ตอนที่ 1 ฉันจะไม่ยอมให้พวกเธอสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไป
ตอนที่ 1 ฉันจะไม่ยอมให้พวกเธอสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไป
"อันหราน แกทำฉันผิดหวังจริงๆ!"
หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่บนโซฟา มือข้างหนึ่งโอบกอดลูกสาวคนเล็กที่กำลังตัวสั่นเทา ส่วนมืออีกข้างชี้หน้าด่าทอลูกสาวคนโตอย่างอันหรานสาดเสียเทเสีย
"ซิงซิงก็แค่แก้ใบสมัครของแกนิดหน่อย แกถึงกับต้องลงไม้ลงมือขนาดนี้เลยเหรอ? ทำไมแกถึงได้จิตใจอำมหิตแบบนี้!"
อันหรานหรี่ตามองสองแม่ลูกตรงหน้า หัวใจของเธอค่อยๆ ด้านชาและเย็นเยียบลงทีละน้อย เธอฉีกใบตอบรับเข้าเรียนในมือจนขาดวิ่น แล้วปาใส่หัวสวีซิงซิงอย่างแรง
"หนูอำมหิตเหรอ? แม่... แม่รู้ไหมว่าเธอแก้ใบสมัครของหนูให้ไปอยู่ที่ไหน?"
"ที่ไหน?" สวีฮุ่ยฟางไม่รู้จริงๆ ว่าลูกสาวคนเล็กแก้ใบสมัครของพี่สาวเป็นที่ไหน
อันหรานแค่นหัวเราะเย็นชา "คลับสาวหูแมวไงล่ะ แม่... ถ้าเธอชอบทำตัวเน่าเฟะเองก็เรื่องของเธอ แต่ทำไมต้องมาแก้ใบสมัครของหนูให้ไปอยู่โรงเรียนฝึกอบรมพรรค์นั้นด้วย?"
แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นสถานบันเทิงที่เปิดโดยใครสักคนในฐานทัพ และเป็นสถานที่สำหรับปรนเปรอผู้ชายโดยเฉพาะ
เธออุตส่าห์ปลุกพลังทักษะเก็บเกี่ยวขึ้นมาได้แท้ๆ เดิมทีเธอสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยผู้มีพลังพิเศษของทางการได้ แต่โอกาสเปลี่ยนชีวิตเพียงครั้งเดียวกลับถูกน้องสาวทำลายจนย่อยยับ
"คลับสาวหูแมวไม่ดีตรงไหน?"
สวีซิงซิงกุมแก้มที่บวมแดง พลางพูดด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ "ที่นั่นรายได้สูงแถมยังไม่มีความเสี่ยง ได้รู้จักกับพวกระดับสูงในฐานทัพด้วยนะ ฉันทำไปก็เพราะหวังดีกับพี่ทั้งนั้น!"
*เหอะ! ก็แค่พลังสายเก็บเกี่ยวขยะๆ! มีอะไรน่าวิเศษนักหนา!*
รอให้เธอหาแต้มได้เยอะๆ จนปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้ รับรองว่าต้องเก่งกว่าอันหรานเป็นร้อยเท่า
แววตาของสวีซิงซิงฉายแววลำพองใจ
กฎหมายของฐานทัพชิงเชวี่ยระบุว่า ผู้สำเร็จการศึกษาที่มีอายุครบ 18 ปี สามารถยื่นใบสมัครได้เพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะสอบติดหรือไม่ หรือกรอกใบสมัครผิดพลาด ก็จะไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีก
เธอจงใจทำให้อันหรานเข้าเรียนในสถาบันผู้มีพลังพิเศษไม่ได้ จะได้ไม่ต้องเป็นคนเหนือคน และต้องอยู่ต่ำกว่าเธอตลอดไป
ดวงตาของสวีฮุ่ยฟางเป็นประกาย นางพยักหน้าเห็นดีเห็นงามรัวๆ "ซิงซิงพูดมีเหตุผลนะอันหราน น้องทำไปก็เพราะหวังดีกับแก การออกไปเขตแดนร้างแต่ละครั้งมันอันตรายจะตาย ถ้าแกได้รับคัดเลือกเข้าคลับ รายได้ต้องดีกว่าออกไปเก็บของป่าแน่ๆ"
"พอหาเงินได้ ซื้อยาปลุกพันธุกรรมมาให้น้องสาวกับน้องชายแกปลุกพลังได้ ถึงตอนนั้นพวกแกสามพี่น้องก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ครอบครัวเราจะได้ยืนหยัดในฐานทัพชิงเชวี่ยได้อย่างมั่นคงเสียที"
การถูกผู้ชายคนนั้นทิ้งเป็นปมในใจของสวีฮุ่ยฟางมาตลอด นางเฝ้าฝันทุกวินาทีว่าจะได้พึ่งพาลูกๆ ให้ได้ดิบได้ดี เพื่อตบหน้าคนใจดำคนนั้นให้หงายหลัง
อันหรานเกือบจะหัวเราะออกมาด้วยความสมเพชกับคำพูดของแม่บังเกิดเกล้าและน้องสาว
จะยืนหยัดในฐานทัพชิงเชวี่ยที่เป็นด่านหน้าการป้องกัน ด้วยการขายเรือนร่างเนี่ยนะ? ในสมองของพวกเธอคิดอะไรกันอยู่?
อยากจะผ่ากะโหลกพวกเธอดูจริงๆ ว่าข้างในมีแต่น้ำเน่าขังอยู่หรือเปล่า
อันหรานไม่อยากเสียเวลาพูดกับคนพวกนี้อีก เธอหันหลังเดินกลับเข้าห้องเพื่อเก็บของ
เธอจะออกจากบ้านหลังนี้
เหตุผลไม่มีอะไรมาก เธอแค่ไม่อยากให้พวกเธอสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไป
เมื่อคืนวาน อันหรานฝันประหลาด ฝันว่าตัวเองถูกน้องสาวแอบแก้ใบสมัครสอบ
พอเธอปฏิเสธที่จะเข้าเรียน ก็ถูกน้องสาวกับแม่วางยา แล้วขายให้กับคลับสาวหูแมว
เธอถูกขังไว้ในห้องใต้ดินของคลับ ถูกใช้เป็นถุงเลือดให้พวกมันสูบเลือดทุกวัน จนร่างกายพังทลาย ไม่สามารถรีดเลือดที่มีประโยชน์ออกมาได้อีก สุดท้ายก็ต้องตายอย่างอนาถ
ช่างบังเอิญเหลือเกินที่เช้านี้เธอได้รับใบตอบรับเข้าเรียน และฝันร้ายนั้นก็กลายเป็นจริง น้องสาวตัวดีแก้ใบสมัครของเธอจริงๆ
เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ต่อให้ต้องออกไปเช่าบ้านอยู่ เธอก็จะไม่อยู่ในบ้านหลังนี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว
ขณะที่กำลังเก็บของ สวีฮุ่ยฟางกับสวีซิงซิงก็เดินตามเข้ามาในห้อง
เมื่อเห็นอันหรานกำลังเก็บสัมภาระ ก็รีบเข้ามาขวาง "แกจะทำอะไร? จะไปไหน?"
อันหรานรูดซิปเป้ดังขวับ ตอบเสียงเรียบ "โรงเรียนจัดให้ผู้จบการศึกษาออกไปทำภารกิจนอกเมือง ไม่งั้นจะไม่ได้ใบจบ"
สวีฮุ่ยฟางได้ยินดังนั้นก็เบาใจลงเปราะหนึ่ง นางลอบมองลูกสาวคนโตอย่างระแวดระวัง "จริงเหรอ? แกไม่ได้โกหกพวกเราใช่ไหม?"
"โกหกแล้วฉันจะได้อะไร?" อันหรานสะพายเป้ขึ้นหลังแล้วเดินดุ่มๆ ออกไป
สวีฮุ่ยฟางรีบขวางลูกสาวไว้อีกครั้ง ถามด้วยความสงสัย "แล้วแกจะไม่ไปโรงเรียนฝึกอบรมสาวหูแมวแล้วเหรอ?"
"ไม่ไป!" อันหรานปัดมือแม่แท้ๆ ออก แล้วเปิดประตูเดินหนี
"ถ้าไม่ไปโรงเรียนฝึกอบรมแล้วแกจะไปไหน?" สวีฮุ่ยฟางใช้สองมือยื้อลูกสาวคนโตไว้แน่น พลางส่งสายตาให้น้องสาว
สวีซิงซิงรีบวิ่งเข้ามา พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน "พี่สาว คลับสาวหูแมวเป็นทางเลือกที่ดีจริงๆ นะ พี่อย่าเพิ่งทิ้งโอกาสสิ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาไม่รับคนธรรมดาที่ไม่มีพลังพิเศษ ฉันคงสมัครไปเองแล้ว"
พูดจบ เธอก็ยื่นมือจะมาแย่งเป้ของอันหราน
อันหรานเบี่ยงตัวหลบ ปัดมือเธอทิ้ง แล้วมองสองแม่ลูกด้วยสายตาเย็นยะเยือก "ฉันจะพูดอีกครั้งเดียว ที่นั่นฉันไม่ไป อย่ามาแหย่ฉัน ไม่งั้นค่ากินอยู่พวกเธอ ก็ไปหาทางแก้ปัญหากันเอาเอง"
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในบ้านล้วนมาจากเงินที่เธอออกไปทำภารกิจนอกเมือง ตั้งแต่อายุ 10 ขวบจนถึงตอนนี้ เป็นเวลา 8 ปีเต็ม
ตอนนั้นเธอยังไม่มีพลังพิเศษ ทุกครั้งที่กลับมาต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บเพราะค่ามลพิษเข้มข้น
ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ใบหน้าบวมเป่ง ถ้าไม่ใช่เพราะโรงเรียนรักษาให้ฟรี เธอคงตายไปนานแล้ว
ส่วนน้องสาวกับน้องชายที่อายุน้อยกว่าเธอแค่ 2 ปี กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประตูเมืองชั้นนอกอยู่ตรงไหน
ที่น่าขันยิ่งกว่าคือ ตอนที่พ่อจากไป เขาได้ทิ้งเงินค่าเลี้ยงดูจำนวนมากไว้ให้แม่ เพื่อให้เลี้ยงดูเธอจนบรรลุนิติภาวะ
แต่แม่บังเกิดเกล้ากลับไม่เคยใช้เงินนั้นกับอันหรานเลยแม้แต่แดงเดียว หนำซ้ำยังเอาเงินไปเลี้ยงผู้ชาย แล้วมีลูกแฝดชายหญิงกับมันอีก
ใช่แล้ว สวีซิงซิงและน้องชายฝาแฝดคือลูกของสวีฮุ่ยฟางกับผู้ชายอื่น เหตุผลที่พ่อทิ้งไปก็เพราะจับได้ว่าแม่คบชู้ จึงตัดขาดอย่างเด็ดขาด
แต่ตอนนั้นสวีฮุ่ยฟางยึดตัวอันหรานไว้ไม่ยอมปล่อย พ่อจึงทิ้งค่าเลี้ยงดู 18 ปีไว้ให้ แล้วจากไปอยู่ฐานทัพอื่น
ส่วนพ่อแท้ๆ ของสวีซิงซิงตายไปตั้งแต่พวกมัน 5 ขวบ ได้ยินว่าไปแย่งผู้หญิงในไนต์คลับจนเกิดเหตุตะลุมบอนและถูกฆ่าตาย
เรื่องพวกนี้ น้าสวี่ที่เป็นแม่นมเป็นคนเล่าให้อันหรานฟังทั้งหมด
"อันหราน ฟังแม่นะ"
สวีฮุ่ยฟางเริ่มใจคอไม่ดี รีบพูดแก้ตัว "แม่ก็แค่เป็นห่วง กลัวแกจะไปเจออันตรายข้างนอก... งั้น...งั้นแกไม่ต้องไปทำภารกิจก็ได้"
"ไม่ได้! ตกลงกันไว้แล้ว จะไม่ไปไม่ได้" อันหรานก้าวเท้าเดินออกไป โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองสองแม่ลูกนั่นอีก
เธอโบกแท็กซี่ที่ริมถนน แล้วมุ่งหน้าออกจากเมืองชั้นในทันที
ฐานทัพชิงเชวี่ยมีกำแพงป้องกันสองชั้น แบ่งเป็นเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก
เมืองชั้นในเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีพลังพิเศษและครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่บริหารหน่วยงานต่างๆ ทหารรับจ้าง และกองกำลังพิทักษ์
ครอบครัวเกษตรกรก็มีอยู่ไม่น้อย แต่ผลผลิตจากแปลงนาในเมืองชั้นในไม่เพียงพอเลี้ยงประชากรนับแสน ดังนั้นฐานทัพจึงมักจัดตั้งกลุ่มผู้มีพลังพิเศษและประชาชนให้ออกไปเก็บรวบรวมพืชและสัตว์ที่กินได้จากภายนอก
ส่วนเมืองชั้นนอกส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่ยากจน และผู้ลี้ภัยที่หนีมาจากฐานทัพอื่น จำนวนประชากรมากกว่าเมืองชั้นในถึงสองสามเท่า
ด้วยเหตุนี้ เขตที่พักอาศัยเมืองชั้นนอกจึงมีความปลอดภัยต่ำ และมีคนตายเป็นจำนวนมาก
นอกกำแพงสูงของเมืองชั้นนอกคือแดนร้างและป่าเขาอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ซึ่งสัตว์กลายพันธุ์และสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อันดุร้ายซ่อนตัวอยู่นับไม่ถ้วน
ที่นั่นมีทั้งอันตรายและโอกาส หากโชคดีและมีฝีมือ ก็สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในโลกยุควันสิ้นโลกแห่งนี้ได้
อันหรานจ่ายค่าผ่านทาง 50 แต้มที่หน้าประตูเมือง แล้วปีนขึ้นรถบรรทุกของหน่วยเก็บเกี่ยว
มันเป็นรถบรรทุกตู้ทึบ ภายในตู้ที่ทรุดโทรมมีคนนั่งอยู่แล้วหลายสิบคน ส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่ง สะพายตะกร้าหรือเป้เหมือนกัน
ชีวิตที่ยากลำบากทำให้สีหน้าของพวกเขาด้านชา บางคนถูกไอปีศาจกัดกร่อนอย่างรุนแรงจนผิวหนังเปื่อยเน่า ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นชนชั้นล่างสุดของเมืองชั้นนอก
รถบรรทุกวิ่งโคลงเคลงอยู่หลายชั่วโมง ในที่สุดก็ถึงจุดหมาย
อันหรานหิ้วเป้กระโดดลงจากรถ กวาดสายตามองไปรอบๆ
พื้นที่โล่งกว้าง พืชกลายพันธุ์ถูกถางจนเกลี้ยงเกลา
พื้นดินถูกปรับจนเรียบ มีลานขนาดใหญ่ที่มีกำแพงสูง 10 เมตรล้อมรอบ ด้านบนขึงด้วยลวดหนามไฟฟ้า
ตรงกลางลานมีตึกดินทรงกลมตั้งตระหง่านอยู่เก้าหลัง
ตึกดินแต่ละหลังมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100 เมตร สูง 20 เมตร แบ่งเป็นหกชั้น แต่ละชั้นมีห้องพักหลายสิบห้อง สามารถต้านทานการโจมตีของสัตว์กลายพันธุ์ระดับ 3 ลงมาได้
นี่คือค่ายพักแรมของหน่วยเก็บเกี่ยวประจำฐานทัพ และเป็นจุดรวมพลของเหล่าทหารรับจ้างในแดนร้าง
คนเก็บขยะและนักเก็บเกี่ยวร้อยพ่อพันแม่ต่างมาพักพิงที่นี่
แน่นอน คนมีเงินก็ได้นอนในตึกดิน ส่วนคนไม่มีเงินก็ต้องกางเต็นท์นอนในลาน
บางคนที่แม้แต่เต็นท์ก็ไม่มี ก็ต้องหาซอกมุมซุกหัวนอนไปตามยถากรรม
โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูอบอุ่น ถึงไม่มีที่บังแดดบังฝนก็ไม่หนาวตาย เพียงแต่ยุงและมดแมลงจะเยอะหน่อย คนประเภทนี้จึงมีน้อย หรืออย่างแย่ที่สุดก็เบียดๆ กันนอนในเต็นท์กับเพื่อน
อันหรานย่อมไม่นอนข้างนอกแน่ เธอเป็นเด็กสาวที่เพิ่งบรรลุนิติภาวะ ต่อให้เป็นผู้มีพลังพิเศษ แต่การนอนกลางแจ้งคนเดียวก็อันตรายเกินไป
เธอก้มดูนาฬิกาข้อมือ ยังเหลือแต้มอยู่ 500 กว่าแต้ม น่าจะพอจ่ายค่าห้องพักในตึกดินได้สักวันสองวัน
หากอยู่เกินหนึ่งวัน ก็สามารถใช้พืชหรือสัตว์ที่มีค่ามลพิษต่ำมาแลกเปลี่ยนได้
เรื่องนี้ไม่ยากเพราะเธอมีทักษะเก็บเกี่ยว สามารถหาพืชกลายพันธุ์ที่มีค่ามลพิษต่ำมาได้เพียงพออยู่แล้ว
…………
ข้อมูลเพิ่มเติม
นิยายเรื่องนี้แบ่งช่วงภัยพิบัติออกเป็น 4 ยุค:
ภัยพิบัติครั้งที่ 1: ภัยแมลงและคลื่นสัตว์ร้าย, ภาวะขาดแคลนอาหาร
ภัยพิบัติครั้งที่ 2: ยุคน้ำแข็ง
ภัยพิบัติครั้งที่ 3: อากาศร้อนจัด, ภัยแล้ง
ภัยพิบัติครั้งที่ 4: พายุฝน, น้ำท่วมใหญ่, สิ่งมีชีวิตในทะเลขึ้นบก
. . .
//ฝากติดตามด้วยนะครับ\\
==> ช่วงแรกถ้ามีคำแปลกหรืออ่านแล้วติดขัดก็ขออภัยด้วยครับ จะปรับแก้และเกลาคำให้ดีขึ้นในตอนหลังๆให้นะครับ <==