรนเพียงใด ใช้อาวุธหรือปราณวิญญาณที่มีมาต้านรับมากเพียงใด สุดท้ายก็ถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณ



นับแต่นั้น



แคว้นอินซานซึ่งยิ่งใหญ่ อหังการ และดำรงอยู่มานับหมื่นปี ก็สูญสลายไปจากหน้าประวัติศาสตร์



เหตุเพราะยกทัพทั้งแคว้นบุกแดนหวงห้าม



สิ่งที่สั่นสะเทือนที่สุด ไม่ใช่เพียงการล่มสลายของแคว้นอินซาน



แต่คือการปรากฏตัวของแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ



ในเสี้ยวแดนตะวันออก นอกจากแดนหวงห้ามหมื่นบรรพตทางเหนือ ก็มีเพียงดินแดนแห่งนี้ ที่แผ่กว้างครอบคลุมถึงสิบล้านลี้



การอุบัติของแดนหวงห้ามทำให้ทั้งเสี้ยวแดนตะวันออกตกตะลึง แม้แต่ดินแดนนอกเขตยังเริ่มหันมาจับตามอง



ท่ามกลางความสั่นสะเทือนของโลกภายนอก



บนยอดเขาใจกลางแดนหวงห้าม ชายชุดขาวที่ถูกล่ามโซ่ยืนเหม่อมองท้องฟ้า ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่



เขามองอยู่นาน…นานมาก



แล้วเสียงโซ่เหล็กก็ดังขึ้นอีกครั้ง โซ่เริ่มหดรัดอย่างรวดเร็ว พลังลึกลับสายหนึ่งพุ่งเข้ามา



เขาดิ้นรน แต่ไร้ผล



โซ่เหล็กรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ ลากเขากลับเข้าไป



ก่อนจะหายลับไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาของเขาเอ่อล้นด้วยน้ำตา และเสียงแผ่วเบาดังก้อง



“นายท่าน… หนึ่งหมื่นปีแล้ว ท่าน…โปรดกลับมาเถิด”



ฉับ…



โลกที่ถูกฉายผ่านชามอสงไขยกลายเป็นแสงขาวโพลน ภาพทั้งหมดดับวูบ นั่นหมายความว่า…พลังงานหมดลงแล้ว



ภาพสุดท้ายก่อนการฉายจะหยุดลง หลี่หมิงยังคงเห็นชัดเจน ถ้อยคำแรก และเป็นถ้อยคำสุดท้ายที่เขาเอ่ยออกมา



เดิมที หลี่หมิงคิดว่าชายชุดขาวนั้นคือราชันเซียน หรืออย่างน้อยก็เป็นตัวตนระดับปราชญ์ ฐานะสูงส่งยิ่ง



แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า เขายังมี ‘เจ้านาย’ เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น



หากผู้ใต้บังคับบัญชายังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เช่นนั้น เจ้านายของเขาจะต้องแข็งแกร่งถึงระดับใดกันแน่?



หลี่หมิงไม่กล้าคิดต่อ



แดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ แท้จริงแล้ว…เป็นตัวตนระดับใด?



เขานั่งขัดสมาธิบนพื้นดิน เงียบงัน ครุ่นคิด



ภาพของภูผาเทพสามสิบหกยอดในวงใน ภูเขาหนึ่งร้อยแปดลูกในวงนอก เหวลึก หน้าผาสูงชัน พิธีฝังศพแขวนโลงอันประหลาด



ภาพของแคว้นอินซานยกทัพทั้งแคว้นบุกแดนหวงห้าม สุดท้ายกลับถูกเส้นผมไม่กี่เส้นจากชายชุดขาวสังหารจนมลายเป็นผุยผง



ภาพของจ้าวพิภพ และจ้าวสวรรค์แห่งเสี้ยวแดนตะวันออกแย่งชิงอำนาจท่ามกลางฟ้าดิน



ภาพแล้วภาพเล่า ผุดขึ้นในห้วงความคิด



ในขณะนั้นเอง ตัวเขาที่ติดคอขวดมานานหลายปี พลันมีสัญญาณคลายตัว



ดวงตาหลี่หมิงสว่างวาบ ความเข้าใจบังเกิด!



เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบมุ่งหน้าไปยังป่าท้อ ผนึกมุทรา ร่างกายค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น



การตระหนักรู้เช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง ต้องรีบเก็บเกี่ยวจะฝ่าด่านได้หรือเปล่า อยู่ที่ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว



เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง



จิตว่าง กายสงบ รับรู้ฟ้าดิน



กระแสปราณพวยพุ่งออกจากร่างโดยธรรมชาติ แผ่เป็นหมอกโกลาหล ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏทีละเส้น



ไม่นาน หลี่หมิงก็เข้าสู่สภาวะอันแปลกพิสดาร เขารู้สึกราวกับจิตวิญญาณล่องลอยสู่ห้วงสุญญะ นั่งอยู่เหนือสรรพมรรคาแห่งฟ้าดิน



เป็นสภาวะที่ยากจะอธิบายด้วยถ้อยคำ



การตระหนักรู้ครั้งนี้ ยืดเยื้อนานถึงสามวันเต็ม



……



บนสะพานไม้ สุนัขดำไม่ได้นอนหลับตลอดสามวัน



มันจ้องหลี่หมิงตาไม่กะพริบ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล



สภาวะของหลี่หมิง… แปลกประหลาดยิ่งนัก



มันไม่เคยเห็นสภาพเช่นนี้มาก่อน กลัวว่าจะเกิดอันตราย



อีกสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว



สุนัขดำเริ่มรู้สึกว่า หากยังไม่ได้นอน มันคงไม่รอดแน่



แต่ในขณะนั้นเอง ปรากฏการณ์ประหลาดก็เริ่มอุบัติขึ้น



มันเห็นเงามังกรสีทองปรากฏขึ้นเบื้องหลังหลี่หมิง มังกรศักดิ์สิทธิ์ขดกายวนเวียน



เพียงพริบตา มังกรก็แปรเปลี่ยนเป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง ยืนอยู่ข้างกายเขา



อาภรณ์พลิ้วไหว กลิ่นอายเย็นเยียบ ดุจไม่ข้องเกี่ยวกับโลกมนุษย์



สุนัขดำจำได้ดี นางผู้นี้มีชื่อว่า เสี่ยวหลงหนี่ว์ เป็นคนแรกที่ตกเข้ามาในสำนักห้วงเมฆา



มันประหลาดใจยิ่งนัก เหตุใดเสี่ยวหลงหนี่ว์จึงกลายเป็นมังกร ปรากฏอยู่เบื้องหลังหลี่หมิง?



แต่ไม่นาน ร่างของนางก็สลายหายไป



ต่อจากนั้น ภาพของราชวงศ์ที่จูหยวนจางก็สะท้อนขึ้นมา



แสงตะวัน และจันทราสาดส่องทั่วแผ่นดินล้วนเป็นแคว้นต้าหมิง



ไม่นาน ภาพก็แปรเปลี่ยนอีกครั้ง



ฟางจงหย่งท่องบทความพันปี ขณะเดียวกันก็ประดิษฐ์นาฬิกาแห่งกาลเวลา



จากนั้น หญิงสาวครึ่งงูครึ่งมนุษย์ยืนลอยอยู่กลางอากาศ งดงาม บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์



นางคือทายาทของหนี่ว์วา จ้าวหลิงเอ๋อร์



ต่อด้วยการปรากฏของหงขุย และหลานขุย



จั่วเชียนหู่ มนุษย์ธรรมดาผู้มีร่างกายเทียบเท่าเทพเจ้า



จักรพรรดิจิ๋นซีสวมมงกุฎอาภรณ์มังกรดำ กระบี่คาดเอว โบกมือเพียงครั้งก็กลืนกินจักรวาล



จางซานเฟิง เหลียงซานป๋อกับจู่อิงไถ เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนจากตำราพิสดาร…



เงาร่างที่เคยปรากฏ ณ ที่แห่งนี้ ล้วนกลับมาปรากฏอีกครั้ง กลายเป็นภาพอันแสนงดงาม คลี่คลายอยู่รอบกายหลี่หมิง



สุนัขดำตะลึงงัน แทบไม่เชื่อสายตา



เรื่องเหล่านี้…ล้วนเป็นอดีตกาลอันไกลโพ้น เหตุใดจึงปรากฏขึ้นรอบกายเขา?



ยากจะอธิบาย เกินจะทำความเข้าใจ



ภาพนับหมื่นนับแสนหมุนเวียน ลอยขึ้นลง รัศมีเป็นวงแล้ววงเล่า



หลี่หมิง ราวกับเป็นศูนย์กลางของโลกหล้า ควบคุมสรรพจักรวาล



สุนัขดำซึ่งเดิมง่วงงัน บัดนี้ตื่นเต็มตา ไม่กล้ากะพริบ เกรงจะพลั้งพลาดสิ่งใดไป



เงาร่างมากมายเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว เร็วขึ้น…เร็วขึ้น…



จนกระทั่ง



ทุกอย่างหยุดนิ่ง



สุนัขดำเห็นว่า รอบกายหลี่หมิง ล้วนเป็น ‘โลก’ ทีละใบ



จากนั้น โลกเหล่านั้นก็ค่อยๆ ดับสูญ ปรากฏการณ์ทั้งหมดสลายหายไป



ฉับพลัน



ท้องฟ้ามืดดับ ฟ้าดินสั่นสะเทือน



สายฟ้าแห่งทัณฑ์สวรรค์อันน่าสะพรึงถล่มลงมา ราวกับจะบดทำลายทุกสิ่ง



สุนัขดำตัวสั่นสะท้าน หากทัณฑ์สวรรค์นี้ตกลงบนมัน ย่อมตกตายทันที



มันไม่อาจจำแนกได้เลยว่านี่คือทัณฑ์สวรรค์ระดับใดกันแน่



ได้แต่จ้องตาค้าง ร่างกายสั่นงันงก



……



สุนัขดำไม่อาจรู้ได้ แต่หลี่หมิง…กลับรู้แล้ว



ทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังมาเยือน คือ ‘หนึ่งเคราะห์ยวน’



สาเหตุที่ขั้นหลอมปราณของเขาติดอยู่ที่ระดับ 129,600 ไม่อาจก้าวหน้าได้ ก็เพราะเผชิญกับด่านเคราะห์นี้เอง



หนึ่งยวน คืออะไร?



คัมภีร์โบราณกล่าวไว้ว่า



หนึ่งยวน เท่ากับ 12 หุย เท่ากับ 360 ยุ่น เท่ากับ 4,320 สมัย เท่ากับ 129,600 ปี



หนึ่งหุย เท่ากับ 30 ยุ่น เท่ากับ 360 สมัย เท่ากับ 10,800 ปี



หนึ่งยุ่น เท่ากับ 12 สมัย เท่ากับ 360 ปี



หนึ่งสมัย เท่ากับ 30 ปี



กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากผู้ใดเอ่ยปากว่าจะรักชั่ว ‘หนึ่งสมัย’ ก็หมายถึงเพียงสามสิบปีเท่านั้น



หนึ่งเคราะห์ยวน คือด่านเคราะห์ฟ้าดินที่ปรากฏทุก 129,600 ปี



และในวิชาหลอมปราณทุกครั้งที่พลังถึงระดับ 129,600 จะต้องเผชิญหนึ่งเคราะห์ยวน



นี่คือด่านเคราะห์แรกของหลี่หมิง



ฟ้าประทานเคราะห์ไร้ขอบเขต



หากก้าวผ่านย่อมเหมือนถือกำเนิดใหม่



หากล้มเหลว ย่อมสลายสิ้น



ด่านเคราะห์นี้ ยืดเยื้อนานถึงหนึ่งเดือนเต็ม



หลี่หมิงราวกับต่อสู้กับฟ้า ต่อสู้กับดิน ต่อสู้กับสรรพสิ่ง



บาดเจ็บสาหัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื้อหนังฉีกขาดนับครั้งไม่ถ้วน



โชคดีที่เขามีวิชาเซียนมากมาย และพลังขั้นหลอมปราณนับแสนซ้อนทับจึงฝ่าฟันก้าวข้ามมาได้



เมื่อหลี่หมิงลืมตา เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง



เขาใช้มือกรีดแขนตนเองเบาๆ บาดแผลปรากฏขึ้น โลหิตสีทองไหลรินออกมา



พลังโลหิตมหาศาลพวยพุ่ง แสงทองพุ่งสู่ฟ้า ย้อมท้องนภาเป็นสีทองไร้ขอบเขต



แต่เพียงชั่วพริบตา บาดแผลก็สมานหาย



พลังฟื้นฟูอันน่าตะลึง



เขารู้สึกราวกับมีพลังฟื้นคืนไม่รู้จบ แม้ร่างจะแหลกสลาย ก็สามารถฟื้นกลับได้ในพริบตาเดียว



นี่คือผลของการฝ่าหนึ่งเคราะห์ยวนหรือ?



คำตอบ ชัดเจนยิ่งนัก



ขณะเขากำลังตื่นเต้นอยู่ ป้ายพฤกษามังกรก็ส่องแสง อักขระปรากฏขึ้นทีละบรรทัด



“รางวัล ขั้นหลอมปราณยี่สิบระดับ…”



“รางวัล ขั้นหลอมปราณยี่สิบระดับ…”



“รางวัล ขั้นหลอมปราณยี่สิบระดับ…”



อักขระลอยหาย แล้วก็ปรากฏขึ้นไม่หยุด



หลี่หมิงนึกถึงช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ติดอยู่ที่ขั้นหลอมปราณระดับ 129,600



ช่วงเวลานั้น ป้ายพฤกษามังกรไม่มอบพลังบำเพ็ญให้อีก มีเพียงสมบัติล้ำค่าเท่านั้น



เพราะยังไม่อาจฝ่าด่าน ไม่อาจซ้อนทับพลังที่มีได้



บัดนี้ เมื่อฝ่าด่านสำเร็จ รางวัลที่เคยค้างคาก็หลั่งไหลออกมาดุจสายน้ำเชี่ยวกราก



ทันใดนั้น เขานึกบางสิ่งขึ้นได้ สายตาหันไปมองโลงผลึกหยกแดง



ดูเหมือนว่า หากฝึกบำเพ็ญเซียนภายในโลงนั้นจะได้ผลทวีคูณเป็นสองเท่า



หลี่หมิงไม่รอช้า กระโดดเข้าไปในโลงผลึกหยกแดงปิดฝาโลงทันที ตั้งใจจะ ‘ลองระบบ’



ไม่คาดคิดว่า อักขระบนป้ายพฤกษามังกรจะเปลี่ยนไป



“รางวัล ขั้นหลอมปราณสี่สิบระดับ…”



“รางวัล ขั้นหลอมปราณสี่สิบระดับ…”




ตอนก่อน

จบบทที่ มลายสิ้นเป็นธุลี

ตอนถัดไป