บทที่ 2 จางกั๋วเฉียงลางานหนึ่งเดือน ห่าวเฉียงจ้วงต้องอยู่ห้องเดียวกับหลี่เหมย
บทที่ 2 จางกั๋วเฉียงลางานหนึ่งเดือน ห่าวเฉียงจ้วงต้องอยู่ห้องเดียวกับหลี่เหมย
หลังจากตื่นขึ้นมา ห่าวเฉียงจ้วงก็ไม่กล้าหลับอีกเลย ปวดปัสสาวะก็ต้องอั้นไว้ ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ
เขากลัวว่าถ้าลุกขึ้นมา จางกั๋วเฉียงดันกลับมาพอดี ได้เจอกันคงจะกระอักกระอ่วนแย่
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ท้องฟ้ายังไม่สว่าง จางกั๋วเฉียงก็ยังไม่กลับมา แต่เตียงฝั่งตรงข้ามกลับมีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น
ในห้องพักเงียบสงัดมาก เงียบจนขนาดเข็มตกก็ยังได้ยิน
นั่นคือเสียงร่างกายของหลี่เหมยเสียดสีกับแผ่นไม้ปูเตียง พร้อมกับเสียงลมหายใจหอบถี่ของเธอ
ห่าวเฉียงจ้วงได้ยินเสียงก็ยิ่งงุนงง นึกว่าหลี่เหมยเป็นอะไรไปหรือเปล่า!
ด้วยความร้อนใจ เขาก็อดถามไม่ได้ว่า "คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
ไม่มีเสียงตอบรับจากหลี่เหมย กลับกลายเป็นว่าเตียงฝั่งตรงข้ามสั่นสะเทือนไปทั้งหลัง
ห่าวเฉียงจ้วงกำลังจะอ้าปากถามอีกครั้ง เผื่อว่าฝั่งตรงข้ามเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ ตัวเองจะได้ช่วยทัน
แต่ตอนนั้นเอง เสียงของหลี่เหมยก็ดังขึ้น "ฉันไม่เป็นไร แค่หนาวนิดหน่อย"
บรรยากาศอึดอัดขึ้นมาทันที ห่าวเฉียงจ้วงไม่กล้าต่อบทสนทนาอีก
ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ทนไม่ไหวจริงๆ ถึงได้ลุกจากเตียง พุ่งตรงเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัว
พอเสร็จธุระ ห่าวเฉียงจ้วงเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าผ้าม่านเตียงฝั่งตรงข้ามถูกแง้มออกเล็กน้อย แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากทางระเบียง
หลี่เหมยหลับไปแล้ว ผ้าห่มบนตัวเธอคลุมอยู่ตรงไหล่พอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน แสงจันทร์ทำให้มองเห็นไหปลาร้า และการขยับของลำคอตามจังหวะหายใจได้อย่างชัดเจน
ห่าวเฉียงจ้วงไม่กล้าหาเรื่องใส่ตัว เขาก้มหน้าเดินกลับไปนั่งที่เตียงตัวเอง จัดการรูดม่านปิดให้เรียบร้อย แล้วมุดเข้าผ้าห่มไป
จังหวะนั้นเอง หลี่เหมยก็ตื่นขึ้นมาพอดี เธอก้มลงมองตัวเอง พลางคิดในใจ 'หรือว่าฉันห่มผ้าหนาไป เลยไม่มีผลกับไอ้หนุ่มนั่น?'
แต่พอคิดดูอีกที จางกั๋วเฉียง สามีของเธอกำลังจะกลับมาแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เธอจึงรีบดึงม่านปิด บดบังแสงจันทร์จนมิด
คืนนั้น ห่าวเฉียงจ้วงนอนไม่หลับอีกเลย ในหัวมีแต่ภาพไหล่เปลือยเปล่าครึ่งซีกของหลี่เหมย
ใต้แสงจันทร์ เธอช่างงดงามและดึงดูดใจเหลือเกิน ทำเอาใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ตอนนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกดังปัง
จางกั๋วเฉียงกลับมาแล้ว เนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่อง ปากก็บ่นพึมพำกับตัวเอง "แม่งเอ๊ย เครื่องสับปะรังเคนั่น น่าจะโละทิ้งไปตั้งนานแล้ว"
เขาพูดจบก็เดินไปที่เตียงตัวเอง เสียงหลี่เหมยดังมาจากข้างใน "กั๋วเฉียง เป็นอะไรเหรอ?"
จางกั๋วเฉียงพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "ดวงซวยชะมัด เรื่องห่วยแตกอะไรก็ประดังเข้ามาพร้อมกัน เครื่องซ่อมเสร็จแล้ว ขนาดก็กลับมาปกติแล้ว แต่เมื่อกี้ที่บ้านโทรมาที่ห้องรักษาความปลอดภัย ฝากบอกมาว่าแม่ฉันเข้าโรงพยาบาล"
เสียงหลี่เหมยแหบพร่าลงเล็กน้อย "อาการหนักไหม?"
จางกั๋วเฉียงลังเล ไม่ได้ตอบทันที แต่มองไปทางเตียงที่ห่าวเฉียงจ้วงนอนอยู่ ในใจเริ่มรู้สึกกังวล
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ถึงได้ยินจางกั๋วเฉียงพูดขึ้นว่า "เลิกงานตอนเช้า ตอกบัตรแปดโมงเสร็จ ฉันต้องรีบไปสถานีขนส่งเลย"
น้ำเสียงหลี่เหมยเจือความกังวล "แล้วฉันล่ะ?"
จางกั๋วเฉียงถอนหายใจ พูดอย่างจำยอม "ฉันกลับไปคนเดียวก่อน เดี๋ยวก็รีบกลับมา"
หลี่เหมยร้อนใจรีบเปิดผ้าม่านออก แต่สายตากลับมองไปที่ห่าวเฉียงจ้วงฝั่งตรงข้าม ลังเลอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปาก
จริงๆ แล้วสามีภรรยาคู่นี้รู้แก่ใจกันดีอยู่แล้ว ถ้าหลี่เหมยอยู่ห้องนี้คนเดียว ก่อนที่จางกั๋วเฉียงจะกลับมา เธอจะต้องเผชิญหน้ากับห่าวเฉียงจ้วงตามลำพัง
พูดตรงๆ ตอนที่จางกั๋วเฉียงไม่อยู่ หลี่เหมยก็แอบกลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าห่าวเฉียงจ้วงจะทำมิดีมิร้าย
ถึงหลี่เหมยจะแต่งงานมีสามีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูก รูปร่างหน้าตาของเธอจัดว่าสวยเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว
ถ้าให้ไปประกวดมิสฮ่องกง อย่างน้อยก็ต้องติดหนึ่งในสิบแน่นอน
หลี่เหมยลังเลอยู่นาน ถึงได้หลุดปากพูดไปประโยคหนึ่ง "งั้นก็โอเค! พี่ไปอาบน้ำก่อนเถอะ"
จางกั๋วเฉียงนอนพักในห้องจนสว่าง ถึงได้ออกจากห้องไป
ส่วนห่าวเฉียงจ้วงนั้นไม่ได้หลับเลยจนกระทั่งเจ็ดโมงเช้า ถึงได้ลุกขึ้นมา
เขารีบอาบน้ำล้างหน้า เปลี่ยนเป็นชุดฤดูใบไม้ร่วงที่สะอาด สวมรองเท้าผ้าใบหุ้มส้น แล้วรีบเดินออกจากห้องไป
ตอนนั้นเองหลี่เหมยถึงเพิ่งตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย เธอบิดขี้เกียจ มองไปที่เตียงฝั่งตรงข้าม พลางคิดในใจ 'คราวนี้ซวยแน่ๆ เมื่อคืนตั้งใจจะหาโอกาสยั่วเขา เผื่อเขาทำพลาด จะได้ใช้เป็นข้ออ้างไล่เขาออกไป ใครจะไปรู้ว่า...'
พอคิดแบบนี้ หลี่เหมยก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา เธอหยิบกระจกจากเตียงชั้นบนมาส่องดูใบหน้าที่สวยหยาดเยิ้มของตัวเอง ไม่กล้าคิดอะไรต่ออีก
เวลานั้น ห่าวเฉียงจ้วงไปถึงแผนกบุคคลแล้ว ในพื้นที่สำนักงาน มีพนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงานยืนอยู่สิบกว่าคน
แผนกไหนที่ขาดคนก็เริ่มมาคัดเลือกคน ห่าวเฉียงจ้วงที่มีรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หน้าท้องแปดแพ็กแบบนี้ ทำงานละเอียดไม่ได้หรอก เลยถูกทีมคลังสินค้าของแผนกทรัพยากรและพัสดุเลือกไปเป็นพนักงานส่งสินค้า
พนักงานส่งสินค้า ก็คือคนเอาสินค้าสำเร็จรูปขึ้นรถ บริษัทนี้มีสายการผลิตครบวงจรตั้งแต่ฉีดพลาสติกจนถึงประกอบชิ้นส่วน เน้นทำพัดลมไอเย็นและพัดลมฮีตเตอร์ส่งออกเป็นหลัก
พูดให้ฟังดูแย่หน่อย ก็คือกรรมกรแบกหามนั่นแหละ!
แต่ในยุคนี้ การหางานทำที่เป็นกิจจะลักษณะได้ก็ถือว่าดีมากแล้ว ใครจะมาสนเรื่องประเภทงานกันล่ะ?
ทีมคลังสินค้ามีพนักงานทั้งหมดสิบสองคน เป็นกรรมกรแบกหามหกคน พนักงานคุมคลังสินค้าห้าคน และหัวหน้ากลุ่มอีกหนึ่งคน แต่ละคนสูงร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรขึ้นไปทั้งนั้น
ห่าวเฉียงจ้วงที่สูงถึงร้อยแปดสิบห้า พอไปยืนรวมอยู่ตรงนั้น รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ก็ดูโดดเด่นราวกับนกกระเรียนในฝูงไก่
เขายืนอยู่ตรงนั้น ให้ความรู้สึกเหมือนสามารถบดขยี้ทุกคนได้ในพริบตา
เดิมทีหัวหน้ากลุ่มตั้งใจจะข่มขวัญเขาเสียหน่อย แต่พอเห็นรูปร่างแบบนั้นมายืนอยู่ตรงหน้า คิ้วเข้มตาโต ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ทำเอาแอบหวั่นใจอยู่ลึกๆ
สุดท้ายก็ต้องข่มความกลัวไว้ ตอนแรกจะตบบ่า แต่เห็นว่าสถานการณ์คงไม่เหมาะ เลยทำได้แค่ตบหลังห่าวเฉียงจ้วง แล้วพูดยิ้มๆ ว่า "ฉันชื่อโหวเหวิน ต่อไปนี้ฉันคือลูกพี่ของนายแล้วนะ ตอนทำงานฉันจะคุ้มครองนายเอง ส่วนตอนเลิกงานถ้านายมีเรื่องก็ต้องคุ้มครองฉันด้วยล่ะ!"
ใบหน้าขึงขังของห่าวเฉียงจ้วง ทำเอาผีเห็นยังต้องสะดุ้งเลย
ทุกๆ วัน สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเข้างาน คือการประชุมเช้า โหวเหวิน หัวหน้ากลุ่ม จะขึ้นต้นด้วยคำว่า "อรุณสวัสดิ์ทุกคน!"
ทุกคนต้องยืนยืดอก เอามือไพล่หลัง แล้วตอบพร้อมกันว่า "ดี ดีมาก ดีเยี่ยม!"
ว่ากันว่าทำแบบนี้เพื่อปลุกขวัญกำลังใจให้ดีขึ้น เพราะเดี๋ยวจะต้องโหลดของให้เต็มตู้คอนเทนเนอร์ตั้งสิบตู้
หลังจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของหัวหน้ากลุ่มโหวเหวินที่จะบรรยาย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องไร้สาระ แล้วก็งานทั่วไปในแต่ละวัน
อันที่จริง ประชุมเช้าทั้งเดือน มีตั้งยี่สิบเจ็ดวันที่พูดแต่เรื่องน้ำลายแตกฟอง เป็นหัวข้อที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
หลังเลิกประชุมเช้า ท่าทีของโหวเหวินดูแปลกไป เขามักจะแอบมองห่าวเฉียงจ้วงเป็นระยะๆ เหมือนกำลังคิดวางแผนอะไรบางอย่างอยู่
เรื่องนี้ทำให้ห่าวเฉียงจ้วงรู้สึกแปลกๆ จนเริ่มขนลุกขึ้นมานิดๆ แล้ว
คิดในใจ 'สายตาที่หมอนี่มองเรามันแปลกๆ ต้องมีเรื่องอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ'