บทที่ 18 มู่หลานเลือกคู่

บทที่ 18 มู่หลานเลือกคู่



สมองของเสิ่นหลางแล่นเร็วรี่ ประมวลแผนการนับสิบวิธี



ขณะนั้น ประตูห้องหนังสือเบื้องหน้าถูกปิดลงทันที กันเขาไว้ภายนอก



นี่เป็นเรื่องปกติ เพราะท่านป๋อจำต้องปรึกษาเรื่องลับ เสิ่นหลางยังนับว่าเป็นคนนอก ย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าร่วม



...



"ผู้ที่มาจากตระกูลจู้คือผู้ใด?" ท่านป๋อถาม



"น้องชายของข้าหลวงใหญ่จู้หรง แม่ทัพใญ่ผิงหนาน(สยบแดนใต้) จู้หลิน ขอรับ!" คนสนิทรายงานพร้อมส่งจดหมายลับที่มากับพิราบสื่อสารจากเมืองนู่เจียงให้



ท่านป๋ออ่านจบ สีหน้าพลันเขียวคล้ำ



ถึงกับส่งแม่ทัพใหญ่จู้หลินมาด้วยตนเอง เรื่องนี้ย่ำแย่ถึงขีดสุดแล้ว!



นี่แสดงว่าตระกูลจู้หมายมั่นปั้นมือจะเอาให้ได้!



การสู่ขอเช่นนี้ย่อมสามารถกระทำอย่างเปิดเผยสง่างามได้ ทว่าแม่ทัพใหญ่จู้หลินกลับเร่งเดินทางมาอย่างลับๆ แสดงว่าต้องการให้จวนป๋อตั้งตัวไม่ติด ไม่เปิดโอกาสให้ตระกูลจินปฏิเสธได้เลย



จู้หงเสวี่ยมาสู่ขอจินมู่หลาน มิใช่การเกี่ยวดองธรรมดา แต่เป็นการดำเนินนโยบายใหม่ของราชสำนัก



หากต้องการยึดที่ดินและกำลังทหารของป๋อเสวียนอู่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออะไร? คือการทำให้จวนป๋อไร้ขุนพลคุมทัพ และซื่อจื่อ (ทายาทบรรดาศักดิ์) ของจวนป๋อก็เป็นคนไม่ได้ความ ไม่มีทางรักษาทรัพย์สินบรรพบุรุษไว้ได้



หากจินมู่หลานแต่งให้จู้หงเสวี่ย ย่อมเปรียบเสมือนการพังเสาหลักของจวนป๋อ และเป็นการยึดอำนาจทหารของจวนป๋อไปโดยปริยาย



ป๋อฮูหยินกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ "ท่านพี่ เราปฏิเสธได้หรือไม่?"



ท่านป๋อส่ายหน้า "ยากนัก ตระกูลจู้คือยักษ์ใหญ่ หากปฏิเสธซึ่งหน้าเท่ากับประกาศเป็นศัตรู อีกทั้งการสู่ขอครั้งนี้อาจจะมีเจตนาของเจ้าแคว้นแฝงอยู่ด้วย"



จินมู่หลานกล่าว "ลูกไม่ยินยอมแต่งออกไปเด็ดขาด! ลูกต้องอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือน้องชาย ปกป้องฐานะรากฐานร้อยปีของตระกูลจิน ใครอยากจะพรากมันไป ต้องข้ามศพลูกไปก่อนเจ้าค่ะ"



ท่านป๋อหายใจหอบถี่ ขมวดคิ้วมุ่น เดินไปมาในห้องด้วยความกระวนกระวาย



จินมู่หลานกล่าวต่อ "ท่านพ่อ ลูกยินดีทำลายรูปโฉมตนเองเจ้าค่ะ"



จากนั้น นางพลันชักกริชออกมา เพียงท่านป๋อเอ่ยปากคำเดียว นางก็จะกรีดใบหน้าอันเลอโฉมของตนให้เสียโฉมทันที



"ไม่!" ป๋อเสวียนอู่ห้ามเสียงเด็ดขาด "ข้าต้องการปกป้องทรัพย์สินบรรพบุรุษก็จริง ทว่าสิ่งแรกที่ข้าต้องทำคือปกป้องบุตรสาวมิให้ต้องเจ็บตัว และต่อให้เจ้าจะเสียโฉม ตระกูลจู้ก็ยังจะมาสู่ขอเจ้าอยู่ดี ยกเว้นแต่ว่า..."



จินมู่หลานกล่าว "ยกเว้นแต่ลูกจะแต่งงานในวันนี้ รับเขยแต่งเข้าบ้าน และกราบไหว้ฟ้าดินให้เสร็จสิ้นก่อนแม่ทัพจู้หลินจะมาถึง เพื่อให้เรื่องนี้กลายเป็นความจริงที่มิอาจแก้ไขได้ ทำให้เขาจำต้องถอยกลับไป และไม่สามารถสู่ขอลูกได้อีก!"



ใช่แล้ว นี่คือหนทางเดียวที่เหลืออยู่ การหมั้นหมายนั้นใช้ไม่ได้ผล เพราะการรับเขยแต่งเข้าบ้านนั้นไม่มีขั้นตอนการหมั้น



แม่ทัพจู้หลินอยู่ห่างจากจวนป๋อไม่ถึงสองร้อยลี้ คืนนี้เขาก็จะมาถึงแล้ว



เดิมทีแม้จะเป็นการรับเขยแต่งเข้า ป๋อเสวียนอู่ย่อมตั้งใจคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน



ทว่าต้องแต่งในคืนนี้ หมายความว่าก่อนเที่ยงต้องส่งเทียบเชิญงานมงคลออกไป ภายในเวลาสองชั่วยามนี้ จำต้องตัดสินใจเลือกตัวเจ้าบ่าวให้จงได้



เมื่อมองดูบุตรสาวที่งดงามและเข้มแข็ง ป๋อเสวียนอู่พลันใจอ่อนแล้วถามว่า "มู่หลาน ตระกูลจู้กำลังรุ่งเรืองปานดวงอาทิตย์เที่ยงวัน จู้หงเสวี่ยก็นับว่ามีอนาคตไกล นับว่าเป็นคู่ครองที่ยอดเยี่ยม บิดามิอาจเสียสละความสุขของเจ้าเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลได้ เจ้าจะลองพิจารณาอีกครั้งดูไหม?"



จินมู่หลานกล่าว "ท่านพ่อ การได้เสียสละเพื่อตระกูลคือความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกเจ้าค่ะ หากท่านสิ้นไป น้องชายย่อมมิอาจรักษาทรัพย์สมบัติบรรพบุรุษไว้ได้ ลูกจะมิยอมแต่งออกไปเด็ดขาด"



ท่านป๋อรู้สึกสะเทือนใจและตื้นตันยิ่งนัก เขาหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนชื่อห้าคนลงในกระดาษขาว



ทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นบุรุษหนุ่มผู้โดดเด่น และเป็นตัวเลือกเขยแต่งวันที่ดีที่สุดในใจของท่านป๋อ



ท่านป๋อนั้นรักบุตรสาวยิ่ง เขาเริ่มมองหาคู่ครองให้นางมาตั้งแต่สามปีก่อน ทว่าด้วยการเป็นการรับเขยแต่งเข้าจึงพูดยาก และที่สำคัญจินมู่หลานคอยปฏิเสธมาตลอด



ทว่ายามนี้เวลาจวนตัว จำต้องรีบตัดสินใจแล้ว



ชื่อแรกในรายชื่อผู้สมัครคือ หวังเหลียน



บัณฑิตหนุ่มผู้สอบได้จวี่เหรินตั้งแต่อายุสิบแปด ปัจจุบันเป็นอาลักษณ์เมืองเสวียนอู่ และเป็นญาติห่างๆ ของจวนป๋อ



ชื่อที่สองคือ โม่เยี่ย อัจฉริยะฝ่ายบู๊แห่งเมืองเสวียนอู่ สอบได้จวี่เหรินฝ่ายบู๊ตั้งแต่อายุสิบหก และกำลังฝึกยุทธ์อย่างหนักเพื่อสอบจิ้นซื่อฝ่ายบู๊



ทั้งสองคนนี้คือบุรุษหนุ่มที่มีอนาคตไกล ส่วนอีกสามคนที่เหลือนั้นล้วนเป็นบุรุษหนุ่มยอดฝีมือในจวนป๋อ ทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ที่ตระกูลจินชุบเลี้ยงมาแต่เล็ก ความซื่อสัตย์ต่อจวนป๋อนั้นไม่เป็นสองรองใคร



ทั้งห้าคนนี้ต่างก็หลงรักและเทิดทูนจินมู่หลานสุดขีด



จะว่าไป บุรุษหนุ่มทุกคนในรัศมีหลายร้อยลี้ ล้วนมองจินมู่หลานเป็นสตรีในฝันทั้งสิ้น



"จินจง เจ้าจงส่งคนออกไปตามหาทั้งห้าคนนี้มาที่จวนด้วยความเร็วที่สุด ให้มู่หลานเป็นผู้คัดเลือก" ท่านป๋อมอบรายชื่อให้บ่าวผู้ซื่อสัตย์



ท่านป๋อรู้สึกผิดต่อบุตรสา เขาจึงเลือกเพียงห้าคนนี้มาให้ และมอบสิทธิ์ในการตัดสินใจครั้งสุดท้ายให้แก่มู่หลาน



"ขอรับ!" จินจงรับรายชื่อมาเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วรีบเดินออกไปสั่งให้ทหารม้าสิบกว่านายออกไปตามคนทันที



ท่านป๋อกล่าว "มู่หลาน แม้เวลาจะกระชั้นชิด ทว่าบิดาจะหาคนที่เหมาะสมที่สุดให้เจ้า เพื่อให้เจ้ามีความสุขไปชั่วชีวิต ทั้งห้าคนนี้ล้วนยอดเยี่ยม เจ้าจงเลือกสักคนเถิด"



ขณะนั้นเอง จู่ๆ เสิ่นหลางพลันเดินเข้ามาแล้วเอ่ยว่า "ใต้ท้าป๋อเจี๋ย คุณหนูมู่หลาน ผู้น้อยขอเข้าร่วมการคัดเลือกครั้งนี้ด้วยได้หรือไม่ขอรับ? ผู้น้อยาก็ปรารถนาจะแต่งงานกับท่าน!"



สิ้นเสียง ทุกคนในห้องต่างอึ้งตะลึงงันไปชั่วขณะ ตั้งตัวไม่ทันจริงๆ



จากนั้น ป๋อเสวียนอู่ผู้มีมารยาทดียิ่งก็มิอาจทนได้อีกต่อไป เขาแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความโกรธ



ไม่เพียงท่านป๋อ คนที่เหลือต่างมองเสิ่นหลางด้วยสายตาที่ราวกับอยากจะฉีกร่างเขาเป็นหมื่นชิ้น!



เฮอะ! แค่เจ้าเนี่ยนะ? บังอาจคิดจะแต่งงานกับคุณหนูจวนป๋อ!



หน้าตาเจ้าอาจจะใช้ได้อยู่หรอก แต่ความหล่อเหลาเช่นเจ้านั้นเหมาะจะไปเป็นนายบำเรอ มากกว่าจะมาฝันกลางวันเช่นนี้



ตระกูลเจ้าเป็นใคร? ก็แค่ชาวนาที่ยากจนจนต้องนอนในกระท่อมหญ้าแฝก



แน่นอนว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ หากเจ้ามีความสามารถโดดเด่นเพียงพอ ท่านป๋อก็อาจจะพิจารณา เพราะการหาเขยแต่งเข้าที่มีฐานะตระกูลสูงศักดิ์นั้นยากยิ่ง



ทว่าเสิ่นหลาง เจ้าลองตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างหรือยัง!?



เรียนหนังสือมาสิบปี แม้แต่สถานศึกษาประจำตำบลก็ยังเรียนไม่จบจนถูกไล่ออกมา



หากเทียบกับโลกเดิม ก็เปรียบเสมือนคนที่ตั้งใจเรียนหนังสือมาจนอายุสิบแปดปีแล้ว แต่ยังเรียนไม่จบชั้นประถม



เกิดในครอบครัวเกษตรกรผู้ยากไร้ ทว่าแรงจะแบกของก็ไม่มี งานหนักไม่ทน เกียจคร้าน เป็นขยะตัวจริงเสียงจริง



ชาวเมืองเสวียนอู่ทุกคนต่างรู้ดีว่า เจ้าเสิ่นหลางมีปัญหาทางสมอง สติปัญญามิสมประกอบ



เมื่อเทียบกับผู้สมัครห้าคนที่ท่านป๋อเลือกมา เจ้าเสิ่นหลางไม่มีค่าแม้แต่อีแปะเดียว!



ห้าคนนั้นหากไม่เป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง ก็เป็นยอดฝีมือวรยุทธ์ล้ำเลิศ ส่วนเจ้าเสิ่นหลางกลับไม่ได้ความสักอย่าง



สิ่งที่ทำให้คนมิอาจทนได้ที่สุดคือ เจ้า! เสิ่นหลาง! เห็นแก่ลาภยศเงินทองทอดทิ้งบิดามารดาไปเป็นเขยแต่งเข้าตระกูลสวี ยามนี้ถูกตระกูลสวีขับไล่ ถูกสวีเชียนเชียนทิ้งขว้าง เจ้ากลับบังอาจอยากจะมาแต่งงานกับคุณหนูจวนป๋อของข้าเชียวรึ?



เจ้าเห็นจวนป๋อของข้าเป็นที่รองรับขยะหรืออย่างไร?



คุณหนูแห่งจวนป๋อเสวียนอู่ของข้าสูงศักดิ์กว่าสวีเชียนเชียนกี่หมื่นเท่า? ขนาดจะรับเขยแต่งเข้ายังต้องคัดเลือกแล้วคัดเลือกอีก เจ้าช่างเป็นคางคกอยากกินเนื้อห่านฟ้าเสียจริง!



ป๋อฮูหยินรีบก้าวเข้ามาลูบหลังสามีเพื่อให้ใจเย็นลง แล้วกล่าวเสียงนุ่ม "ท่านพี่อย่าได้โกรธเคืองเลยเจ้าค่ะ ได้ยินว่าเสิ่นหลางผู้นี้สติปัญญาไม่สมประกอบ อีกทั้งยังเป็นเด็กอยู่ เราจะไปถือสาหาความเขาทำไมกัน?"



ป๋อเสวียนอู่ถอนหายใจยาว



นั่นสินะ เขาเป็นคนป่วยทางสมอง อีกทั้งยังเหมือนเด็ก คนระดับท่านป๋อจะไปถือสาหาความกับเขาได้อย่างไร?



"ใครก็ได้ นำพ่อหนุ่มพเนจรผู้นี้ไปส่งบ้านเสีย และมอบเงินให้สิบเหรียญทอง จำไว้ว่าต้องมอบให้บิดามารดาเขา ห้ามมอบให้เขาเด็ดขาด" ท่านป๋อสั่งการ "พรุ่งนี้ค่อยส่งคนไปรับเขามาเรียนหนังสือที่จวน กวดขันให้เป็นผู้เป็นคน"



"ขอรับ!" นักรบสองคนก้าวเข้ามาคว้าแขนเสิ่นหลางเตรียมจะลากตัวออกไป



เสิ่นหลางกล่าว "คุณหนูมู่หลาน เชื่อข้าเถอะขอรับ ข้าเหมาะสมกว่าห้าคนนั้นมากนัก ในฐานะคนที่จะเป็นสามีของท่าน ข้าไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะแข่งขันเลยรึ?"



จินมู่หลานมองเสิ่นหลาง พิจารณาเขาอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้น "ข้าจำได้แล้ว เมื่อสามปีก่อนตอนข้าออกล่าสัตว์ ข้าเคยขี่ม้าชนเจ้าโดยไม่ระวัง เจ้าคือเอ้อร์ส่าว (เจ้าทึ่มรอง)..."



โธ่! เทพธิดา ท่านพูดตรงไปจนทำร้ายจิตใจกันเกินไปแล้วนะ!



ใช่แล้ว ในหมู่บ้านไม่มีใครเรียกชื่อเสิ่นหลาง ทุกคนเรียก "เอ้อร์ส่าว" เพราะในหมู่บ้านมี "ต้าส่าว" (เจ้าทึ่มใหญ่) อยู่อีกคน ซึ่งเป็นสหายเพียงคนเดียวของเสิ่นหลางในตอนนั้น



ตอนที่ม้าของจินมู่หลานชนเสิ่นหลางบาดเจ็บ นางรีบเข้าไปอุ้มเขาไว้ ถามคนในหมู่บ้านว่าชายผู้นี้ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ชาวบ้านตอบกลับมาว่านี่คือ "เอ้อร์ส่าว"



เมื่อได้ยินชื่อ "เอ้อร์ส่าว" หนังหน้าท่านป๋อกระตุกรัวๆ



เสิ่นหลางกล่าว "คุณหนูมู่หลาน ผู้น้อยก็อยากแต่งงานกับท่านนะ รับรองว่าจะมิทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน"



จินมู่หลานมองเสิ่นหลางด้วยสายตาที่อ่อนโยนขึ้น



อาจถึงขั้นแฝงความเมตตาอยู่บ้าง



สามปีก่อนเมื่อนางได้ฟังเรื่องราวของเสิ่นหลาง และรู้ว่าเขาเป็นคนสติปัญญาต่ำต้อย นางก็รู้สึกเวทนายิ่งนัก ไปเยี่ยมเยียนเขาหลายครั้ง และส่งหมอที่ดีที่สุดไปรักษา



สรุปคือ จินมู่หลานมองเขาประดุจเด็กคนหนึ่ง และในตอนนั้นสติปัญญาของเสิ่นหลางก็เทียบเท่าเด็กจริงๆ มิใช่รึ?



มู่หลานผิดหวังกับการแก่งแย่งชิงดีในโลกของผู้ใหญ่ ทว่านางกลับมีเมตตาต่อความบริสุทธิ์ของเด็กมาก



ดังนั้น จินมู่หลานจึงมองเสิ่นหลางแล้วกล่าวว่า "ก็ได้ ข้าจะเพิ่มชื่อเจ้าลงในรายชื่อด้วย เจ้าสามารถแข่งขันได้อย่างยุติธรรม"



คนอื่นดูถูกเสิ่นหลาง แต่นางไม่ได้ดูถูก



ท่านป๋อกำลังจะอ้าปากคัดค้าน จินมู่หลานก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ท่านพ่อ ท่านกังวลสิ่งใดเจ้าค่ะ?"



ท่านป๋อรู้สึกขบขันตัวเองขึ้นมาทันที นั่นสินะ ข้ากังวลสิ่งใดกันแน่



มู่หลานเพียงแต่มีเมตตาและเวทนา จึงยอมเพิ่มชื่อเสิ่นหลางลงไปในรายชื่อผู้สมัคร ทว่านางย่อมไม่มีทางเลือกเขาอยู่แล้ว ไยข้าต้องไปกังวลจนเสียอารมณ์กับเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วย



"ใครก็ได้ พาเสิ่นหลางไปที่ห้องหนังสือห้องที่หก!" ท่านป๋อสั่งการ



...



หนึ่งชั่วยามผ่านไป!



บุรุษหนุ่มผู้โดดเด่นอีกห้าคนถูกพามาที่จวนป๋อเสวียนอู่ และถูกแยกกันไปอยู่ในห้องหนังสือห้าห้อง ส่วนเสิ่นหลางอยู่ในห้องหนังสือห้องที่หก



พวกเขาไม่เห็นหน้ากัน ไม่รู้ว่าผู้สมัครคนอื่นเป็นใคร



โดยจินมู่หลานจะเป็นผู้คัดเลือกด้วยตนเอง โดยทำการทดสอบผ่านฉากกั้น



เวลาจวนตัว ก่อนเที่ยงต้องตัดสินใจเลือกเจ้าบ่าวให้ได้ คืนนี้ต้องเข้าพิธีวิวาห์ มีเวลาอย่างมากเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น ในการคัดเลือกหนึ่งในหกคนนี้มาเป็นสามีของจินมู่หลาน



มู่หลานก้าวเข้าสู่ห้องหนังสือ การเลือกคู่เขยแต่งเข้าแห่งจวนป๋อเริ่มขึ้นแล้ว!



ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 18 มู่หลานเลือกคู่

ตอนถัดไป