บทที่ 2 ข้าคือเขยแต่งเข้า

บทที่ 2 ข้าคือเขยแต่งเข้า



ที่นี่คือที่ไหน? ฉันโดนระเบิดจนร่างแหลกเหลวไปแล้วนี่นา?



เมื่อเสิ่นหลางลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปลกตาไปอย่างสิ้นเชิง



เขานอนอยู่บนเตียงแกะสลักนุ่มสบาย รอบกายตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา



โต๊ะไม้แดงแกะสลักลวดลายประณีต เชิงเทียนเงินแวววาว พรมขนสัตว์หนานุ่ม รายละเอียดเหล่านี้ล้วนบ่งบอกว่านี่คือคฤหาสน์ของตระกูลมั่งคั่ง



ที่สำคัญที่สุด ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในห้องนี้ล้วนเป็นแบบโบราณ ไม่มีกลิ่นอายของเฟอร์นิเจอร์ยุคปัจจุบันจากโลกเดิมเลยแม้แต่น้อย



เขาก้มมองเสื้อผ้าบนร่าง เป็นผ้าไหมชั้นดี แต่รูปแบบการตัดเย็บไม่ใช่ของยุคปัจจุบันแน่นอน ดูคล้ายชุดย้อนยุคในละครโทรทัศน์มากกว่า



ข้างเตียงมีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ ภาพที่สะท้อนไม่ชัดเจนนัก น่าจะเป็นกระจกทองแดง



เสิ่นหลางพยุงกายลุกขึ้น รวบรวมความกล้าทั้งหมดมองไปที่กระจกบานนั้น



จะโทษเขาก็ไม่ได้ นับตั้งแต่เสียโฉม ทุกครั้งที่ส่องกระจกก็เหมือนฝันร้าย เขาเองยังตกใจหน้าตาตัวเอง



เมื่อเห็นใบหน้าในกระจก เสิ่นหลางตะลึงงัน จากนั้นน้ำตาพลันไหลพรากอาบแก้ม



ใบหน้านี้แม้จะดูซีดเซียวอิดโรย แต่ทว่าหล่อเหลาไร้ที่ติ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเค้าโครงคล้ายเสิ่นหลางก่อนเสียโฉมถึงแปดเก้าส่วน



เสิ่นหลางมั่นใจในเรื่องหนึ่งแล้ว



เขาข้ามภพมาแน่นอน วิญญาณของเขาข้ามมิติมายังโลกใบใหม่ เข้ามาอยู่ในร่างของบุรุษแปลกหน้าผู้คุ้นเคยคนนี้



ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ใบหน้าอันหล่อเหลางดงาม!



เสิ่นหลางจ้องมองใบหน้าในกระจกอย่างตะกละตะกลามแทบไม่ละสายตา



สวรรค์ประทานชีวิตใหม่ให้เขาจริงๆ คืนใบหน้าอันงดงามให้เขาจริงๆ แม้ว่าจะต้องมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักก็ตาม



ช่างดียิ่ง หลังจากพ่อแม่เสียไป เขาก็ไม่มีห่วงอะไรในโลกเดิมอีกแล้ว



ความรู้สึกของการได้เกิดใหม่มันช่างยอดเยี่ยม!



ทันใดนั้น ข้อมูลมหาศาลr]yoหลั่งไหลเข้ามาในสมอง เป็นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม



...



นี่คือโลกที่คุ้นเคยแต่ก็แปลกตา



คุ้นเคยเพราะที่นี่คล้ายคลึงกับจีนโบราณอย่างยิ่ง มีวัฒนธรรมคล้ายกัน ใช้อักษรเดียวกัน เชื้อชาติหน้าตาpy’คล้ายกัน



แปลกตาเพราะที่นี่ไม่ใช่โลกมนุษย์ แผนที่ภูมิศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง



โลกนี้มีคัมภีร์สี่สมุดห้าเล่ม มีบทประพันธ์ของปราชญ์โบราณ รากฐานอารยธรรมจีนดูเหมือนจะมีครบถ้วน



แต่กลับไม่มีราชวงศ์ของจีนปรากฏเลยแม้แต่ราชวงศ์เดียว ไม่มีจิ๋น ไม่มีฮั่น ไม่มีจิ้น...



ช่างน่าประหลาด แผนที่และประวัติศาสตร์ต่างกัน แต่วัฒนธรรมกลับเหมือนกัน



นั่นเพราะประวัติศาสตร์ของโลกนี้เคยเกิดเหตุการณ์ "มหาเนรเทศ" อารยธรรมล่มสลายและถือกำเนิดใหม่ ตำราเหล่านี้ถูกขุดค้นพบและกลายเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูอารยธรรม



ดังนั้น คัมภีร์สี่สมุดห้าเล่มในโลกนี้ จึงมีสถานะสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่า



มิหนำซ้ำ โลกนี้ยังมีวรยุทธ์ พลังฝีมือส่วนบุคคลรุดหน้ากว่าจีนโบราณไปไกลโข



ยามนี้ ยุคสมัยที่เสิ่นหลางอาศัยอยู่เรียกว่า ราชวงศ์ต้าเหยียน



นับเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ เมื่อคำนวณแล้วมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าสิบสี่ล้านตารางกิโลเมตร แทบจะใหญ่กว่าราชวงศ์ใดๆ ในประวัติศาสตร์จีน



ระบอบการปกครองยังต่างจากจีนโบราณ นอกจากจักรวรรดิกลางแล้ว รอบนอกยังรายล้อมด้วย "รัฐจูโหว" (รัฐขุนนาง/รัฐประเทศราช) มากมาย



เป็นรัฐจูโหว มิใช่ประเทศราชแบบบรรณาการ คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ราชวงศ์โจวกับบรรดาเจ้าครองแคว้น แต่จักรวรรดิกลางนี้มีอำนาจเข้มแข็งกว่าราชวงศ์โจวมาก รัฐจูโหวทั้งหลายล้วนเทิดทูนจักรพรรดิราชวงศ์ต้าเหยียนเป็นโอรสสวรรค์ที่แท้จริง



อีกทั้งหากวัดกันที่ระดับอารยธรรม ราชวงศ์ต้าเหยียนเจริญรุ่งเรืองกว่ายุคชุนชิวจ้านกว๋อของจีนมาก เทียบเคียงได้กับยุคถังหรือซ่ง



...



ดินแดนที่เสิ่นหลางอาศัยอยู่ตอนนี้ คือรัฐจูโหวขนาดใหญ่ทางตอนใต้ นามว่า แคว้นเยว่!



แคว้นเยว่มีเขตการปกครองสามมณฑล สี่สิบห้าเขต และหนึ่งเขตปกครองพิเศษ พื้นที่กว้างกว่าห้าแสนเก้าหมื่นตารางกิโลเมตร ประชากรกว่าสิบล้านคน การค้าเจริญรุ่งเรือง ผู้คนห้าวหาญ วรยุทธ์เฟื่องฟู



ตระกูลหนิง ปกครองแคว้นเยว่มายาวนานกว่าสี่ร้อยปี



สถานที่ที่เสิ่นหลางอยู่คือ มณฑลเทียนหนาน เขตนู่เจียง เมืองเสวียนอู่



เจ้าของร่างเดิมที่เขาเข้ามาสิงสู่ ก็มีนามว่า เสิ่นหลาง เช่นเดียวกัน



ที่สำคัญคือหน้าตาของทั้งสองคนคล้ายกันถึงเจ็ดแปดส่วน นี่ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ แต่เหตุผลกลไกที่ซับซ้อนเบื้องหลังนั้น ณ เวลานี้ยังมิอาจล่วงรู้ได้



แต่เมื่อได้อ่านความทรงจำของร่างนี้แล้ว เขาพบว่าชีวิตของเสิ่นหลางในต่างโลกผู้นี้ เป็นเรื่องราวตลกร้ายที่น่าเศร้าอย่างสมบูรณ์แบบ



...



เสิ่นหลางเติบโตในเมืองเสวียนอู่ ตำบลหานสุ่ย หมู่บ้านเฟิงเยี่ย



ครอบครัวเขาเป็นคนต่างถิ่น ย้ายมาอยู่หมู่บ้านเฟิงเยี่ยตอนเสิ่นหลางอายุสองขวบกว่า



บิดามารดาเป็นชาวนาอิสระธรรมดา ทั้งเขตนู่เจียงมีภูเขามากแม่น้ำเยอะแต่ที่นาน้อย ครอบครัวเสิ่นหลางสี่ชีวิตมีที่นาทำกินเพียงสองมู่(ประมาณ 3 งาน 33 ตารางวา) และที่ดินบนเขาอีกสองมู่ บิดามารดาขยันขันแข็งมาก แต่ผลผลิตแต่ละปีแทบไม่พอกินพอใช้เลย



แม้จะเกิดในครอบครัวชาวนาและไม่ใช่ลูกโทน แต่บิดามารดากลับตามใจเขามาตั้งแต่เล็ก ไม่ยอมด่าว่า ไม่ยอมให้ทำงานหนัก แม้บ้านจะจนจนฝาเรือนแทบปลิว แต่บิดามารดาก็ยังส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือ ในแง่หนึ่งเขาย่อมนับว่าเป็นปัญญาชน



ทว่าการเรียนของเขานั้นย่ำแย่เหลือเกิน ร่ำเรียนมาสิบปี อ่านออกเขียนได้รวมกันไม่เกินหนึ่งพันคำ



ไม่ใช่เพราะเกียจคร้าน เขากลับขยันขันแข็งมาก แต่ที่ผลการเรียนแย่เพราะระดับสติปัญญาต่ำเกินไป ยังไม่ถึงขั้นปัญญาอ่อน แต่ก็ประมาณ "ฟอเรสต์ กัมพ์" พูดจาอึกอัก สีหน้าเหม่อลอย ปฏิกิริยาเชื่องช้า



นอกจากหน้าตาที่หล่อเหลาแล้ว เขาแทบไม่มีดีอะไรเลย เป็นคำนิยามของ "ขยะ" ในรัศมีร้อยลี้รอบหมู่บ้าน



ส่วนน้องชายของเขา เสิ่นเจี้ยน เป็นคนไม่เอาถ่าน ฝึกยุทธ์หลายปีไม่สำเร็จ จนตอนนี้กลายเป็นนักเลงหัวไม้เต็มตัว



ณ ตอนนี้ บิดามารดาแก่ตัวลงทุกวัน ฐานะทางบ้านทรุดโทรมจนแทบไม่มีข้าวกิน บ้านช่องว่างเปล่าสมคำร่ำลือ



ปีนี้เขาอายุครบสิบแปดปี เข้าเรียนในสถานศึกษาประจำตำบลมาเก้าปีเต็ม แต่ความรู้ยังคงย่ำแย่ สหายนร่วมรุ่นบางคนสอบได้ตำแหน่งขุนนางไปแล้ว แต่เขายังเรียนอยู่ชั้นแรก เรียนร่วมกับเด็กสิบขวบทุกวัน



เปรียบเหมือนคนอื่นเข้ามหาวิทยาลัยกันหมด แต่เขายังเรียนไม่จบประถมนั่นเอง



นี่คือความอับอายของสถานศึกษาตำบลหานสุ่ย อาจารย์ในสถานศึกษาก็ไม่ยอมสอนเขาอีกต่อไป เพราะโง่เขลาเบาปัญญาเกินเยียวยา ไม้ผุมิอาจแกะสลักได้



ในที่สุด เขาจึงถูกไล่ออก



ตั้งแต่เล็กจนโตบิดามารดาประคบประหงมเกินไป แบกหามไม่เป็น งานหนักไม่เอา แรงจะบิดคอไก่ยังไม่มี อย่าว่าแต่ทำนาเลย แม้แต่ผ่าฟืนยังทำไม่เป็น



เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เขาจึงได้แต่ถือไม้ขีดเขียนบนพื้นดินหน้าบ้านทุกวัน เกาะบิดามารดากินไปวันๆ



แน่นอนว่า บิดามารดาไม่เคยรังเกียจ ยังคงห่วงใยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ น้องชายแม้จะเป็นนักเลงอันธพาล แต่ก็ดีกับพี่ชายมาก ทุกวันกลับมาพร้อมรอยฟกช้ำดำเขียวเพื่อหาเงินไม่กี่อีแปะมาเลี้ยงพี่ชายขยะไร้ค่าผู้นี้โดยไม่บ่นสักคำ



เมื่อภาพความทรงจำเหล่านี้ผุดขึ้น เสิ่นหลางรู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจ



ตอนเด็กๆ เสิ่นหลางได้กินข้าวสวยทุกมื้อ บิดามารดาและน้องชายได้กินแต่โจ๊กข้าวโพด



นานๆ ครั้งบิดาจะล่ากระต่ายป่าได้จากบนเขา มักนำไปขายที่ตลาด แต่ทุกครั้งจะเก็บขาหลังกระต่ายไว้หนึ่งข้าง ให้เสิ่นหลางกินคนเดียว น้องชายเสิ่นเจี้ยนได้แต่มองน้ำลายไหลพลางพุ้ยข้าวโพดในชาม



บิดามารดาลำเอียงจริงๆ รักเสิ่นหลางที่เป็นเด็กหัวช้าคนนี้ราวกับไข่ในหิน ส่วนเสิ่นเจี้ยนผู้เป็นน้องถูกเลี้ยงทิ้งขว้างราวกับหญ้าแพรก



และตั้งแต่เล็กจนโต เพราะเสิ่นหลางหัวช้าจึงมักถูกรังแก น้องชายเสิ่นเจี้ยนเพื่อปกป้องพี่ชาย ไม่รู้ต้องชกต่อยกับคนอื่นไปกี่ครั้ง



ช่างเป็นความสุขที่อบอุ่นเสียเหลือเกิน



ความทรงจำจนถึงตอนนี้ล้วนงดงาม แม้บ้านจะยากจนข้นแค้น แต่ก็มีความสุขมากจริงๆ



แต่ในเมื่อเสิ่นหลางจนขนาดนี้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงได้มานอนในห้องหรูหราอลังการเช่นนี้เล่า?



นั่นเพราะเขาได้แต่งงานกับภรรยาที่ร่ำรวยล้นฟ้า หรือพูดให้ถูกคือ เขาแต่งเข้าบ้านตระกูลมหาเศรษฐี



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 2 ข้าคือเขยแต่งเข้า

ตอนถัดไป