บทที่ 7 ต้องมองด้วยสายตาใหม่

บทที่ 7 ต้องมองด้วยสายตาใหม่



การหาเงินเพื่อแก้แค้นตระกูลสวีนั้นสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการกลับบ้าน เพราะบิดาบาดเจ็บสาหัส น้องชายขาหัก เขาต้องรีบกลับไปรักษาโดยเร็ว



คนในครอบครัวไม่ได้เจอหน้าเขามาสามเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าจะร้อนใจและคิดถึงเขาขนาดไหน



"คุณชายเสิ่น ไปกันเถอะ!" ลูกบุญธรรมลำดับที่สิบสามและสิบสี่ของเถียนเหิงกล่าว "หรือจะให้พวกเราหามเจ้ากลับไป?"



สองคนนี้ต้องจับตาดูเสิ่นหลางตลอดเวลา ไม่เปิดโอกาสให้หนี



เสิ่นหลางยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย จากนั้นก็ออกเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน



...



แคว้นเยว่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้าเหยียน ภูมิประเทศเป็นเนินเขา ภูเขาไม่สูงนักแต่มีจำนวนมาก



ในภูมิประเทศที่ซับซ้อนเช่นนี้ เส้นทางคมนาคมกลับทำได้ดีเยี่ยม แม้แต่ถนนระหว่างหมู่บ้านยังกว้างถึงสี่เมตร ทั้งยังค่อนข้างเรียบ ม้าสามตัววิ่งเรียงหน้ากระดานได้สบาย จุดนี้ถือว่าเหนือกว่าจีนโบราณมาก



เมื่อฟ้าสาง เสิ่นหลางพบเห็นชาวนาออกมาทำไร่ทำนา การแต่งกายคล้ายจีนโบราณ แต่รูปร่างดูแข็งแรงกว่า สูงใหญ่กว่า และกำยำกว่าเล็กน้อย



ตลอดทางแทบทุกหมู่บ้านจะมีป้อมปราการหินที่แข็งแรง บนป้อมมีกองกำลังชาวบ้านคอยลาดตระเวน เอวคาดดาบ บางคนถึงขั้นสะพายธนู ซึ่งน่าประหลาดใจมาก นั่นเพราะในประวัติศาสตร์จีนส่วนใหญ่ ดาบและธนูล้วนเป็นของต้องห้าม แต่ที่นี่กลับปรากฏให้เห็นทั่วไปในหมู่บ้าน แสดงให้เห็นว่าจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของโลกนี้เหนือกว่าจีนโบราณมากนัก



เสิ่นหลางเดินจนถึงเที่ยงวันถัดมา จึงมาถึงหมู่บ้านเฟิงเยี่ย บ้านเกิดของเขา



หมู่บ้านเฟิงเยี่ยตั้งอยู่ในหุบเขา มีประชากรราวหกร้อยคน มีป้อมปราการหินและกองกำลังชาวบ้านยี่สิบกว่านาย บ้านเรือนส่วนใหญ่ปลูกสร้างติดกันนับร้อยหลังริมสองฝั่งแม่น้ำ มีเพียงบ้านของเสิ่นหลางที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางเขา ห่างไกลจากหมู่บ้าน



เนื่องจากครอบครัวเสิ่นหลางเป็นคนต่างถิ่น เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อสิบกว่าปีก่อน



หมู่บ้านลักษณะนี้มักมีความเป็นกลุ่มก้อนสูงและกีดกันคนนอก บวกกับบิดามารดาของเสิ่นหลางไม่ค่อยสุงสิงกับชาวบ้าน จึงยังไม่สามารถกลมกลืนกับคนในหมู่บ้านได้จนถึงบัดนี้



เมื่อปีนขึ้นมาถึงกลางเขา เสิ่นหลางมองบ้านดินตรงหน้า นี่คือบ้านของเขา!



บ้านนี้ดูทรุดโทรม อีกทั้งยังทรุดโทรมยิ่งกว่าในความทรงจำเมื่อสามเดือนก่อนเสียอีก



ลานบ้านที่บิดาเคยปรับพื้นจนเรียบกริบ บัดนี้หญ้าขึ้นรกชัฏ ผนังบ้านที่ก่อด้วยดินมีรูโหว่หลายแห่งจากการถูกลมฝนกัดเซาะ หลังคามุงด้วยหญ้าคา ไม่มีกระเบื้องสักแผ่น



ความยากจนข้นแค้นนี้ช่างน่าสะเทือนใจ แม้แต่จะกันลมกันฝนยังทำไม่ได้



ยังไม่ทันเดินถึงหน้าประตู เสิ่นหลางก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของมารดา เสียงไอรุนแรงของบิดา และเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของน้องชาย



"รีบไปบ้านตระกูลสวี พาต้าหลาง(ลูกคนโต) กลับมา ไปพาต้าหลางกลับมา..." บิดาพูดเสียงแหบพร่า พลางไอโขลกๆ นี่คืออาการบาดเจ็บที่ปอดเรื้อรังจากการไม่ได้รับการรักษา ฟังจากเสียงหายใจที่ยากลำบาก คาดว่าน่าจะมีการอักเสบรุนแรง หรืออาจมีเลือดคั่งในปอด



"ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าจะไปพาพี่ใหญ่กลับมา" น้องชายกล่าว



มารดาร้องไห้ "ตาฒ่าเอ๊ย เจ้าไอเป็นเลือดตลอด ลุกจากเตียงยังไม่ได้ ขาเอ้อร์หลาง(ลูกคนรอง) ก็หักไปข้างหนึ่ง แล้วจะไปกันได้อย่างไร? พรุ่งนี้ข้าจะไปบ้านตระกูลสวีเอง หากพวกมันไม่ยอมคืนต้าหลางให้ ข้าจะเอาหัวชนกำแพงตายที่หน้าประตูบ้านตระกูลสวีเสียเลย"



"ต้าหลางของข้า... ทั้งซื่อทั้งหัวอ่อน ไปอยู่ในดงเสือสิงห์กระทิงแรดอย่างบ้านตระกูลสวี ไม่รู้จะโดนรังแกขนาดไหน ฮือๆๆ ลูกของข้า..." มารดาพูดไปร้องไห้ไป "ไม่รู้จะได้กินอิ่มนอนอุ่นบ้างหรือไม่?"



"ลูกข้า... ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยลำบาก ไม่เคยห่างอกบิดามารดา ตอนนี้ไม่รู้ต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด"



น้องชายฟังเสียงร้องไห้ของมารดาแล้วทนไม่ไหว กล่าวว่า "ท่านแม่ เดี๋ยวข้าจะไปทำไม้เท้าคู่หนึ่ง พรุ่งนี้ข้าจะไปพาพี่ใหญ่กลับมาให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ยอม"



ได้ยินคำพูดเหล่านี้ ร่างกายของเสิ่นหลางร้อนวูบวาบ ในใจรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก



เขาพุ่งเข้าไปในบ้าน คุกเข่าลงต่อหน้าบิดามารดา เสียงสั่นเครือ "ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญู ลูกกลับมาแล้วขอรับ"



บิดามารดาและน้องชายตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างบ้าคลั่ง



มารดาโผเข้ากอดเสิ่นหลาง ร้องไห้โฮ "ต้าหลาง เป็นต้าหลางของมารดาจริงๆ ด้วย เจ้ากลับมาแล้ว มารดานึกว่าจะไม่ได้เจอเจ้าอีกแล้ว นี่มารดาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?"



บิดาตื่นเต้นจนพยายามลุกจากเตียง ทำให้ไออย่างรุนแรงจนมีเลือดปนออกมาที่มุมปาก



ส่วนน้องชายลุกพรวดขึ้นมานั่ง แล้วร้องด้วยความเจ็บปวด



เสิ่นหลางกล่าว "ลูกเอง ลูกกลับมาแล้ว"



มารดากล่าว "ลูกเอ๋ย กลับมาก็ดีแล้ว เราจะไม่ไปไหนอีก คนตระกูลสวีใจดำอำมหิต เจ้าอย่ากลับไปอีกเลยนะลูก"



เสิ่นหลางพยักหน้าแรงๆ "ขอรับ ลูกจะไม่ไปเหยียบตระกูลสวีอีกแล้ว"



"ดี ดี ถูกต้องแล้ว พูดถูกต้องแล้ว" มารดาดีใจจนรีบปาดน้ำตา



บิดาก็ยิ้มด้วยความยินดี "ลูกข้าโตแล้วจริงๆ"



บิดามารดาคู่นี้ช่างรักลูกจนเกินเหตุ แค่พูดว่าจะไม่ไปบ้านตระกูลสวี ก็ชมว่าโตแล้ว



เสิ่นหลางรีบเข้าไปประคองบิดา รวบรวมสมาธิที่ดวงตา ตรวจดูอาการบาดเจ็บ



เป็นอาการบาดเจ็บภายในจริงๆ ปอดและกระเพาะอาหารได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะปอดมีเลือดคั่งจำนวนมาก ซี่โครงก็มีรอยร้าว แม้จะผ่านมาสามเดือน รอยร้าวเริ่มสมานแล้ว แต่กระดูกเชื่อมต่อกันไม่เรียบ มีกระดูกงอกออกมาหลายจุด



เห็นได้ชัดว่าเมื่อสามเดือนก่อน พวกคนรับใช้ตระกูลสวีลงมือโหดเหี้ยมเพียงใด อาการบาดเจ็บภายในของบิดาสาหัสมาก โชคดีที่น้องชายไปกู้เงินห้าเหรียญทองมาจ้างหมอรักษา มิฉะนั้นเสิ่นหลางคงไม่ได้เห็นหน้าบิดาอีกเป็นแน่



ห้าเหรียญทองสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับครอบครัวชาวนา แต่ถึงกระนั้นอาการบาดเจ็บภายในของบิดาก็ยังไม่หายขาด หากปล่อยไว้ ชีวิตของบิดาก็คงแขวนอยู่บนเส้นด้าย



เพียงชั่วพริบตา เสิ่นหลางเริ่มวางแผนการรักษาได้ทันที ต้องเจาะรูเล็กๆ ที่ปอดเพื่อระบายเลือดคั่ง จากนั้นใช้สมุนไพรลดการอักเสบและยาบำรุงฟื้นฟูร่างกาย อีกไม่กี่เดือนก็น่าจะหายเป็นปกติ



"ท่านพ่อ ลูกอกตัญญู ต่อไปลูกจะไม่ทำให้ท่านทั้งสองต้องเป็นห่วงอีกแล้ว" เสิ่นหลางกล่าวพลางวางมือทาบหน้าผากบิดา



มีไข้ แสดงว่ามีการอักเสบ ต้องรีบให้ยาลดการอักเสบทันที มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายในไม่กี่วัน



ดวงตาของบิดาจับจ้องใบหน้าเสิ่นหลาง พยายามกลั้นไอ สายตานั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู



"ต้าหลาง เจ้าดูฉลาดขึ้นนะ"



บิดาผู้รักลูกดั่งดวงใจช่างเฉียบคมนัก สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเสิ่นหลางได้ทันที



บิดามารดารักเสิ่นหลางมาก แต่ก็รู้ดีว่าบุตรชายตัวเองเป็นคน...เอ่อ สติปัญญาต่ำนิดหน่อย แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ลึกๆ ก็รู้ว่าบุตรชายคนโตที่ตนรักดั่งแก้วตาดวงใจนั้นเป็นเพียงขยะไร้ค่า แววตาเหม่อลอย สีหน้าทึ่มทื่อ



ไม่นึกเลยว่ากลับมาคราวนี้ เขาจะดูฉลาดเฉลียวขึ้น



แต่ทว่า เท่านี้ย่อมเพียงพอแล้ว บิดาอย่างเขาดีใจมาก ต่อให้ยังเป็นขยะเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยก็ดูฉลาดขึ้น ไม่เหม่อลอยเหมือนก่อน เผลอๆ อาจจะหาเมียได้สักคน ต่อให้เป็นแม่ม่ายก็ไม่เป็นไร



มารดาเดินเข้ามา ประคองหน้าเสิ่นหลางพิจารณาอยู่นาน แล้วยิ้มกว้าง "จริงด้วย จริงด้วย! ต้าหลางของมารดาดูฉลาดขึ้น ดวงตาคู่นี้น่าเอ็นดูนัก ดูมีชีวิตชีวา สวรรค์คุ้มครอง สวรรค์คุ้มครองจริงๆ"



เสิ่นหลางกำลังคิดหาคำอธิบายเรื่องความเปลี่ยนแปลงของตน แต่ดูเหมือนน่าจะไม่จำเป็น บิดามารดารักเขามาก พอเห็นเขาดูฉลาดขึ้นก็ดีใจจนลืมสงสัย ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ จากเสิ่นหลางเลย



"พี่ใหญ่ ตระกูลสวีไล่ท่านออกมาหรือ?" น้องชายถาม



เสิ่นหลางพยักหน้า



"ไล่ออกมาก็ดี ไล่ออกมาก็ดี!" มารดากล่าว "มารดาก็ไม่อยากให้ลูกไปอยู่กับพวกคนใจดำพวกนั้นหรอก บ้านเราแม้จะจน แต่บิดามารดาและน้องชายจะขยันทำงานเลี้ยงเจ้าเอง ไม่ยอมให้ต้าหลางของเราต้องลำบากอยู่แล้ว"



ฟังดูสิ! ลำเอียงไม่มีใครเกิน ฟังจากความหมายของมารดาแล้ว เสิ่นหลางก็ยังไม่ต้องทำงานทำการเหมือนเดิม แค่นั่งกินข้าวฟรีไปวันๆ ก็พอ



"ที่เจ้ายอมแต่งเข้าตระกูลสวี ก็เพราะอยากได้เมียใช่หรือไม่? รอให้บิดากับน้องเจ้าหายดีก่อน ให้พวกเขาไปหาเงินมาแต่งเมียให้เจ้าสักคน" มารดากล่าว "แม่ม่ายหลิวในหมู่บ้านเป็นไง แม้จะแก่กว่าเจ้าสามปี แต่หน้าตาสะสวย แถมยังเอาใจเก่งนะ"



ไม่ใช่ว่าบิดามารดาดูถูกเสิ่นหลาง แต่ด้วยฐานะทางบ้านและชื่อเสียงเรื่องสติปัญญาของเสิ่นหลาง นอกจากหน้าตาดีแล้วก็ทำอะไรไม่เป็น การได้แต่งกับแม่ม่ายย่อมนับว่าดีถมไปแล้ว



เสิ่นหลางยิ้มบางๆ แล้วเดินไปที่เตียงน้องชาย เลิกขากางเกงขึ้นดู เห็นน่องบวมช้ำเป็นวงกว้าง กระดูกหน้าแข้งขวาหัก



"พี่ใหญ่ ข้าไม่เป็นอะไรมาก นอนพักสักครึ่งเดือนเดี๋ยวก็หาย อย่างมากก็แค่ขาเป๋ แต่บ้านเรายังมีพี่ใหญ่สืบทอดทายาท" น้องชายเสิ่นเจี้ยนกล่าว "ขาเป๋ก็ดี ข้าจะไปหากินที่เมืองเสวียนอู่ เห็นรถม้าคันไหนวิ่งมาก็จะกระโดดเข้าไปให้ชนแล้วเรียกค่าเสียหาย"



นี่แหละน้องชายเขา ดีกับพี่ชายมาก แต่พึ่งพาไม่ได้เลย



ขาหักแบบนี้ ถ้าไม่รีบรักษา อาจตายเร็วกว่าเดิมเสียอีก



"โดนมาเมื่อไหร่?" เสิ่นหลางถาม



"เมื่อวานซืน" น้องชายตอบ "เพราะไม่ได้ข่าวพี่มาเกือบเดือน ข้าเลยไปสืบดูที่บ้านตระกูลสวี แต่เข้าไม่ถึงประตู ขากลับจึงโดนดักตีขาหัก"



ข่าวอาการป่วยหนักของเสิ่นหลางถูกตระกูลสวีปิดข่าวเงียบ ทางบ้านจึงไม่รู้เรื่อง แต่แม่ลูกผูกพันใจถึงกัน บิดามารดาไม่ได้ข่าวเสิ่นหลางนานจึงเป็นห่วง ส่งลูกคนเล็กไปสืบข่าว



ออกมาจากบ้านตระกูลสวีแล้วโดนตีขาหักสินะ? เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับตระกูลสวีแน่นอน



ช่างอำมหิตนัก ใบหน้าหล่อเหลาของเสิ่นหลางเย็นเยียบลง หางตากระตุกริก



เสิ่นหลางกล่าว "เดี๋ยวพี่ใหญ่จะรักษาขาให้ เจ็บหน่อยนะ ต้องทนเอา"



น้องชายถาม "พี่ใหญ่ พี่รักษาคนเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่?"



เมื่อก่อนเสิ่นหลางแม้แต่ใส่เสื้อผ้ายังต้องให้มารดาช่วย เขายังรักษาคนเป็นด้วยหรือ?



ในโลกปัจจุบัน เสิ่นหลางรักษาผู้คนทุกวัน แม้จะไม่ใช่หมอเทวดาอันดับหนึ่ง แต่ประสบการณ์โชกโชน



อาการเจ็บป่วยของบิดาและน้องชายในสายตาเขาถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ยิ่งมีดวงตาเอกซเรย์ช่วย แม้เครื่องมือแพทย์ในต่างโลกจะไม่ทันสมัย แต่การรักษาสองคนนี้ก็ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 7 ต้องมองด้วยสายตาใหม่

ตอนถัดไป