ตอนที่ 23 รอให้ช่วยชีวิต
ตอนที่ 23 รอให้ช่วยชีวิต
ประตูห้อง 48 เปิดอยู่ ซันชีเดินออกมาจากห้อง
พอเห็นอันหราน ก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา "อันหราน เธอลงมาแล้วเหรอ ฉันกำลังจะขึ้นไปหาอยู่พอดี"
อันหรานหยุดเดิน มองสำรวจซันชีแวบหนึ่ง "ฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่? พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เป็นยังไงบ้าง?"
"พวกเขาสบายดี ฟื้นตั้งแต่เช้าแล้ว"
ซันชีตอบ "เมื่อกี้เพิ่งได้กินน้ำซุปเนื้อ พี่ใหญ่บอกว่าพอกินเข้าไปแล้วก็หายปวดหัวเป็นปลิดทิ้ง"
อันหรานพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร แต่แอบใช้ทักษะเนตรสำรวจกับซันชีเงียบๆ
[ติ๊ง! ใช้พลังกายใจ 1 แต้ม ได้รับค่าประสบการณ์การสำรวจ +10 ข้อมูลเป้าหมาย: ซ่งซันชี, อายุกระดูก 18 ปี, กายภาพ 10, พละกำลัง 15, ความว่องไว 6, พลังกายใจ 4 (บาดเจ็บเล็กน้อย), สถานะ: ยังไม่ตื่นรู้]
อันหรานเลิกคิ้ว
มิน่าล่ะซันชีถึงแรงเยอะ ค่าพละกำลังตั้ง 15 มากกว่าเธอตอนนั้นตั้งเยอะ
ซันชีชวนอันหรานเข้าห้อง "ฉันเพิ่งลวกบะหมี่เสร็จ มากินด้วยกันสิ กินเสร็จแล้วจะได้ออกไปกำจัดแมลงข้างนอกด้วยกัน"
"ฉันกินแล้ว เธอรีบไปกินเถอะ"
อันหรานมองเข้าไปในห้อง เห็นสองผัวเมียสกุลซ่งหน้าซีดเผือด เลยทักทายพอเป็นพิธี แล้วแอบใช้เนตรสำรวจใส่
[ติ๊ง! ใช้พลังกายใจ 1 แต้ม ได้รับค่าประสบการณ์การสำรวจ +10 ข้อมูลเป้าหมาย: ซ่งต้าไห่, อายุกระดูก 23 ปี, กายภาพ 10, พละกำลัง 10, ความว่องไว 8, พลังกายใจ 1 (บาดเจ็บระดับกลาง), สถานะ: ยังไม่ตื่นรู้]
อันหรานขมวดคิ้ว
ซ่งต้าไห่มีสถานะบาดเจ็บระดับกลางติดอยู่ที่ค่าพลังกายใจ
พอมองไปที่พี่สะใภ้ซ่ง ก็เจอสถานะแบบเดียวกัน แถมค่าพลังกายใจลดเหลือแค่ 0.5
ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อีกไม่นานสองคนนี้คงได้สลบไปอีกรอบ หรือไม่ก็กลายเป็นคนปัญญาอ่อน
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็หยิบยาฟื้นฟูพลังจิตระดับต้นออกมาสองขวดยื่นให้ "อันนี้ให้พวกพี่ รีบดื่มซะ"
เธออยากรู้เหมือนกันว่ายาจะมีผลกับคนธรรมดายังไงบ้าง
"นี่มัน..." ซ่งต้าไห่เกรงใจจนไม่กล้ารับของจากอันหรานอีก "ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ของมีค่าขนาดนี้เธอเก็บไว้ใช้เองเถอะ"
อันหรานยัดขวดยาใส่มือเขา พูดเสียงแข็งจริงจัง "พลังจิตของพี่เสียหายหนักมาก ถ้าไม่รีบรักษา ต่อไปอาจกลายเป็นคนปัญญาอ่อนได้นะ"
ไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่ที่ฐานทัพหลักมีตัวอย่างให้เห็นเกลื่อน
ขนาดพวกผู้มีพรสวรรค์ ถ้าพลังจิตเสียหายแล้วไม่รีบรักษา ก็ยังมีสิทธิ์กลายเป็นคนเอ๋อได้เหมือนกัน
ซ่งต้าไห่กับภรรยาได้ยินแบบนั้นก็หน้าถอดสี รีบรับยามาถือไว้ กล่าวขอบคุณอันหรานยกใหญ่ "ขอบใจนะ ค่ายานี่พวกเราจะหามาคืนให้แน่นอน"
พูดจบ ทั้งคู่ก็กระดกยารวดเดียวหมด
สักพัก อันหรานลองใช้เนตรสำรวจดูอีกรอบ พบว่าค่าพลังจิตของทั้งสองคนค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนไปหยุดที่ 6 แต้ม น่าจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
แต่สถานะบาดเจ็บยังคงอยู่ ไม่รู้ว่าเดี๋ยวค่าพลังจะลดลงอีกไหม
เธอมองไปรอบห้อง ไม่เห็นสองผัวเมียสกุลอวี๋ เลยถามขึ้น "พี่อวี๋กับพี่สะใภ้ไปไหนแล้วล่ะ?"
ซันชีตอบ "พี่อวี๋กังพาพี่สะใภ้ไปหาพี่ชายของแกแล้ว แขนพี่สะใภ้ขยับไม่ได้ แกกลัวว่าจะมาเป็นตัวถ่วงพวกเรา"
"อย่างนี้นี่เอง"
อันหรานพยักหน้า เดินออกจากห้อง "พวกเธอรีบกินข้าวเถอะ ฉันจะไปที่จุดแลกเปลี่ยน เดี๋ยวเธอตามไปเจอฉันที่นั่นนะ"
เธอจะไปซื้อเป้สะพายหลัง แล้วก็ถุงสุญญากาศสักหน่อย
"ได้ เธอไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามไป" ซันชีรีบนั่งลง ยกชามขึ้นซดโฮกฮาก
อันหรานเดินลงบันไดมา เห็นลานกลางตึกเต็มไปด้วยเต็นท์กางเบียดเสียดกันแน่นจนแทบไม่มีทางเดิน
พอเดินพ้นตึกหมายเลข 7 ออกมา เธอก็ต้องตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
แมลงยั้วเยี้ยเต็มพื้นไปหมด รูปร่างหน้าตาประหลาด สีสันฉูดฉาด แถมยังมีไอสีดำจางๆ แผ่ออกมา ดูท่าจะมีพิษร้ายแรงเกือบทุกตัว
โดยเฉพาะหนอนบุ้งยักษ์ตัวลายพร้อย ยาวตั้งครึ่งเมตร ขนบนตัวมันนั่นแหละคืออาวุธสังหารชั้นดี แค่โดนจิ๊ดเดียวก็ส่งผู้ใหญ่ตัวโตๆ ลงไปคุยกับรากมะม่วงได้เลย
"ไอ้พวกบ้านี่มันมาจากไหนกันวะเนี่ย? ทำไมเยอะแยะขนาดนี้? จะไม่ให้คนได้ผุดได้เกิดกันเลยหรือไง?"
มีคนบ่นอุบ พลางใช้ค้อนทุบแมลงพิษบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง
อีกคนก็พูดเสริม "ทุกปีช่วงใบไม้ร่วงก็มีไอ้พวกนี้ออกมาหาที่ทำรังดักแด้แหละ แต่ปกติมันไม่เยอะขนาดนี้นี่หว่า ปีนี้มันบ้าอะไรกันวะเนี่ย มีอยู่ทุกซอกทุกมุม"
"นั่นสิ ต้นไม้ใบหญ้าข้างนอกโดนพวกมันแทะเกลี้ยง แล้วพวกเราจะเอาอะไรกินกันล่ะทีนี้?"
"เฮ้อ อีกเดี๋ยวหน้าหนาวก็จะมาเยือนแล้ว ถ้าภายในหนึ่งเดือนพวกเรายังหาเสบียงตุนไม่ได้ ก็เตรียมตัวนอนรอความตายได้เลย"
ผู้คนต่างพากันถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง ยิ่งมองดูแมลงที่ยั้วเยี้ยอยู่แทบเท้าก็ยิ่งรู้สึกเครียดแค้น
อันหรานขมวดคิ้วมุ่น
นั่นสินะ พืชพรรณในแดนร้างถูกแมลงแทะกินจนหมดเกลี้ยง ประชากรกว่าสามแสนคนในฐานชิงเชวี่ยจะเอาอะไรประทังชีวิตข้ามผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้?
อันหรานรีบวิ่งตรงไปยังโถงแลกเปลี่ยน ทันทีที่ก้าวเข้าไป ก็พบกับความโกลาหลวุ่นวาย
ดูเหมือนพวกทหารรับจ้างกำลังทะเลาะวิวาทกัน บรรยากาศตึงเครียดราวกับลูกธนูที่ถูกง้างจนสุดสาย
"แม่งเอ้ย! แกกล้าบอกว่าของหมดงั้นเหรอ? กูอุตส่าห์เสี่ยงตายสู้กับสัตว์กลายพันธุ์มาทั้งคืน มึงกลับมาบอกว่ายาขายหมดเกลี้ยง แม้แต่เนื้อสัตว์กลายพันธุ์ระดับสามก็ไม่มีเหลือ?"
ชายร่างยักษ์ในชุดลายพรางกระชากคอเสื้อหัวหน้าค่ายคนหนึ่งด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกมือชี้หน้าด่ากราด "คนในทีมกูเจ็บหนักตั้ง 30 กว่าคน สาหัสอีก 6 แล้วมึงกล้าบอกว่าไม่มีทางช่วยงั้นเหรอ?"
หัวหน้าค่ายคนนั้นหน้าแดงก่ำเพราะหายใจไม่ออก พยายามแกะมือใหญ่ที่บีบคออยู่ออกอย่างสุดชีวิต
คนข้างๆ พยายามเข้ามาห้าม "ใจเย็นๆ น่า หัวหน้าทีมเฉิน มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจา อย่าใช้กำลังเลย"
ชายร่างยักษ์ผลักคนห้ามกระเด็น ชี้หน้าตวาดกลับ "มึงไม่ต้องมาทำเป็นไกล่เกลี่ยเลยนะเว้ย เมื่อคืนมีคนเอาเนื้อสัตว์ระดับสามมาขายตั้งหลายสิบชั่ง พอเช้านี้กูมา มึงบอกของหมด! ทำไม! เห็นกูเป็นลูกพลับนิ่ม อยากจะบีบก็บีบงั้นสิ?"
หัวหน้าค่ายที่เพิ่งจะหายใจได้คล่องคอ หน้ายังแดงก่ำ รีบแก้ตัวตะกุกตะกัก "หัวหน้าเฉิน ไม่ใช่ผมไม่อยากให้ แต่ในคลังมันไม่มีจริงๆ..."
"ไม่มี? กูไม่เชื่อ!"
หัวหน้าทีมเฉินกัดฟันกรอด "สัตว์กลายพันธุ์ระดับสามตัวนึง อย่างน้อยก็ได้เนื้อตั้ง 500-600 ชั่ง เมื่อคืนเพิ่งขายออกไปแค่ไม่กี่สิบชั่ง เช้ามามึงบอกหมดแล้ว? คิดว่ากูเป็นเด็กสามขวบหรือไง?"
"มะ...ไม่มีแล้วจริงๆ ครับ" หัวหน้าค่ายชี้ไปทางเด็กหนุ่มที่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่ในเคาน์เตอร์ "เมื่อคืนเสี่ยวชุ่ยเป็นคนรับซื้อ เขาเป็นคนรู้ดีที่สุด มะ...ไม่เชื่อคุณก็ถามเขาดูสิ"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าหัวหน้าทีมเฉินกระตุก เขาผลักหัวหน้าค่ายพ้นทาง แล้วก้าวขายาวๆ เดินดุ่มๆ เข้าไป สายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องเขม็งไปที่คนในเคาน์เตอร์
เสี่ยวชุ่ยกลัวจนแทบจะร้องไห้ ตัวสั่นเทาถอยกรูดจนหลังชนชั้นวางของ
"ยะ...อย่าเข้ามานะ เมื่อวานผมรับซื้อมาแค่ 77 ชั่งจริงๆ ในบัญชีก็มีบันทึก..."
ปัง!
หัวหน้าทีมเฉินตบฝ่ามือลงบนเคาน์เตอร์หินจนแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ
เขาตวาดเสียงเหี้ยม "บัญชีมันจะมีประโยชน์ส้นตีนอะไร! ใครๆ ก็รู้ว่าพวกมึงมีคลังส่วนตัวกันทั้งนั้น!"
"ไม่มี...มะ...ไม่มีจริงๆ ครับ..." คราวนี้เสี่ยวชุ่ยร้องไห้โฮออกมาจริงๆ
หัวหน้าทีมเฉินเห็นผู้ชายอกสามศอกมาร้องไห้ขี้มูกโป่งก็ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ
"ในเมื่อมึงไม่มีของ งั้นก็ไปตามตัวคนขายมาซะ! ลูกน้องกูหลายสิบชีวิตนอนรอความตายอยู่ กูไม่มีเวลามาฟังมึงพล่ามตรงนี้!"
เสี่ยวชุ่ยสะอื้นฮัก พลางปาดน้ำตา พอเงยหน้าขึ้นมา สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กสาวคนเมื่อคืนกำลังยืนคุยอยู่กับเสี่ยวหลี่พอดี
. . .