ตอนที่ 42 ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่แค้น

ตอนที่ 42 ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่แค้น

อันหรานเลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อความของคุณตา

เพราะตั้งแต่เกิดมาจนโตขนาดนี้ เธอเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียวตอนอายุ 10 ขวบ ตอนนั้นแม่เป็นคนพาเธอกับน้องๆ ไปหา หลังจากนั้นก็ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย

และปีนั้นเองที่เป็นจุดเปลี่ยน ชีวิตวัยเด็กต้องจบลง เมื่อเธอจำต้องติดตามทีมเก็บเกี่ยวออกไปเสี่ยงตายหาเงินนอกเมืองเพื่อจุนเจือครอบครัว

แต่ตอนนี้ ครอบครัวที่เธอทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้ กลับหันมาแทงข้างหลังอย่างเลือดเย็น ที่น่าขันยิ่งกว่าคือ คนที่ลงมือทำร้ายเธอกลับเป็นแม่แท้ๆ และน้องสาวร่วมสายเลือด

ถ้าบอกว่าไม่เสียใจก็คงโกหก แต่ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดมันโหดร้ายเกินกว่าจะมีเวลามานั่งฟูมฟาย เธอต้องรีบฉวยโอกาสนี้พัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่ง จนคนที่คิดร้ายตามไม่ทัน

หลังจากออกจากโรงพยาบาล อันหรานก็ย้ายเข้าไปอยู่ในห้องเช่าขนาดหนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นที่เธอเช่าไว้ แล้วเริ่มลงมือจัดห้อง

ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานครบครัน แทบจะหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลย

แต่ยังขาดพวกของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเครื่องครัว ผ้าปูที่นอนและผ้าห่ม ซึ่งเธอต้องหาซื้อมาเพิ่ม

ของที่ซื้อตุนไว้ที่ค่ายพักแรมหมายเลข 98 ก่อนหน้านี้ไม่พอใช้ ครั้งนี้เธอตั้งใจจะซื้อให้ครบชุดไปเลย

พวกกะละมังซักผ้า ถังน้ำ เตาแก๊ส อะไรพวกนี้ต้องซื้อมาให้หมด จะได้สะดวกเวลาซักผ้า ทำอาหาร และเก็บน้ำสะอาด

ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว รองเท้าบูต ผ้าห่มหนา และเสื้อกันหนาวก็ต้องเตรียมให้พร้อม ทางที่ดีควรซื้อเสื้อขนเป็ดกับผ้าห่มขนเป็ดมาสักสองสามชุด เพราะน้ำหนักเบาและอบอุ่น แถมยังใช้ถุงสุญญากาศเก็บให้เล็กลงได้ ประหยัดพื้นที่ในถุงสัตว์อสูรของเธอ

อันหรานลองคำนวณดูคร่าวๆ ถ้าไม่มีเงินสักหลายหมื่นแต้มคงซื้อของพวกนี้ไม่ไหว

แต่หลังจากจ่ายค่าช่วยชีวิตให้กู้เส้าชวน ค่ารักษาพยาบาลและค่าเช่าห้องแล้ว บัญชีของเธอเหลือเงินอยู่แค่ 5000 กว่าแต้มเท่านั้น

แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้วเมื่อเทียบกับคนอื่น อย่างสองพี่น้องซันชีที่อาการหนักกว่า จ่ายค่าช่วยชีวิตเสร็จก็แทบหมดตัว จนต้องคืนห้องเช่าในเขตชั้นใน แล้วย้ายกลับไปอยู่บ้านเก่าในเขตชั้นนอก

คู่สามีภรรยาหนิงเหมยกับจ้าวโส่วเสียงยังพอมีเหลือบ้าง น่าจะสักหมื่นกว่าแต้ม แต่พวกเขายังมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ ไม่อย่างนั้นแม่เลี้ยงกับพี่น้องของจ้าวโส่วเสียงคงตามมาราวีถึงที่

ดังนั้นการหาเงินจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด

แต่จะหาเงินยังไงนี่สิคือปัญหา

ขาของเธอยังต้องพักฟื้นอีกระยะ จะให้ออกไปเก็บเกี่ยวของป่านอกเมืองตอนนี้คงเป็นไปไม่ได้ ทางเลือกเดียวคือต้องหาอะไรทำที่พอจะทำไหว

เช่น...ขายอาวุธคุณภาพชั้นเลิศ

คิดได้ดังนั้น อันหรานก็กดนาฬิกาข้อมือ ค้นหาอาวุธเย็นในเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ จนไปสะดุดตากับร้านตีอาวุธร้านหนึ่งที่มีรีวิวค่อนข้างดี เธอจึงส่งข้อความหาเจ้าของร้าน

"เถ้าแก่คะ รบกวนช่วยตีมีดสปาต้ายาว 3 เมตรให้หน่อยค่ะ เรื่องราคาเถ้าแก่ว่ามาได้เลย"

เจ้าของร้าน: "มีดยาว 3 เมตร? ลูกค้าพูดจริงเหรอครับ?"

อันหราน: "จริงค่ะ ยาว 3 เมตรถ้วน ขอสัดส่วนตามมาตรฐานมีดเหล็กกล้าชั้นดี ห้ามเพี้ยน คุณภาพการตีก็ต้องเนี๊ยบ ห้ามลวกนะคะ"

เจ้าของร้าน: "งั้นผมขอถามช่างก่อนนะครับว่าต้องใช้เหล็กเท่าไหร่ แล้วจะแจ้งราคาให้ทราบ"

อันหราน: "ได้ค่ะ! รีบถามนะคะ ฉันรออยู่"

ใครจะรู้ว่าคำว่า 'รอ' ของเธอกินเวลาไปหลายชั่วโมง จนกระทั่งอันหรานทำความสะอาดห้องเสร็จ อาบน้ำจนสบายตัว แล้วต้องส่งข้อความไปเร่งอีกรอบ ทางร้านถึงจะแจ้งราคามา

มีดสปาต้าเหล็กกล้ายาว 3 เมตร ราคา 15,000 แต้ม ค่าวัสดุ 5000 ค่าแรงตี 10,000

อันหรานไม่ต่อราคาสักคำ ตกลงสั่งทำทันที "ตกลงค่ะ ฉันสั่งทำสองเล่ม จ่ายมัดจำก่อน 5000 ส่วนที่เหลือจ่ายตอนรับของ ได้ไหมคะ?"

เจ้าของร้าน: "ได้ครับ แต่อีก 3 วันถึงจะมารับของได้นะ"

"ไม่มีปัญหา"

ส่งข้อความเสร็จ อันหรานก็เอารังของเจ้านกสาลิกาน้อยไปวางไว้ที่ระเบียง กำลังจะเดินลงไปข้างล่าง นาฬิกาข้อมือก็สั่นเตือนอีกครั้ง พอเปิดดูก็เห็นว่าเป็นข้อความจากน้าชาย สวีเชียน

"อันหราน อยู่ไหม?"

อันหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับ "อยู่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า?"

สวีเชียน: "แม่กับน้องสาวเราโดนขังอยู่ที่สถานกักกัน หลานไม่เป็นห่วงบ้างเลยเหรอ?"

อันหรานแค่นหัวเราะ "ห่วงอะไรคะ? ห่วงว่าพวกเขาจะไม่ได้แต้มจากการขายหนูเหรอ?"

สวีเชียน: "อันหราน ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาประชดประชันนะ หลานโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวให้มันรู้ความหน่อยได้ไหม?"

"ลุงคะ หนูเริ่มออกไปเสี่ยงตายหาเงินเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่อายุสิบขวบ ลุงยังจะให้หนูรู้ความขนาดไหนอีก? ต้องยอมเดินไปให้พวกเขาขายถึงจะเรียกว่ารู้ความเหรอคะ?"

"หลาน...หลานเป็นพี่สาวคนโต การเลี้ยงดูครอบครัวมันก็เป็นหน้าที่ไม่ใช่เหรอ? อันหราน เลิกงอนได้แล้ว ถึงแม่เราจะหน้ามืดตามัวทำผิดไปชั่ววูบ แต่จะตัดแม่ตัดลูกกันเลยมันก็เกินไปนะ ยังไงเขาก็เลี้ยงเรามา เลี้ยงดูปูเสื่อจนโต ส่งเสียให้เรียนหนังสือ จะมาทิ้งขว้างกันเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้"

อันหรานยิ้มเย็น "เลี้ยงดูปูเสื่อจนโต? แต่ทำไมหนูได้ยินมาว่า พอคลอดหนูออกมาแม่ก็ไม่สนใจ ทิ้งให้แม่นมที่พ่อจ้างมาเลี้ยงดูจนถึงสามขวบ พอพ่อออกจากเมืองชิงเชวี่ยไป แม่ก็ไล่แม่นมออก แถมยังบังคับให้น้าสวี่คืนเงินค่าจ้างล่วงหน้าที่พ่อจ่ายไว้ให้อีกต่างหาก"

สวีเชียน: ...

เรื่องนี้เขารู้ดีและเคยเตือนน้องสาวแล้วว่าอย่าทำเกินไปนัก

แต่น้องสาวก็ดื้อรั้นจะเอาให้ได้...

เฮ้อ...พูดเรื่องเก่าไปตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร?

ปัญหาคือตอนนี้น้องสาวกับสวีซิงซิงต้องการเงินประกันตัวตั้ง 200,000 แต้ม พนักงานธนาคารตัวเล็กๆ อย่างเขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาจ่าย

อืม...ถึงมีปัญญา เขาก็ไม่อยากจ่ายอยู่ดี

สวีเชียนปรับอารมณ์ พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบหลานสาว "อันหราน อย่าไปฟังคนอื่นเป่าหู เรื่องแบบนั้นไม่มีจริงหรอก"

อันหรานแค่นเสียง "น้าสวี่บอกหนูเองกับปากค่ะ น้าบอกว่าก่อนพ่อจะไป พ่อจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าไว้ให้ 8 ปี ฝากฝังให้ป้าดูแลหนูให้ดี แต่แม่เห็นแก่เงินก้อนนั้นก็เลยไล่น้าออก แล้วทวงเงินส่วนที่เหลือคืน ถ้าไม่คืนก็จะให้พ่อนังซิงซิงไปพังบ้าน"

สวีเชียนกุมขมับ พยายามแถสีข้างถลอก "อันหราน อย่าไปเชื่อคนนอก..."

"คนนอก? แต่คนนอกคนนั้นดีกับหนูมาตลอด ดีกว่าแม่แท้ๆ ซะอีก ทั้งที่โดนยึดเงินค่าจ้างไป แต่ก็ยังแวะเวียนมาหา เอาของกินมาให้หนูตลอด"

น่าเสียดายที่น้าเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ส่วนลูกหลานของน้าก็ย้ายไปไหนไม่รู้ เธอพยายามตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

อันหรานหลับตาลง รู้สึกจุกอกด้วยความคับแค้นใจจนต้องระบายออกมา

"ลุงคะ จริงๆ แล้วหนูรู้ทุกอย่าง รู้ว่าบ้านสามห้องนอนนั่นพ่อซื้อไว้ให้หนู เพื่อให้หนูมีที่ซุกหัวนอน แม้แต่ตอนจะไป พ่อยังทิ้งเงินให้สวีฮุ่ยฟางตั้งหนึ่งล้านแต้ม หวังให้เธอเลี้ยงดูหนูจนบรรลุนิติภาวะ”

“แต่ทำไมล่ะคะ? ทั้งที่หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เคยใช้เงินของเธอสักแดงเดียว ทำไมเธอถึงทำกับหนูแบบนี้? หนูทำอะไรให้เธอไม่พอใจเหรอคะ? หรือว่าหนูไม่ใช่ลูกของเธอ?"

พูดจบ น้ำตาก็ไหลลงมาอาบแก้มอย่างเงียบงัน

สวีเชียนเงียบไปนาน ก่อนจะแก้ตัวเสียงอ่อย "อันหราน แม่เราคงโดนคนเป่าหูมา แต่...แต่ยังไงเขาก็เป็นแม่ เป็นคนให้กำเนิดเรานะ หลานจะมาผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิตเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้หรอก"

"เรื่องแค่นี้?"

อันหรานหัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้ง แล้วพูดเสียงเบาแต่หนักแน่น "ใช่ค่ะ หนูจะผูกใจเจ็บไปชั่วชีวิต"

เธอแน่ใจแล้วว่าเรื่องราวในความฝันนั้นเคยเกิดขึ้นจริง ไม่แน่มันอาจจะเป็นชาติก่อนของเธอด้วยซ้ำ

นั่นหมายความว่า เธอเคยถูกแม่บังเกิดเกล้าและน้องสาวแท้ๆ ร่วมมือกันฆ่าตายมาแล้วจริงๆ

ชาตินี้ ถ้าเธอไม่ตาสว่างรีบหนีออกมาจากบ้านหลังนั้น ก็คงมีจุดจบไม่ต่างจากชาติที่แล้ว

ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่แค้น?

. . .

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 42 ฉันมีสิทธิ์อะไรที่จะไม่แค้น

ตอนถัดไป