ตอนที่ 14 จุดกำเนิดปีศักราชดวงดาว
ตอนที่ 14 จุดกำเนิดปีศักราชดวงดาว
เนื้อหนูกลายพันธุ์บริสุทธิ์สองร้อยชั่งขายได้ 16,000 แต้ม อันหรานแลกแกนผลึกระดับต้นมาสองก้อน กับมีดสปาต้าเหล็กกล้าหนึ่งเล่ม รวมเป็น 8000 แต้ม
แน่นอนว่าค่ามีดสปาต้าเป็นการเบิกเงินล่วงหน้า ไม่ได้หักจากรายได้รวมของทีม อันหรานจะจ่ายส่วนนี้เอง
ส่วนแกนผลึกสองก้อนนั้นต้องนับเป็นค่าใช้จ่ายของทีม
เงินที่เหลือ 9000 แต้ม อันหรานเก็บไว้ 5000 ส่วนอีก 4000 ให้พวกซันชีแบ่งกันเอง
ซันชีกับพี่ชายและพี่สะใภ้ไม่มีใครคัดค้าน อวี๋กังยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น
รู้ไหมว่าบางทีพวกเขาตรากตรำทำงานทั้งสัปดาห์ ยังหาแต้มไม่ได้เยอะขนาดนี้เลย นี่แค่ออกไปชั่วโมงเดียวก็ได้ส่วนแบ่งคนละพันแต้ม เหมือนฝันที่เป็นจริงชัดๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะชุดป้องกันไม่พอ เขาคงอยากให้ภรรยาออกไปทำภารกิจนอกค่ายด้วยแล้ว
"อันหราน เราจะออกไปอีกเมื่อไหร่?" ซันชีตื่นเต้นจนแทบรอไม่ไหว อยากจะออกไปล่าสัตว์กลายพันธุ์ซะเดี๋ยวนี้เลย
อันหรานมองฟ้า "เดี๋ยวก็จะมืดแล้ว กินข้าวแล้วนอนพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน"
"อื้อๆ!" ซันชีพยักหน้าหงึกหงัก แล้วกระซิบข้างหูอันหรานยิ้มๆ "เย็นนี้กินเนื้อหนูกลายพันธุ์กันเถอะ ฝีมือพี่สะใภ้อวี๋สุดยอดมาก เธอได้ชิมแล้วจะติดใจ"
อันหรานได้ยินแล้วก็นึกอยากลองขึ้นมาทันที
บอกตามตรง เธอคิดถึงหมูตุ๋นน้ำแดงที่โรงอาหารเล็กจะแย่ ถ้าไม่ติดว่ามันแพงเกินเหตุ เธอคงไปกินทุกวัน
ตอนนี้หาเนื้อหนูกลายพันธุ์ที่ปลอดพยาธิและไวรัสได้แล้ว ใครจะไปง้อเนื้อแพงๆ ที่โรงอาหารอีกล่ะ?
ถ้าฝีมือพี่สะใภ้อวี๋ดีจริง เธอก็ถือว่ามีลาภปากแล้ว
คิดเพลินๆ ก็เดินกลับมาถึงตึกดินหมายเลข 7
เห็นพี่สะใภ้อวี๋ยืนชะเง้อรออยู่หน้าประตูด้วยความกังวล พอเห็นทุกคนกลับมาครบ ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
"บาดเจ็บตรงไหนไหม?" เธอรีบเข้ามาสำรวจสามีรอบตัว พอเห็นชุดป้องกันไม่มีรอยขาด ก็ถอนหายใจโล่งอก
จากนั้นก็หันไปดูพี่สะใภ้ซ่งกับซันชี
ซันชียิ้มร่า "พวกเราสบายดี ต้องขอบคุณปืนพ่นไฟของอันหราน ไม่งั้นคงแย่เหมือนกัน"
"ใช่ๆ" พี่สะใภ้ซ่งเสริม
พี่สะใภ้อวี๋ทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่อวี๋กังตัดบทเสียก่อน "รีบไปทำกับข้าวเถอะ หิวกันจะแย่แล้ว"
ซันชีล้วงเนื้อหนูก้อนโตออกจากเป้ ยื่นให้พี่สะใภ้อวี๋ "วันนี้มีเนื้อนะ พี่สะใภ้ช่วยทำให้หน่อยนะ เอาให้อร่อยเหาะไปเลย"
"หูว! เยอะขนาดนี้เลย?" พี่สะใภ้อวี๋รับเนื้อมาถือ ตาโตเท่าไข่ห่าน "ทำหมดนี่เลยเหรอ? จะกินหมดไหมเนี่ย?"
อวี๋กังดันหลังภรรยาเข้าห้อง "รีบไปทำเถอะ นวดแป้งทำแผ่นแป้งด้วยนะ"
พี่สะใภ้อวี๋โดนสามีดันให้เข้าห้องไปก็ไม่โกรธ รีบหยิบหม้อไหกะละมังออกมาทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว
พี่สะใภ้ซ่งเห็นดังนั้นก็เข้าไปช่วย แล้วควักแป้งสาลีปนรำที่เก็บไว้อย่างดีออกมานวดเตรียมทำแผ่นแป้งจี่
อันหรานกวาดตามองที่พักของพวกซันชี ห้องกว้างกว่าของเธอนิดหน่อย ถูกกั้นแบ่งเป็นสองห้องเล็กๆ อย่างทุลักทุเล
ไม่รู้ว่าซันชีนอนตรงไหน
แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะชวนซันชีไปนอนด้วย ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมทีม แต่เว้นระยะห่างส่วนตัวไว้บ้างดีกว่า
อันหรานขอตัวกลับห้อง ซันชีเดินไปส่งที่บันได "เดี๋ยวกับข้าวเสร็จแล้วฉันไปเรียกนะ"
อันหรานรับคำ แล้วเดินขึ้นชั้นสี่
ระหว่างทางไม่เจอพวกจางเสี่ยวตง สงสัยคงไปห้องพยาบาลกันหมด เพราะมีคนเจ็บหลายคน
เธอเข้าห้องและล็อกประตู
อันหรานหยิบแกนผลึกสองเม็ดออกมาดูดซับ
เป็นไปตามคาด ค่าสถานะเพิ่มขึ้นอย่างละ 1 แต้ม ทั้งค่ากายภาพและค่าความว่องไว
ตอนนี้ค่ากายภาพของเธออยู่ที่ 13 ค่าความว่องไวก็ 13 ทำให้สายตาของเธอเฉียบคมขึ้นมาก ถึงขนาดมองเห็นการเคลื่อนไหวของแมลงวันกลายพันธุ์ที่บินเร็วๆ ได้อย่างชัดเจน
อันหรานแอบดีใจ คิดในใจว่าถ้าค่าสถานะทุกอย่างทะลุ 20 ความสามารถของเธอจะพัฒนาไปถึงขั้นไหนนะ?
จะเทียบชั้นกับพวกผู้มีพลังพิเศษระดับสูงได้ไหม?
เท่าที่รู้ ผู้มีพลังพิเศษระดับสูงบางคนเหาะเหินเดินอากาศได้ ที่ฐานทัพชิงเชวี่ยก็มีอยู่สองสามคน เสียดายที่เธอไม่เคยเห็นตัวจริง
เธอถอดชุดป้องกันออก เสื้อผ้าข้างในชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ อันหรานทำได้แค่เปลี่ยนชุดชั้นในตัวใหม่
จะซักผ้าหรืออาบน้ำคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนี้ค่ายปิดโรงอาบน้ำรวมและจำกัดการใช้น้ำ เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นสัตว์ร้ายที่กำลังจะมา
ดื่มน้ำไปแก้วหนึ่ง อันหรานล้มตัวลงนอน เปิดนาฬิกาข้อมือค้นหาข่าวรอบๆ ตัว
แล้วเธอก็พบว่า ค่ายพักแรมรอบๆ ฐานทัพชิงเชวี่ยกว่าสิบแห่ง ต่างกำลังเผชิญกับภัยแมลงและคลื่นสัตว์ร้าย ฝูงแมลงบินว่อนมืดฟ้ามัวดิน กัดกินพืชและสัตว์กลายพันธุ์ทุกอย่างที่ขวางหน้า
สัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากทนไม่ไหว หนีตายออกจากป่าทึบ บุกโจมตีค่ายมนุษย์ตามเส้นทาง
จากภาพที่โดรนถ่ายมาได้ สัตว์ยักษ์เหล่านั้นเลเวลไม่ต่ำเลย บางตัวสูง 7-8 เมตร ค่ายเล็กๆ หลายแห่งถูกพวกมันชนพังราบเป็นหน้ากลองเหมือนเต้าหู้
ภาพในคลิปวิดีโอน่าสยดสยอง ผู้คนหนีตายไม่ทัน ถูกสัตว์ยักษ์เหยียบย่ำจนตายเกลื่อนกลาดราวกับมดปลวก
อันหรานดูแล้วขนลุกซู่ หัวใจบีบรัดด้วยความกลัว
จากนั้นก็เปิดดูข่าวจากทางฐานทัพ
ท้องฟ้าเหนือเมืองชั้นนอกก็มีแมลงบินว่อนจำนวนมาก ท่อระบายน้ำในเมืองก็มีหนูกลายพันธุ์โผล่ออกมา แต่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงมากนัก
เมืองชั้นในสถานการณ์ดีกว่าเมืองชั้นนอกหน่อย ภัยแมลงไม่ค่อยหนักหนา
แถมทางการยังระดมคนออกไปกำจัดแมลง แจกปืนพ่นไฟให้ทุกคน ไม่นานแมลงก็ถูกกำจัดไปกว่าครึ่ง
พื้นที่การเกษตรของฐานทัพก็มีหน่วยพิทักษ์คอยดูแล ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
แต่อันหรานสังหรณ์ใจว่า เรื่องมันคงไม่จบง่ายๆ แค่นี้
ภัยแมลงและคลื่นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่แบบนี้ ฐานทัพจะรอดปลอดภัยจริงหรือ?
ว่ากันตามตรง ไม่มีใครรู้ว่าแมลงบินกลายพันธุ์พวกนี้มาจากไหน พวกมันเหมือนเกิดมาจากหมอกดำ ทุกปีช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม มันจะมาพร้อมกับหมอก
เพียงแต่ตอนนั้นจำนวนไม่มาก ไม่กระทบต่อฐานทัพ พอถึงเดือนกันยายนที่อากาศหนาวจัด อุณหภูมิติดลบ 30-40 องศา แมลงพวกนี้ก็จะแข็งตายไปเอง
แต่ปีนี้ดูเหมือนจะผิดปกติ
นี่เพิ่งต้นเดือนสิงหาคม แมลงบินกลายพันธุ์ก็โผล่มามหาศาล แถมยังปลุกปั่นให้เกิดคลื่นสัตว์ร้ายขนาดใหญ่
ส่วนต้นกำเนิดของสัตว์และพืชกลายพันธุ์ อันหรานเคยอ่านเจอในหนังสือประวัติศาสตร์ว่า เมื่อร้อยปีก่อน หรือก็คือก่อนปีศักราชดวงดาวที่ 1
หมอกดำลอยมาจากห้วงลึกของจักรวาล ปกคลุมดาวเคราะห์ดวงนี้ไว้ทั้งดวง
ท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาดำ หมอกดำหนาทึบปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
ในหมอกดำนั้น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตในทะเลต่างกลายพันธุ์อย่างบ้าคลั่ง จนกลายเป็นสายพันธุ์ประหลาดที่ยากจะจำแนก
จากนั้นก็ตามมาด้วยยุคน้ำแข็งนานหลายสิบปี มนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอต่างล้มตายกันเป็นเบือ
โชคดีที่เมื่อ 40 ปีก่อน หมอกดำบนท้องฟ้าค่อยๆ จางหายไป หรือจะพูดให้ถูกคือมันละลายลงสู่ดินและมหาสมุทร แสงอาทิตย์อันอบอุ่นจึงกลับมาสาดส่องผืนโลกอีกครั้ง
น้ำแข็งละลาย สิ่งมีชีวิตใหม่ๆ เจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว หมอกดำที่น่ากลัวเหล่านั้นกลับกลายเป็นปุ๋ยเร่งโตชั้นดี
พื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดค่อยๆ หดแคบลง การเอาชีวิตรอดกลายเป็นเรื่องยากลำบากแสนเข็ญ
และหมอกดำนั้น ต่อมาถูกเรียกว่า 'หมอกมาร'
มนุษย์ที่กินอาหารปนเปื้อนหมอกมารเข้าไป เบาะๆ ก็แค่ตัวเปื่อยเน่า หนักหน่อยก็กลายพันธุ์หรือตาย
ในทางกลับกัน สัตว์บนโลกนี้โชคดีกว่ามนุษย์มาก พวกมันมีร่างกายแข็งแกร่ง ขยายพันธุ์เร็ว พันธุกรรมวิวัฒนาการจนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ในที่สุด
พืชยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขอแค่มีน้ำ มีแสงแดด มีออกซิเจน ต่อให้สภาพแวดล้อมเลวร้ายแค่ไหนก็อยู่ได้
แถมหมอกมารยังไปเปลี่ยนพันธุกรรมของพวกมัน ทำให้พืชปรับตัวได้ดียิ่งกว่าสัตว์เสียอีก บางชนิดถึงขั้นยึดครองพื้นที่ได้อย่างอิสระเสรี
ผู้โชคร้ายที่สุดคือมนุษย์ที่เปราะบาง ความสามารถในการสืบพันธุ์ลดฮวบ ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูได้เล็กน้อย
ส่งผลให้ประชากรมนุษย์ลดลงทุกปี ตามสถิติอย่างไม่เป็นทางการ ปัจจุบันมีมนุษย์เหลือรอดบนดาวดวงนี้ไม่ถึง 200 ล้านคน
อย่างฐานทัพชิงเชวี่ย แม้จะมีประชากร 300,000 กว่าคน แต่ในรัศมีหลายร้อยลี้รอบฐานทัพ กลับไม่มีเขตที่อยู่อาศัยของมนุษย์อื่นเลย
อันหรานปิดนาฬิกาข้อมือ หลับตาพักผ่อน
เธอเคลิ้มๆ เหมือนได้ยินเสียงคนเคาะประตู
. . .