บทที่ 3 ตระกูลเศรษฐี... หึหึ
บทที่ 3 ตระกูลเศรษฐี... หึหึ
ตระกูลสวีแห่งเมืองเสวียนอู่ ประกอบกิจการผ้าไหมและผ้าแพรพรรณ ครอบครองไร่หม่อนและไร่ฝ้ายนับหมื่นไร่ ร่ำรวยเป็นเศรษฐีประจำถิ่น
คุณหนูตระกูลสวี สวีเชียนเชียน นับเป็นสตรียอดพธูอันดับต้นๆ ของเมืองเสวียนอู่ เชี่ยวชาญทั้งพิณ หมากรุก อักษร และภาพวาด ไม่เพียงแค่ในเมืองเสวียนอู่ แม้แต่ในแวดวงคุณหนูทั่วมณฑลเทียนหนาน นางก็ยังโดดเด่นเหนือใคร
นางเริ่มช่วยบิดาดูแลกิจการตั้งแต่อายุสิบห้าปี เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง อีกทั้งยังคบหาสมาคมกับบรรดาคุณหนูตระกูลขุนนางชั้นสูง ทำให้ตระกูลสวีเปลี่ยนสถานะจากพ่อค้าวาณิช ก้าวเข้าสู่สังคมชั้นสูงของเขตนู่เจียงได้อย่างราบรื่น
คุณหนูผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉม ความสามารถ และความร่ำรวยเช่นนี้ นับเป็นนางในฝันที่บุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถนับไม่ถ้วนเฝ้าถวิลหา แม้ตำแหน่ง "จุยซวี่(เขยแต่งเข้า)" ก็ไม่มีทางตกถึงมือเสิ่นหลางผู้โง่เขลาเบาปัญญา ต่อให้เขาจะหล่อเหลาปานเทพบุตร แต่ระหว่างเขากับสวีเชียนเชียนนั้น ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
แต่ใครจะคาดคิด เมื่อปีก่อนจู่ๆ สวีเชียนเชียนก็ล้มป่วยหนัก เศรษฐีสวีตามหมอฝีมือดีทั่วสารทิศมารักษาก็ไม่หาย อาการทรุดหนักจวนเจียนจะสิ้นใจ
เวลานั้น มีนักพรตผู้หนึ่งมาหาประมุขตระกูลสวี บอกว่าสวีเชียนเชียนไม่ได้ป่วย แต่ "ต้องมนตร์ดำ" หนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตนางได้คือการ "แต่งงานแก้เคล็ด" (ชงสี่) ถ่ายเทเคราะห์ร้ายและไอมารไปยังตัวของเจ้าบ่าวที่แต่งเข้าบ้าน
ประมุขตระกูลสวีเดิมทีไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้ แต่สวีเชียนเชียนอาการร่อแร่เต็มที จึงต้องยอมรักษาตามมีตามเกิด ประกาศรับสมัครลูกเขยทั่วเขตนู่เจียง
หากเป็นเมื่อก่อน บุรุษหนุ่มผู้มีความสามารถคงแย่งกันหัวร้างข้างแตกเพื่อแย่งชิงวาสนานี้ ต่อให้สวีเชียนเชียนต้องตาย ก็ยังมีคนยอมเป็นเขยแต่งเข้าเพื่อหวังสมบัติมหาศาลของตระกูลสวี
แต่การรับสมัครเขยครั้งนี้เพื่อ "แก้เคล็ด" เพื่อถ่ายเทไอมาร ใครจะกล้าเอาชีวิตมาทิ้ง ต่างพากันหลบลี้หนีหน้า
สาวงามและเงินทองใครก็รัก แต่ชีวิตน้อยๆ สำคัญกว่า
ทว่าเสิ่นหลางในโลกนี้ แม้สติปัญญาจะต่ำต้อย แต่เมื่อสองปีก่อนบังเอิญได้พบสวีเชียนเชียนครั้งหนึ่ง จึงเก็บไปเพ้อฝันเช้ายันเย็น
บุรุษหนุ่มคนอื่นอาจเพียงแค่หลงรักสวีเชียนเชียน แต่สำหรับเสิ่นหลาง นางคือเทพธิดา
หลังจากถูกไล่ออกจากสถานศึกษา เขาเอาแต่นั่งวาดรูปบนพื้นดินหน้าบ้าน ส่วนใหญ่ก็เป็นรูปของสวีเชียนเชียน
เมื่อเขาได้ข่าวว่าสวีเชียนเชียนป่วยหนัก ต้องการบุรุษมาแต่งงานแก้เคล็ดเพื่อถ่ายเคราะห์ เขาก็รีบวิ่งแจ้นไปที่บ้านตระกูลสวีทันที บอกว่ายินดีแต่งงานกับสวีเชียนเชียนเพื่อช่วยนาง โดยไม่ได้ปรึกษาบิดามารดาเลยสักคำ
บิดามารดาและน้องชายย่อมไม่ยินยอม รีบบุกไปบ้านตระกูลสวีเพื่อขัดขวาง แต่สายไปเสียแล้ว เสิ่นหลางได้กราบไหว้ฟ้าดินกับสวีเชียนเชียนที่นอนพะงาบๆ เรียบร้อยแล้ว แม้กระนั้นบิดามารดาและน้องชายก็ยังยืนกรานจะพาตัวเสิ่นหลางกลับ ผลคือถูกคนตระกูลสวีไล่ตะเพิดออกมา
ตอนนั้น พ่อบ้านตระกูลสวีมอบเงินให้ เสิ่นว่าน ผู้เป็นบิดาห้าสิบเหรียญทอง แต่ถูกปาคืนใส่หน้า บิดาประกาศก้องว่าจะไม่มีวันรับเงินขายลูกกินเด็ดขาด
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นหลางจึงกลายเป็นเขยแต่งเข้าของตระกูลสวี
เด็กหนุ่มบ้านนอกผู้ยากจนข้นแค้น สติปัญญาต่ำต้อย แต่รูปงาม ได้ก้าวเข้าสู่คฤหาสน์เศรษฐีทันที
แน่นอนว่าการที่เสิ่นหลางยอมเป็นเขยตระกูลสวีไม่ได้ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ แต่เพื่อช่วยชีวิตนางในฝันอย่างสวีเชียนเชียน แม้ว่าเรื่องแต่งงานแก้เคล็ดจะฟังดูไร้สาระสิ้นดีก็ตาม
แต่เรื่องมหัศจรรย์ดันเกิดขึ้น หลังแต่งงาน สวีเชียนเชียนกลับหายวันหายคืนจนเป็นปกติ และยิ่งดูงดงามเปล่งปลั่งกว่าเดิม
เรื่องนี้ทำให้คนในตระกูลสวีแทบไม่เชื่อสายตา ดีใจจนเนื้อเต้น
เสิ่นหลางไม่ได้คิดเอาความดีความชอบ ยังคงเก็บตัวอยู่ในเรือนหลังเล็ก อ่านหนังสือ ขีดเขียนวาดภาพไปวันๆ
ท่าทีของคนตระกูลสวีที่มีต่อเขาก็เริ่มซับซ้อนขึ้น พวกเขาย่อมดีใจที่สวีเชียนเชียนหายป่วย แต่เสิ่นหลางก็เป็นแค่เด็กบ้านนอกที่ทั้งโง่ทั้งทึ่ม ไม่คู่ควรแม้แต่ปลายเล็บของสวีเชียนเชียนเลย
ดังนั้นเสียงนินทาว่าร้ายจากบ่าวไพร่ในบ้านจึงเริ่มหนาหูขึ้น บ้างก็ว่าคางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้า บ้างก็ว่าเด็กจนๆ ฝันเฟื่อง สายตาดูถูกเหยียดหยามจากพวกขี้ข้าเริ่มเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ
อาหารการกินที่ส่งมายังแย่ลงเรื่อยๆ แรกๆ ก็แค่ข้าวเย็นชืด หลังๆ กลายเป็นข้าวบูดเน่า เสิ่นหลางแม้จะมาจากครอบครัวยากจน แต่บิดามารดาเลี้ยงดูมาอย่างดี อยู่ในตระกูลเศรษฐีกลับกินแย่กว่าอยู่บ้านนอกเสียอีก
ไม่เพียงแค่นั้น เขายังถูกไล่ไปนอนในห้องเก็บฟืน ไม่มีแม้แต่เตียง ต้องปูเสื่อนอนกับพื้น
เสิ่นหลางปัญญาทึบ จิตใจซื่อบื้อ ไม่รู้จักฟ้อง ไม่รู้จักบ่น ถูกรังแกก็ได้แต่ก้มหน้ารับกรรม
ภายหลังสวีเชียนเชียนมาพบเข้า นางโกรธจัด สั่งลงโทษบ่าวไพร่ที่รังแกเสิ่นหลาง โบยคนละสิบกว่าไม้ และประกาศต่อหน้าทุกคนว่า หากใครกล้ารังแกเสิ่นหลางอีก นางจะไล่ออกจากตระกูลทันที
เสิ่นหลางจึงได้กลับมาอยู่เรือนพักอันหรูหรา อาหารการกินในแต่ละวันล้วนเป็นของดีเลิศ ยิ่งไปกว่านั้นทุกๆ วันสองวัน สวีเชียนเชียนจะแวะมาพูดคุยกับเขา ช่วงเวลานั้นสำหรับเสิ่นหลางแล้วเปรียบดั่งขึ้นสวรรค์
แม้แต่งงานมาหลายเดือน อย่าว่าแต่ร่วมเรียงเคียงหมอน แม้แต่ปลายนิ้วของภรรยาเขาก็ยังไม่เคยสัมผัส แต่ขอแค่ได้เห็นหน้า ได้ยินเสียงของนาง เสิ่นหลางก็มีความสุขเปี่ยมล้นแล้ว
แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อน จู่ๆ เสิ่นหลางก็ล้มป่วยหนัก สวีเชียนเชียนตามหมอดังๆ มารักษาก็ไม่หาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคอะไร ร่างกายเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนลมหายใจรวยริน
จนกระทั่งวันนี้ เขาได้สิ้นใจตายไปจริงๆ เปิดโอกาสให้วิญญาณของเสิ่นหลางจากโลกปัจจุบันข้ามมาสวมรอยแทน!
ดังนั้น ชีวิตอันแสนสั้นของเขาจึงเป็นโศกนาฏกรรมที่สมบูรณ์แบบ แถมยังเป็นโศกนาฏกรรมที่งี่เง่าสิ้นดี!
...
เสิ่นหลางถอนหายใจในใจ
ทันใดนั้น เขาพบว่าในสมองของเขา นอกจากความทรงจำของทั้งสองคนแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอยู่อีก
มันเป็นสิ่งที่ดูลึกลับมหัศจรรย์ เขาอดไม่ได้ที่จะรวบรวมสมาธิเพื่อสำรวจดูภายใน
แต่จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าพลันดังขึ้นจากด้านนอก
"เจ้าขยะนั่นน่าจะตายแล้วกระมัง ทนทายาดเสียจริง ลากสังขารมาได้ตั้งหลายวันกว่าจะตาย!"
"ตายๆ ไปเสียได้ก็ดี มันจะได้ไม่เป็นตัวถ่วงคุณหนูของเรา"
"นั่นสิ แค่ขยะไร้ค่า แถมยังเป็นเด็กบ้านนอกจนๆ บังอาจใฝ่สูงอยากได้คุณหนูเรา ชะตาต่ำต้อยแบบนั้นมันจะไปรับวาสนาไหวได้ยังไงไหว? เห็นไหมเล่า อายุสั้นเลย"
"แต่ต่อให้ตายก็คุ้มแล้ว คุณหนูของเราเหมือนนางฟ้ามาโปรด ห่วงใยดูแลมันทุกวันไม่ขาดตกบกพร่อง"
"คุณหนูของเราช่างจิตใจเมตตา คนปัญญาอ่อนแบบนี้ นางยังอุตส่าห์มานั่งคุยด้วยวันละครึ่งชั่วยามแนะ"
สวีเชียนเชียนเคยมีคำสั่ง ห้ามใครรังแกเสิ่นหลาง มิฉะนั้นจะไล่ออก ก่อนหน้านี้พวกบ่าวไพร่จึงไม่กล้าถากถางเสิ่นหลางซึ่งหน้า แต่ช่วงไม่กี่วันนี้เห็นว่าเสิ่นหลางกำลังจะตายและคงไม่ได้ยินแล้ว พวกมันจึงเริ่มกำเริบเสิบสาน
บ่าวไพร่เหล่านี้ปากส่งเสียงเยาะเย้ย มือก็ผลักประตูเข้ามา ทุกๆ ครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) พวกนางต้องเข้ามาดูอาการเสิ่นหลางครั้งหนึ่ง
"เข้าไปดูซิว่ามันขาดใจหรือยัง!" สาวใช้คนหนึ่งปิดจมูกพูดพลางก้าวเข้ามา
ลมหายใจถัดมา สาวใช้คนนั้นพลันกรีดร้องเสียงหลง จ้องมองเสิ่นหลางอย่างไม่เชื่อสายตา
เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนนางเพิ่งเข้ามาดู เสิ่นหลางยังหายใจรวยริน หน้าตามีแต่ไอแห่งความตาย แต่ตอนนี้ไม่เพียงยังไม่ตาย กลับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แม้ร่างกายจะดูอ่อนแอ แต่แววตากลับดูมีชีวิตชีวา
"จะ... เจ้า เจ้ายังไม่ตาย?" สาวใช้หลุดปากถาม
"ใช่ ข้ายังไม่ตาย" เสิ่นหลางตอบ
เหล่าคนรับใช้จ้องหน้าเขาด้วยความตกตะลึง ผ่านไปครู่ใหญ่สาวใช้ที่เป็นหัวหน้าจึงเอ่ยขึ้น "รีบไปเรียนนายท่าน ไปเรียนคุณหนู ว่าเสิ่นหลางยังไม่ตาย"
จากนั้น บ่าวไพร่กลุ่มนั้นก็รีบร้อนเดินออกไป