บทที่ 1 ระบบที่มาช้าไปหนึ่งร้อยสี่สิบปี

บทที่ 1 ระบบที่มาช้าไปหนึ่งร้อยสี่สิบปี
แสงแดดยามบ่ายเบียดตัวผ่านเข้ามาในห้องน้ำชั้นสองของร้านเล็กๆ ในไชน่าทาวน์อย่างยากลำบาก
หลินว่านเซิงกำลังนั่งอยู่บนชักโครก ดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริงเพียงช่วงเดียวในวันนี้
แต่แล้วความเงียบสงบก็ถูกทำลายลงทันทีด้วยเสียงเคาะประตูถี่รัวจากด้านนอก
“จิมมี่ เร็วๆ หน่อย รีบออกมาเดี๋ยวนี้!! แม่ฟังไม่รู้เรื่องว่าไอ้ฝรั่งคนนี้มันจะเอาอะไร!!”
สิ้นเสียงไม่ทันไร กลอนประตูก็ดังคลิก คุณแม่หลินโผล่พรวดเข้ามาครึ่งตัวแล้ว
“เร็วๆ เข้าสิลูก!!”
“โอ๊ยยย! แม่ครับ ผมเข้าห้องน้ำอยู่นะแม่!!”
หลินว่านเซิงรีบซุกนิตยสารซ่อนอย่างทุลักทุเล ดึงกางเกงขึ้นแล้วพุ่งตัวออกมา
“จะมีอะไรให้น่าอายกันเชียว ตรงไหนของลูกที่แม่ไม่เคยเห็นบ้างฮะ”
.....
เขาเร่งรีบสวมเสื้อยืด แล้ววิ่งตึงตังตามมารดาลงบันไดไม้แคบๆ ไป
ที่ชั้นล่าง ในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กของที่บ้าน มีชายหนุ่มผิวขาวแบกเป้สะพายหลังยืนทำหน้าสิ้นหวังมองมาที่พวกเขาอย่างงุนงง
“Hello, how may I help you?”
หลินว่านเซิงคุยเพียงสองสามประโยคก็เข้าใจความต้องการของอีกฝ่าย
เขาหยิบเบียร์ขวดหนึ่งจากชั้นวางด้านบนสุด จับใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลอย่างคล่องแคล่วแล้วยื่นให้
ส่งนักท่องเที่ยวที่หลงเข้ามาในส่วนลึกของไชน่าทาวน์รายนี้ออกไปเรียบร้อย
หลังจากลูกค้าเดินออกไป เขาหันกลับมามองคุณแม่หลินที่ทำหน้าภูมิใจประหนึ่งจะบอกว่า “ลูกชายฉันเก่งจริงๆ”
เขาถอนหายใจอย่างจนใจ
“แม่ครับ ช่วงนี้แม่ละเลยการเรียนไปหน่อยนะครับ” เขาบ่นอย่างอ่อนใจ
“จะเรียนไปทำซากอะไร?” ผู้เป็นแม่สวนกลับโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง มือก็จัดของที่เคาน์เตอร์อย่างคล่องแคล่ว “อยู่ในไชน่าทาวน์ ฉันพูดภาษากวางตุ้งก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องใช้ภาษาฝรั่งนั่นเลย”
“เอาเป็นว่าฉันไม่เรียนแล้ว!!!”
คุณพ่อหลินดึงเขาไปด้านข้าง ชำเลืองมองภรรยาอย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าเธอไม่ได้สนใจทางนี้ จึงกระซิบเสียงเบาอย่างรวดเร็ว
“อย่าไปกดดันแม่แกมากนักเลย”
“แม่เขาเรียนอยู่ตลอดนั่นแหละ แค่... หัวมันไม่แล่นแล้ว คนถึงวัยกลางคน จะให้เรียนภาษาใหม่มันยากกว่าปีนขึ้นฟ้าอีก แกก็เห็นใจแม่หน่อย”
.....
ชีวิตของครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก ยึดติดอยู่กับไชน่าทาวน์พื้นที่สี่ตารางกิโลเมตรแห่งนี้มาตั้งแต่เขาอายุหกขวบ
พ่อแม่เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ที่มีร้านอาหารเช้าในตัว ที่นี่มีภาษาและอาหารที่คุ้นเคย มีโรงเรียนและธนาคาร เพียงพอให้ใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
ดังนั้น หากไม่จำเป็น พวกเขาจะไม่มีวันก้าวออกจากพื้นที่นี้เด็ดขาด
หลินว่านเซิงเข้าใจความดื้อรั้นของพ่อแม่เป็นอย่างดี และรู้ว่านี่ไม่ใช่ความเกียจคร้านหรือความขี้ขลาด
ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเพียงขวบเดียว พ่อแม่ก็เดินทางมาสู้ชีวิตที่นี่ ภาษาคือฝันร้ายที่สุดที่พวกเขาเคยเจอ
ความลำบากเหล่านั้น แม้เขาจะไม่เคยเห็นกับตา แต่ก็พอจะรับรู้ได้จากเสียงร้องไห้คร่ำครวญของแม่ในยามเมามาย
ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่ “จำเป็น” ต้องก้าวออกจากหลุมหลบภัยอันคุ้นเคยนี้ เขาจึงกลายเป็นสะพานเชื่อมเดียวระหว่างพ่อแม่กับโลกภายนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองในใจ ‘ช่างเถอะๆ ให้เวลาคุณนายหลินอีกหน่อย ของดีไม่ต้องกลัวมาช้า ยังไงแม่ก็ต้องเรียนรู้ได้สักวันแหละน่า’
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็เปิด ระบบขุดแร่สู่ความสำเร็จ ขึ้นในหัว
[รากฐานแห่งการดำรงตน]
[ไม่รู้ภาษา ไปไหนไม่ได้เลย เจ้าจะไม่รู้วาจาของชาวตะวันตกได้อย่างไร? จงพิชิตกำแพงนี้ พูดคุยกับผู้คนนับร้อยอย่างเปิดอก เพื่อสร้างสะพานแห่งการสื่อสาร]
[ความคืบหน้า: 87/100]
เขาถอนหายใจอีกครั้ง เมื่อกี้โดนแม่ทำให้ตกใจจนลืมเรื่องที่ต้องคุยกับคนให้ครบสามนาทีไปเลย
เสียโอกาสไปฟรีๆ หนึ่งครั้ง
ดูท่า ถ้าอยากจะเก็บแต้มให้ครบจำนวนที่เหลือ คงต้องพึ่ง ธุรกิจข้างถนน ของเขาเสียแล้ว
เขาดึงอุปกรณ์ทำมาหากินของตัวเองออกมาจากใต้เคาน์เตอร์อย่างชำนาญ
คลิปบอร์ดหนีบตารางแบบฟอร์ม ป้ายห้อยคอประจำตัวเจ้าหน้าที่โครงการช่วยเหลือเยาวชนเมืองที่เขาทำเองด้วยเครื่องเคลือบบัตร
และยังมีกระป๋องเหล็กรับบริจาคที่ติดสติกเกอร์ไว้
เครื่องทรงชุดนี้ เพียงพอที่จะทำให้เขาดูเหมือนเด็กฝึกงานองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ดูเป็นงานเป็นการได้แล้วเมื่อไปยืนอยู่หน้าสถานีรถไฟใต้ดิน
แค่รั้งตัวคนเดินผ่านไปมา แล้วเปิดบทสนทนาด้วยประโยคว่า “คุณยินดีจะสละเวลาสักหนึ่งนาทีเพื่ออนาคตของเยาวชนกลุ่มเสี่ยงในเมืองไหมครับ?”
เท่านี้ก็ง่ายที่จะยื้อบทสนทนาให้ยาวเกินสามนาที
วิธีนี้ทำให้เขาทำภารกิจเกือบจะเสร็จภายในสองวัน
ไม่รู้ว่ารางวัลจะเป็นอะไร?
หวังว่าจะเป็นเงินสัก 1 ล้านดอลลาร์นะ
จะได้ย้ายออกจากไชน่าทาวน์เสียที
.....
จะว่าไป ระบบนี้ก็เป็นลาภลอยจากการไปเที่ยวช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเมื่อสัปดาห์ก่อน
ตอนนั้น เขาติดรถครอบครัวหลี่ข้างบ้าน รวมห้าคน ขับรถไปเที่ยวอุทยานเยลโลว์สโตนด้วยกัน
อย่าถามเลยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่หลินถึงไม่ไป
การเดินทางที่ “ไม่จำเป็น” แบบนี้ พวกท่านไม่ขอมีส่วนร่วมแน่นอน
และในระหว่างที่พวกเขาเดินทางผ่านเมืองสโตนสปริงส์
ครอบครัวหลี่อยากจะแวะพักรถพอดี
ด้วยความเบื่อ หลินว่านเซิงจึงไปจุดธูปไหว้เพื่อนร่วมชาติผู้บริสุทธิ์ที่ตายอย่างน่าอนาถที่หน้าอนุสาวรีย์การสังหารหมู่ชาวจีน
ใครจะไปรู้ว่า ธูปดอกนั้นกลับปลุกระบบหัวโบราณที่มาช้าไปกว่าร้อยปีให้ตื่นขึ้น
ไม่ว่าเขาจะอธิบายอย่างไร ระบบก็ยังปักใจเชื่อว่าเขาคือคนงานเหมืองชาวจีนวัยสิบขวบในเมืองสโตนสปริงส์เมื่อปี 1885
ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือ ภารกิจที่ระบบมอบหมายมาล้วนเป็นภาษาจีนโบราณ
ด้วยการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่บวกกับการเรียนพิเศษวันเสาร์อาทิตย์ ทำให้พื้นฐานภาษาจีนของเขาพอถูไถ
การสื่อสารในชีวิตประจำวันย่อมไม่มีปัญหา แต่พอเป็นภาษาจีนโบราณ ความยากก็พุ่งสูงขึ้นทันที
ในสายตาของหลินว่านเซิง นี่มันคัมภีร์สวรรค์ชัดๆ
โชคดีที่โลกใบนี้ยังมีแอปแปลภาษา หลินว่านเซิงถึงพอจะเข้าใจว่าภารกิจของระบบนี้หมายถึงอะไร
เพื่อให้ตัวเองอ่านรู้เรื่องแบบไม่ต้องสะดุดในภายหลัง
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากกลับจากเยลโลว์สโตน หลินว่านเซิงจึงเร่งเรียนภาษาจีนอย่างหนัก
และจากการสำรวจภารกิจในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลินว่านเซิงพบว่า ไม่จำกัดหัวข้อสนทนา
ขอแค่เขาคุยกับคนที่พูดภาษาอังกฤษเกิน 3 นาที ความคืบหน้าของภารกิจก็จะ +1
แต่คนเดิมจะไม่สามารถนับซ้ำได้
หลินว่านเซิงมือหนึ่งถืออุปกรณ์ อีกมือคว้าซาลาเปาไส้หมูที่เพิ่งตักขึ้นมาจากร้านอาหารเช้าของที่บ้าน มุ่งหน้าไปยังสถานีแคนัลสตรีทที่มีผู้คนพลุกพล่านที่สุด
เขากัดซาลาเปาคำโต ในใจคำนวณถึงรางวัลจากภารกิจ
ขอให้เป็นเงินหนึ่งล้านดอลลาร์ทีเถอะ
ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาจะได้พาพ่อแม่ย้ายออกจากไชน่าทาวน์
ที่นี่อะไรก็ดี เสียอย่างเดียวคือมันอึดอัดเกินไป
อึดอัดจนใจหวิว
.....
ที่ทางเข้าสถานีแคนัลสตรีท ฝูงชนหลั่งไหลเข้าออกราวกับจังหวะการหายใจ นักท่องเที่ยว ชาวเมือง และพนักงานออฟฟิศที่เร่งรีบเดินสวนกันขวักไขว่
หลินว่านเซิงกินซาลาเปาหมดในสองสามคำ แล้วหาทำเลที่สะดุดตา
สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วฉีกรอยยิ้มจอมปลอมแบบมืออาชีพ
“Hi, there, could you spare a minute for at risk youth support program?” (สวัสดีครับ รบกวนเวลาสักหนึ่งนาทีสำหรับโครงการช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มเสี่ยงไหมครับ?)
เขาดักหน้าหญิงผิวดำคนหนึ่งที่ถือถุงช้อปปิ้ง อีกฝ่ายส่ายหน้าอย่างสุภาพแล้วรีบเดินหนีไป
.....
เป็นเช่นนี้สลับกันไป ทั้งการปฏิเสธและความใจดีที่ได้รับมาเป็นครั้งคราว ดำเนินไปตลอดหนึ่งชั่วโมงต่อมา
วาทศิลป์ของหลินว่านเซิงได้รับการฝึกฝนอย่างมากในช่วงสองวันนี้
เขามักจะหาหัวข้อสนทนาที่เหมาะสมได้เสมอ โดยดูจากการแต่งกายและท่าทางของอีกฝ่าย
จากนั้นก็ดึงบทสนทนาให้ยืดยาวเกินสามนาที
เมื่อหญิงชราคนหนึ่งยัดธนบัตรห้าดอลลาร์ใส่ในกระป๋องของเขา พร้อมกับบ่นเรื่องสัพเพเหระในครอบครัวให้เขาฟังอยู่นานห้านาที
ในที่สุดเสียงในหัวของเขาก็ดังขึ้น
[ครบจำนวนร้อยคนแล้ว]
[ภารกิจ รากฐานแห่งการดำรงตน เสร็จสิ้น]
[รางวัลจากสวรรค์กำลังมา โปรดรอสักครู่...]
หลินว่านเซิงลิงโลดในใจ กำลังจะเก็บของกลับบ้าน แต่เสียงยียวนกวนประสาทกลับดังขึ้นจากด้านหลัง
“โย่ นี่มัน ‘สายฟ้า’ หลิน ของพวกเราไม่ใช่เหรอ? เป็นไง เล่นอเมริกันฟุตบอลไม่รุ่ง เลยเปลี่ยนอาชีพมาทำการกุศลแล้วเหรอ?”
เขาหันกลับไปอย่างแข็งทื่อ พบร่างกำยำหลายคนในชุดซ้อมของทีม
คนที่ยืนนำหน้าคือ มาร์ก ควอเตอร์แบ็กดาวเด่นและกัปตันทีม เด็กหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูงใหญ่
ส่วนคนที่พูด คือ เควิน ไวเดอร์รีซีฟเวอร์ตัวจริงที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งกำลังมองเขาและกระป๋องบริจาคในมือด้วยสายตาเหยียดหยาม
หมัดของหลินว่านเซิงกำแน่นขึ้นทันที
เขาเคยเป็นรันนิ่งแบ็กตัวจริง มีจุดเด่นที่ความเร็ว
แต่ตั้งแต่เกรดสิบ เมื่อเพื่อนร่วมทีมเริ่มมีกล้ามเนื้อขยายใหญ่ขึ้นราวกับสูบลม ร่างกายของเขากลับโตไม่ทัน
ความได้เปรียบเรื่องความเร็วถูกหักล้างด้วยน้ำหนักตัวที่เป็นรองโดยสิ้นเชิง เขาจึงหลุดจากตัวจริงกลายเป็นตัวสำรอง
จนสุดท้าย แม้แต่รายชื่อเก็บตัวช่วงฤดูร้อนนี้ก็ยังไม่มีชื่อเขา
เควินมองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วหัวเราะอย่างเว่อร์วัง “ให้ฉันเดานะ นายมาเรี่ยไรเงินเพื่ออนาคตตัวเองใช่ไหม?
ก็ในเมื่อนายไม่มีปัญญาได้ทุนนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลแล้วนี่ จริงไหม?”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 1 ระบบที่มาช้าไปหนึ่งร้อยสี่สิบปี

ตอนถัดไป