คมเส้นผมปลิดชีพสังหาร

ตอนที่ 29 คมเส้นผมปลิดชีพสังหาร



ภายใต้บัญชาของจักรพรรดิอินซาน



แคว้นอินซานระดมผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสิ้นห้าสิบล้านคน รวมกับซากศพที่ควบคุมได้ จนมีจำนวนชีวิตรวมกันสูงถึงหนึ่งพันล้าน เมื่อมารวมตัวกัน ฟ้าดินก็เกิดความปั่นป่วนอย่างรุนแรง



เจ็ดจ้าวศพใต้บัญชาจักรพรรดิอินซานระเบิดพลังเต็มกำลังกระแสปราณก่อรูปเป็นคลื่นมหาศาล ดุจคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง กวาดถล่มไม่สิ้นสุด



“ถึงกับมีจ้าวสวรรค์เจ็ดคน!”



ผู้แข็งแกร่งจากแคว้นต้าอู่ แคว้นต้าโจว แคว้นต้าเฟิ่ง แคว้นหมื่นอสูร สำนักเซียนอเวจี สำนักเซียนหมื่นกาย สำนักเซียนเหินฟ้า ตระกูลเซียนตู ตระกูลหวงมู่ ตระกูลอวี่ลั่ว ตระกูลเมิ่งผอ ตระกูลฉางเซิง



เผ่ามังกร ถ้ำบุพกาลหมื่นวิญญาณ สำนักหมื่นพุทธ รังวิหคอมตะ รวมถึงขุมกำลังอื่นๆ และหมู่บ้านชราสงบ ตลอดจนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และสำนักเซียนต่างๆ



ยอดฝีมือสูงสุดของขุมกำลังทั้งหลายในเสี้ยวแดนตะวันออกแห่งแดนปฐมกาล ต่างจับจ้องศึกครั้งนี้



ไม่มีใครคาดคิดว่าแคว้นอินซานจะมีจ้าวสวรรค์มากถึงเจ็ดคน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงกล้าบุกแดนหวงห้ามอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด



ใช้เวลาเพียงหนึ่งหมื่นปี แคว้นอินซานก็ให้กำเนิดจ้าวสวรรค์ได้ถึงเจ็ดคน



ฝ่ายตระกูลเซียนตู ยอดฝีมือหลายคนเหงื่อซึมที่หน้าผาก นี่…คือกำลังรบที่แท้จริงของแคว้นอินซาน



น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้เชียวหรือ!



……



แคว้นต้าอู่



อู่เซียวสวมอาภรณ์บางสีแดงสด ขมวดคิ้วไม่หยุด ดวงตากะพริบถี่ อารมณ์ซับซ้อนยิ่งนัก



จ้าวสวรรค์เจ็ดคนโผล่มาจากไหนกัน?



จากการสืบสวนของหอร้อยปักษา แคว้นอินซานควรจะมีจ้าวสวรรค์เพียงสามถึงสี่คนเท่านั้น



แต่บัดนี้… กลับโผล่มาถึงเจ็ด!



ซ่อนลึกล้ำเหลือเกิน



ต้องรู้ไว้ว่า แคว้นต้าอู่ ซึ่งเป็นมหาอำนาจอันดับต้นๆ ของเสี้ยวแดนตะวันออก มีอาณาเขตกว้างใหญ่ กำลังมหาศาล ก็ยังมีจ้าวสวรรค์เพียงสามคนเท่านั้น



ได้แก่ มหาเทพพิทักษ์ประจำหอร้อยปักษา หอร้อยอสูร และหอพินิจดารา



ระดับนี้ถือว่าเป็นมาตรฐานของแคว้นอันดับต้นๆ สำนักเซียน หรือแดนศักดิ์สิทธิ์ส่วนใหญ่แล้ว



แต่แคว้นอินซานกลับมีถึงเจ็ดคน… มันไปโผล่มาจากไหนกัน?



ไม่เพียงอู่เซียว ขุมกำลังอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนก็มีคำถามเดียวกัน แต่สีหน้าที่ตื่นตะลึงที่สุด กลับเป็นของตระกูลเซียนตู



เพราะพวกเขาเคยขับเคี่ยวกับแคว้นอินซานมายาวนานถึงหนึ่งหมื่นปี



หากฝ่ายตรงข้ามมีจ้าวสวรรค์เจ็ดคนจริง ควรจะกลืนกินตระกูลเซียนตูได้ในคราวเดียวแล้ว



แต่แคว้นอินซานกลับไม่ทำ มีคำอธิบายได้เพียงหนึ่งเดียว



จ้าวสวรรค์ที่เหลือของแคว้นอินซานน่าจะเพิ่งฝ่าด่านในระยะเวลาอันสั้น หรือไม่ก็อาศัยวิชาต้องห้ามที่ไม่มีใครล่วงรู้ บังคับฝ่าด่าน กลายเป็นจ้าวสวรรค์



……



หลี่หมิงกับสุนัขดำพิงโลงผลึกหยกแดงอย่างเงียบงัน มองภาพในชามอสงไขย



แม้แต่เขาเองก็ยังคาดไม่ถึง แคว้นอินซานจะเปิดไพ่ตายเช่นนี้ ในห้วงเวลาชี้ชะตาแห่งการบุกแดนหวงห้าม



หลี่หมิงรู้ดีว่าเสี้ยวแดนตะวันออกมีการแบ่งระดับการฝึกออกเป็นสองช่วงหลักๆ



หลังจากอู่เซียวเคยถามหญิงชราหัวหน้าหมู่บ้าน เขาจึงรู้ว่า สิ่งที่อดีตอัครมหาเสนาบดีกล่าวถึงอย่าง ‘จ้าวยุทธ์’ หรือ ‘ราชันยุทธ์’ ล้วนเป็นเพียงคำยกย่องตนเองเท่านั้น



สำหรับเซียนแท้จริงนั้นคือผู้ที่ ‘ใช้เพียงหญ้าหนึ่งก้าน ผ่าสุริยันจันทราแลหมู่มวลดารา’



นับแต่นั้น อู่เซียวจึงเชื่อมต่อกับโลกภายนอก และได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับวิถีบำเพ็ญเซียน



ช่วงแรก คือขอบเขตมนุษย์ ขั้นหลอมปราณ ขั้นก่อรากฐาน ขั้นเบิกญาณ ขั้นชีพปราณ ขั้นแก่นทอง ขั้นวิญญาณก่อเกิด ขั้นตัดวิญญาณ ขั้นจิตเทพ ขั้นหลอมกายจิต และขั้นฝ่าด่านเคราะห์



เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากมนุษย์สู่เซียน



หากฝ่าด่านเคราะห์ล้มเหลวจะกลายเป็นกึ่งเซียน เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา



หากสำเร็จ ย่อมมีอายุเทียมฟ้าดิน เรียกว่า ‘เซียนแท้’



ต่อมา เมื่อกาลเวลาผ่านไปนับหมื่นปี ก็เข้าสู่ช่วงที่สอง ขอบเขตเซียน



เมื่อมีชีวิตนิรันดร์ เซียนแท้ย่อมไม่ยอมจำกัดตนจึงค้นคว้า ฝึกฝน เพื่อทะลวงพันธนาการ ควบคุมกฎเกณฑ์และระเบียบแห่งฟ้าดิน



จึงถือกำเนิดจ้าวพิภพ และจ้าวสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วน



จ้าวสวรรค์คือยอดฝีมือสูงสุดของแต่ละขุมกำลัง ตลอดหลายหมื่นปีที่ผ่านมา



การปะทะระดับจ้าวสวรรค์เพียงครั้งเดียว ก็สามารถก่อซากปรักหักพังครอบคลุมนับแสนลี้



หากเปิดศึกเต็มรูปแบบ ย่อมเป็นหายนะล่มฟ้าดินทลาย



การที่แคว้นอินซานส่งจ้าวสวรรค์ถึงเจ็ดคนจึงสั่นสะเทือนทั้งเสี้ยวแดนตะวันออก



หลี่หมิงเองก็รู้สึกเลือดลมเดือดพล่านกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียดว่า



“แดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพ… คราวนี้คงถึงคราวพังพินาศจริงๆ”



เขาไม่เชื่อว่าแดนหวงห้ามจะต้านทานการบุกตีของจ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดได้



……



จ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดของแคว้นอินซานลงมือพร้อมกัน



พวกเขาบุกเข้าแดนหวงห้ามจากเจ็ดทิศ นำทัพผู้บำเพ็ญเซียนกรูกันสังหารเข้าไป



ขณะเดียวกัน จักรพรรดิอินซาน ผู้มีพลังเหนือจ้าวสวรรค์ก็นำกำลังส่วนหนึ่งบุกเข้าไปเช่นกัน สังหารสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมในดินแดนนี้อย่างไร้ปรานี



แคว้นอินซานบุกเข้าแดนหวงห้ามจากแปดทิศ อานุภาพสะเทือนฟ้าดิน คลื่นพลังปราณสาดส่องทั่วนภา มิติปริแตก แผ่นดินขุนเขาแหลกสลาย



พลังอันบ้าคลั่งปะทุออกมาไม่หยุด



แสงรุ้งเจิดจ้าพุ่งสู่ฟ้า ท้องนภาถูกย้อมเป็นสีเลือด



ปราณเซียนมหาศาลระเบิดออก กระแสแสงไหลเวียนพร่างพราย



เพียงชั่วพริบตา สิ่งมีชีวิตนับพันล้านกรูเข้าสู่แดนหวงห้าม พายุปราณกวาดถล่มดินแดนแห่งนี้อย่างไร้ปรานี



บนหน้าผาสูงของภูผาเทพ โลงศพผลึกสีเลือดสั่นสะท้านไม่หยุด แสงสีเลือดบ้าคลั่งปะทุรอบตัว ฝาโลงค่อยๆ เปิดออก



สสารสีดำพุ่งออกมา แต่ยังไม่ทันหนีไปไกล ก็ถูกแรงจากในโลงดึงกลับเข้าไป



ราวกับว่า… ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น



จ้าวสวรรค์คนอื่นไม่ใส่ใจ มีเพียงผู้หนึ่งซึ่งเคยเผชิญเหตุคล้ายกันมาก่อน ที่ตัวสั่นเทาเล็กน้อย แต่ก็รีบข่มใจให้สงบลง



ตอนนี้ โลงเหล่านั้นยังไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ



สิ่งสำคัญคือ ใจกลางแดนหวงห้าม



ภายใต้การปะทะของพลังอันบ้าคลั่ง สามสิบหกภูผาเทพเริ่มรับไม่ไหว รอยแยกผุดขึ้นทั่วภูเขา ปราณมหาศาลพวยพุ่งออกมา



กระแสปราณเข้มข้นกว่าภายนอกหลายเท่า ไหลทะลักจากใต้พื้นดิน



ผู้บำเพ็ญเซียนแคว้นอินซานยิ่งบ้าคลั่ง นี่คือแดนฮวงจุ้ยชั้นเลิศ กลิ่นอายสังหารยิ่งรุนแรง ความโลภในใจถูกขยับขยายไม่หยุดหย่อน



พวกเขาฆ่าฟันสังหารยึดครองแดนหวงห้ามสามสิบหกภูผาเทพได้อย่างรวดเร็ว



จักรพรรดิอินซาน นำจ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดและจ้าวพิภพจำนวนมาก มาถึงใจกลางแดนหวงห้าม



เบื้องหน้าคือภูเขาทองคำลูกหนึ่ง



นี่แหละ ศูนย์กลางที่ซ่อนความลับซึ่งเขาปรารถนา



ไม่ลังเลแม้แต่น้อย จักรพรรดิอินซานออกคำสั่งบุกทันที



เขาโบกมือ ให้ผู้ใต้บัญชาขึ้นเขา



จ้าวพิภพผู้หนึ่งก้าวออกไป ยังไม่ทันขึ้นถึงครึ่งทาง ครึ่งร่างก็ถูกแรงลึกลับตัดขาดเป็นสองท่อน



เพียงพริบตาเดียว



ไม่มีใครมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างนั้นล้มลง ชักกระตุก ก่อนจะสิ้นชีพทันที



“นี่มัน…”



จักรพรรดิอินซานขมวดคิ้ว ยื่นมือเข้าไปในอาณาเขตภูเขา



ในพริบตาเดียว มือหายไป ถูกพลังลึกลับกลืนกิน



เขารีบดึงมือกลับ แขนที่ขาดงอกคืนอย่างรวดเร็ว สีหน้าเคร่งเครียดทันที



“ภูเขาลูกนี้มีข้อจำกัดร้ายแรง พวกเจ้า… ร่วมมือกันทำลายมัน!”



จ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดลงมือพร้อมกัน



แต่ไม่นานก็พบว่า ข้อจำกัดของภูเขาลูกนี้ ไม่อาจทำลายได้เลย ราวกับเป็นกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน



จักรพรรดิอินซานขมวดคิ้วอีกครั้ง โบกมือสั่งให้ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหมด ผนึกกำลังกันโจมตี



เขาไม่เชื่อว่ากำลังรบเกือบหนึ่งพันล้านชีวิตจะไม่อาจทำลายข้อจำกัดนี้ลงได้



ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม พลังฟ้าดินมหาศาลระเบิดออก



มิติแตกสลาย รอยแยกขนาดมหึมาผุดขึ้น สามสิบหกภูผาเทพแตกร้าว เกิดหุบเหวลึกนับไม่ถ้วน



พลังอันน่าสะพรึงปะทุขึ้นถึงขีดสุด และในขณะนั้นเอง



จากใจกลางแดนหวงห้าม มีเสียงโซ่เหล็กลากพื้นดังขึ้น



“ซอ… ซอ… ซอ…”



ทุกสายตาหันไปมอง เห็นชายชุดขาวเงาร่างเลือนราง ยืนอยู่บนยอดเขา



ภายใต้การถล่มของจ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ด และจักรพรรดิอินซาน



สามสิบหกภูผาเทพในแดนหวงห้ามแตกร้าว เสียงโซ่เหล็กลากครูดพื้นดังขึ้น เงาร่างเลือนรางนั้นปรากฏเด่นชัด ยืนอยู่บนยอดเขา



แขนขาทั้งสี่ถูกโซ่เหล็กพันธนาการ ลำตัวถูกโซ่แทงทะลุ เลือดเนื้อแหลกเละ



อาภรณ์สีขาวถูกย้อมเป็นสีแดงฉาน



หยาดเลือดไหลเอื่อยช้า ราวกับไม่ถูกแรงโน้มถ่วง ไม่ถูกผูกมัดด้วยห้วงมิติ และกาลเวลา ท้ายที่สุด หยดเลือดหนึ่งหยดก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น



กระแสพลังอันมหาศาลแผ่กระจายออกมา



ตูม!



พื้นดินยุบตัว กลายเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา



ต้องรู้ไว้ว่า นั่นเป็นเพียงหยดเลือดเดียวเท่านั้น



หากเขาลงมือจริง คงบดทำลายสุริยันจันทราแลหมู่มวลดาราได้สมกับนามเซียนอย่างแท้จริง



……



“คนผู้นี้คือใครกัน?”



ทางทิศตะวันออกของเสี้ยวแดนตะวันออก ณ ถ้ำบุพกาลหมื่นวิญญาณ ชายชราคนหนึ่งเพ่งมอง ดวงตาก่อหมอกชั้นแล้วชั้นเล่า พยายามมองให้เห็นโฉมหน้าชายชุดขาว



“มองไม่เห็นหน้าเขาเลย”



ทางทิศตะวันตก สามเณรวัยเยาว์มีตรา ‘สวัสติกะ’ กลางหว่างคิ้ว ฝ่ามือก่อกำเนิดโลกดอกบัว แต่ก็ยังไม่อาจมองเห็น



“น่าสนใจ…” ทางทิศใต้ ณ รังวิหคอมตะ สิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงตัวหนึ่งเบิกตากว้าง แต่ก็ยังมองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง



“แดนปฐมกาลมีตัวตนระดับนี้ด้วยหรือ?”



ทางทิศเหนือ เหล่ายอดอัจฉริยะหนุ่มสาวกำลังชิงชัยในแดนหวงห้าม ต่างตกตะลึงเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นผู้แข็งแกร่งระดับนี้



เพียงหยดเลือดเดียว ก็สร้างปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงได้ถึงเพียงนี้



……



สำนักเซียนหมื่นกาย สำนักเซียนเหินฟ้า สำนักเซียนอเวจี ตระกูลเซียนตู ตระกูลหวงมู่ ตระกูลเมิ่งผอ ตระกูลอวี่ลั่ว ตระกูลฉางเซิง เผ่ามังกร สำนักต่างๆ และดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากมาย



ทั้งหมดล้วนสั่นสะเทือน ผู้แข็งแกร่งผู้นี้โผล่มาจากที่ใดกันแน่?



พวกเขาใช้ทุกวิถีทาง แต่ก็ยังไม่อาจเห็นโฉมหน้าแม้แต่น้อย กระทั่งแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง



เพียงเท่านี้ก็พอจะพิสูจน์ความน่าสะพรึงของชายชุดขาวได้แล้ว



แต่เหตุใด ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ กลับถูกจองจำราวนักโทษ แขนขาถูกล่ามโซ่ แม้แต่ร่างกายก็ถูกแทงทะลุ เรื่องนี้… ย่อมไม่ธรรมดา



……



แคว้นต้าอู่



อู่เซียวจ้องภาพกลางท้องพระโรงอย่างไม่กะพริบตา เอ่ยถามขึ้นว่า



“มีผู้ใดเห็นโฉมหน้าของเขาบ้างหรือไม่?”



มหาเทพพิทักษ์ประจำหอร้อยปักษา หอร้อยอสูร และหอพินิจดาราต่างส่ายหน้า



แม้แต่นาง ผู้มีขั้นพลังเหนือจ้าวสวรรค์ก็ยังมองไม่เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสามมหาเทพพิทักษ์หรือขุนนางคนอื่นๆ



……



แคว้นต้าอู่ หมู่บ้านชราสงบ



หญิงชราหัวหน้าหมู่บ้านสีหน้าหนักอึ้ง



“ข้ายังมองไม่เห็นโฉมหน้า แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง เสี้ยวแดนตะวันออกยังมีผู้แข็งแกร่งระดับนี้อยู่อีกหรือ?”



ชายขี้เมาในหมู่บ้านสัมผัสบางสิ่งได้ ฉับพลันคลุ้มคลั่ง ชี้ฟ้า ดื่มเหล้าไปตะโกนไป



“ข้าจะทลายฟ้า!”



คนตัดฟืนที่ลับมีดเงยหน้าขึ้น ดวงตาดุจสายฟ้า



“ฟ้าสูงขนาดนั้นจริงหรือ?”



นักพนันที่เสียตา จมูก หู มือ และเท้าไปหมด หัวเราะลั่น



“ฟ้าเอ๋ย! กล้าเดิมพันกับข้าอีกสักตาหรือไม่?”



ชายชราตกปลาถือคันเบ็ด เขาถือว่าเป็นคนปกติที่สุดในหมู่บ้าน เพียงแต่ตกปลาไม่เคยใช้เบ็ด ยามนี้เขาเงยหน้ามองฟ้าแล้วพึมพำ



“ตกเจ้านี่แหละ…”



ชาวบ้านกว่าสิบคนในหมู่บ้านชราแทบจะ ‘กำเริบ’ พร้อมกัน



หญิงชราหัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจเบาๆ



“ดูท่าว่า…ปัญหาใหญ่จะเกิดขึ้นแล้ว”



……



สำนักห้วงเมฆา



สุนัขดำจ้องชามอสงไขย เห่าลั่นราวกับเสียสติ ลุกพรวดขึ้น แยกเขี้ยวใส่หลี่หมิง พ่นน้ำลายกระเซ็น



“เจ้ายังจะเห่าอีกหรือ เชื่อมั้ยว่าข้าจะตีเจ้าให้ตาย?”



หลี่หมิงหมดคำจะพูด ดูอยู่ดีๆ ไยจู่ๆ ถึงคลั่งขึ้นมา เห่าใส่ชามอสงไขยก็พอเข้าใจ



แต่เห่าใส่เขา นี่มันเรื่องอะไรกัน?



เขาจ้องสุนัขดำด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ พลันเห็นว่าขาหลังของมันอ่อนยวบ ทรุดคุกเข่าลงต่อหน้าเขา ตัวสั่นงันงก



“เป็นบ้าอะไรอีก?” หลี่หมิงไม่ใส่ใจ หันกลับไปมองชามอสงไขย



“ชายชุดขาวนี่ช่างน่าสงสาร แขนขาถูกล่ามโซ่ หากข้าเดาไม่ผิด…กระดูกพิณคงถูกแทงทะลุแล้ว”



“ทั้งที่แข็งแกร่งเพียงนี้ เหตุใดไม่ดิ้นหลุดจากโซ่กัน?”



คำถามผุดขึ้นไม่หยุดในหัวของหลี่หมิง แท้จริงแล้ว สิ่งที่เขาอยากรู้ที่สุด คือโฉมหน้าของผู้นั้น ชายหรือหญิงกันแน่



แต่ไม่ว่ามองอย่างไร ก็ยังพร่าเลือน ให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่ตัวตนในโลกนี้



แปลกประหลาดยิ่งนัก



……



เชิงเขา ณ ใจกลางแดนหวงห้าม



จ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดสีหน้าเปลี่ยน “ฝ่าบาท บนยอดเขามีคนอยู่”



จักรพรรดิอินซานขมวดคิ้ว



“ที่นี่มีข้อจำกัดร้ายแรง เขาขึ้นไปได้อย่างไร? หรือว่า…เขาอยู่ในนั้นมาตั้งแต่แรก?”



ชายชุดขาวยืนอยู่บนยอดเขา อาภรณ์เปื้อนเลือด เพียงหยดเลือดเดียวก็ทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน



ต้องแข็งแกร่งเกินจินตนาการ



จักรพรรดิครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ากล่าวขึ้นว่า



“ผู้อาวุโส พวกเราไม่อาจทำลายข้อจำกัดจากภายนอก ท่านช่วยพวกเราสักครั้งได้หรือไม่?”



ชายชุดขาวขยับเล็กน้อย โซ่เหล็กกระทบกันดัง บัง บัง บัง



เขากำลังดิ้นรน



ฟ้าดินสั่นสะเทือน สามสิบหกภูผาเทพราวกับกลับหัว แตกสลายไม่หยุดหย่อน



โซ่เหล็กตึงแน่น ชัดเจนว่าเขาพยายามหลุดพ้น



แต่ไม่นานก็ไร้ผล



ทันใดนั้น เขาเงยหน้าขึ้น กลิ่นอายสังหารอันน่าสะพรึงแผ่กระจาย ปกคลุมฟ้าดิน



ผู้คนรู้สึกราวกับอสูรบรรพกาลกำลังลืมตาตื่น



ดวงตาเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า เส้นผมยุ่งเหยิง เผยดวงตาสีแดงหนึ่งข้าง ส่องประกายสังหารไม่สิ้นสุด



แม้ผ่านชามอสงไขย หลี่หมิงยังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันคลุ้มคลั่งนั้น



ดวงตาสีแดงนั้น แฝงความสิ้นหวัง โหดเหี้ยม และบ้าคลั่งดุจอสูรบรรพกาล



แต่… ก็ยังคงมองไม่เห็นโฉมหน้า



ราวกับเขายืนอยู่ในห้วงโกลาหล เห็นได้เพียงเงาร่างเลือนราง กับดวงตานั้น



“ผู้อาวุโส หากท่านไม่ยินดีช่วย พวกเราจะขอถอย ไม่รบกวนอีก”



จักรพรรดิอินซานรู้สึกถึงอันตราย กลิ่นอายสังหารของเงาร่างนั้นรุนแรงเกินไป



เขาตัดสินใจล้มเลิกการบุกแดนหวงห้าม



สายตาสั่งการ ให้จ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดถอยตาม ต้องรีบออกไป ตัวตนนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้านทานหรือล่วงเกินได้



แต่ชายชุดขาว ไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไป ดวงตาสีแดงส่องประกายโหดเหี้ยม



ครืน สามสิบหกภูผาเทพสั่นสะเทือน



ฟ้าดินปั่นป่วน ปราณเซียนมหาศาลปะทุ แสงรุ้งพร่างพราย แดนหวงห้ามราวกับกำลังฟื้นคืนกลับมา



“ถอยเร็ว!” จักรพรรดิอินซานคำราม



อันตรายสูงสุดกำลังมาเยือน เขาและจ้าวสวรรค์ทั้งเจ็ดพุ่งหนีเป็นกลุ่มแรก



แต่… สายไปแล้ว



ชายชุดขาวส่ายศีรษะเบาๆ เส้นผมไม่กี่เส้นลอยออกไปช้าๆ



เพียงเส้นผมไม่กี่เส้น แต่กลับราวศาสตราเซียนเบิกฟ้า ทะลวงข้อจำกัด ฟาดลงมาจากฟากฟ้าเบื้องบน ฉีกกระชากมิติ ตัดแยกทั้งฟ้าทั้งผืน



เส้นผมเส้นหนึ่งฟาดลงเหมือนคมกระบี่ คมกริบอย่างหาที่เปรียบ



จ้าวสวรรค์ผู้หนึ่งถูกผ่าขาดกลางลำตัว แยกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย




ตอนก่อน

จบบทที่ คมเส้นผมปลิดชีพสังหาร

ตอนถัดไป