ตอนที่ 7 พี่สาวเซียนเสียอาการ
ตอนที่ 7 พี่สาวเซียนเสียอาการ
เมื่อหลายคนเริ่มสังเกตเห็นว่า นิยายที่กวาดอันดับบนชาร์ตต่างๆ และมียอดอัปเดตตอนมหาศาลพอๆ กับยอดรวมของทั้งเว็บไซต์เรื่องนี้ แม่งดันยังไม่ได้เซ็นสัญญา ทั่วทั้งเว็บฉีเตี้ยนก็ถึงกับสั่นสะเทือน
ฉายาอย่าง "เทพสงครามไร้สัญญา" หรือ "คนจริงอันดับ 1 แห่งฉีเตี้ยน" เริ่มถูกขนานนามกันไปทั่ว
นิยายฮวาเชียนกู่ดังระเบิดเทิดเทิงไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังดังเร็วกว่าและแรงกว่าความทรงจำในชาติก่อนของเจียงหลางเสียอีก
หลิวอี้เฟยตามอ่านตอนใหม่ทุกวันอย่างเพลิดเพลิน และแน่นอนว่าไม่ลืมที่จะแอบส่องไดอารี่ QQ ของเจียงหลางด้วย
[20 กันยายน 2008 บรรณาธิการเว็บฉีเตี้ยนแทบจะบ้าตายกันหมดแล้ว ขนาดหัวหน้ากองบรรณาธิการยังต้องออกโรงมาเคลียร์เองเลย]
[ข้อเสนอที่ยื่นมาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เว็บไซต์อื่นก็เริ่มได้กลิ่นความปัง แห่กันมาโดเนททิ้งข้อความในโซนคอมเมนต์เพื่อขุดกำแพงแย่งตัวกันแบบโจ่งแจ้งเลยทีเดียว]
[มีสำนักพิมพ์หลายแห่งติดต่อเข้ามา แม้แต่ลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ก็มีคนมาถามแล้ว]
[หึ ทีงี้ล่ะทำเป็นรีบร้อน เมื่อก่อนไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันหมด]
[แผนของฉันง่ายมาก ใครให้ราคาสูงสุดคนนั้นก็ได้ไป! แต่มีเส้นตายอยู่อย่างหนึ่ง]
[ลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ฉันต้องถือไว้ในมือ 100% เท่านั้น! ใครก็อย่าหวังจะเอาไป!]
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ หลิวอี้เฟยก็พยักหน้าตามเงียบๆ
“ไอ้หมอนี่ ถึงปกติจะดูพึ่งพาไม่ได้ แต่เรื่องการตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ กลับมีสติและเฉียบแหลมแฮะ”
[เรียบร้อย! สุดท้ายก็เซ็นกับฉีเตี้ยนไปจนได้ ช่วยไม่ได้ ก็เขาเป็นเบอร์ 1 ของวงการนี่นา]
[เขาให้สัญญาระดับมหาเทพกับฉัน แบ่งรายได้กับเว็บไซต์คนละครึ่ง (50/50) แต่ลิขสิทธิ์อื่นๆ ทั้งหมดฉันยังเป็นเจ้าของอยู่]
[นอกจากนี้ ลิขสิทธิ์การตีพิมพ์เป็นเล่มก็ขายออกไปแล้ว เซ็นกับสำนักพิมพ์ใหญ่เจ้าหนึ่ง แค่เงินค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้า ก็ฟาดมา 200,000 หยวนแล้ว]
[ฮ่าๆๆ! ตอนนี้พี่มีเงินเก็บ 200,000 กว่าหยวนแล้วจ้า ใช้ชีวิตได้แบบไร้กังวล]
[เริ่มวางแผนโปรเจกต์หนังระดับโลกของผมได้สักที]
200,000 หยวน...
หลิวอี้เฟยมองดูตัวเลขนั้น แล้วหันกลับมามองบัตรธนาคารของตัวเองที่ยอดเงินลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าท่าทางดีใจจนหน้าบานเป็นจานเชิงของเจียงหลาง มันดู...น่ารักดีเหมือนกันแฮะ
เธอเปิดบันทึกระบายอารมณ์ของตัวเอง แล้วพิมพ์ลงไปว่า
"หึ ไอ้คนขี้โม้ เงินแค่ 200,000 หยวนทำเป็นดีใจหน้าบาน ถ้าไม่ได้เงินทุนเริ่มต้น 10,000 หยวนจากแม่สาวคนนี้ ป่านนี้ชะตากรรมนายจะเป็นยังไงยะ?”
“ถ้าไม่มีฉัน นายคงยังนั่งแทะหมั่นโถวอยู่เลยมั้ง”
“จำไว้ว่าต้องกตัญญูต่อผู้มีพระคุณด้วย ไม่งั้นก้อนอิฐในมือพี่สาวคนนี้ไม่ปล่อยนายไว้แน่!"
จากนั้นไม่นาน ในหน้าต่างแชทก็มีข้อความใหม่ปรากฏขึ้น
[ขั้นตอนแรก: ดัดแปลงบทภาพยนตร์!]
“เขา... เอาจริงเหรอเนี่ย?”
ในช่วงไม่กี่วันต่อมา ไดอารี่ QQ ของเจียงหลาง ก็เต็มไปด้วยร่องรอยของการเขียนบท
[เขียนบทถึงตอนที่ฮวาเชียนกู่โดนลงทัณฑ์ด้วยตะปูสลายวิญญาณ แล้วไป๋จื่อฮวามารับโทษแทน]
[บทพูดต้องคมกริบ ห้ามมีน้ำเยอะแม้แต่คำเดียว ‘ข้าไป๋จื่อฮวาในชาตินี้ ไม่เคยทำผิดต่อสำนักฉางหลิว ไม่เคยทำผิดต่อหกภพภูมิ ไม่เคยทำผิดต่อมวลมนุษย์ มีเพียงนางคนเดียวที่ข้าทำผิดต่ออย่างมหันต์...’]
[แม่งเอ๊ย เขียนถึงประโยคนี้ ขนแขนผมลุกซู่เลยว่ะ]
หลิวอี้เฟยมองบทพูดนั้น หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง
เธอจินตนาการออกเลยว่า ตอนที่ต้องพูดประโยคนี้ออกมา สีหน้าของนักแสดงจะต้องเจ็บปวดและเด็ดเดี่ยวขนาดไหน
ตัวอักษรของเจียงหลาง มักจะทิ่มแทงเข้าไปในใจคนได้อย่างแม่นยำเสมอ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏในไดอารี่ QQ ของเจียงหลางในวันต่อๆ มากลับทำให้เธออึ้งไปเลย
หน้าต่างแชทนั้น ไม่ได้มีแค่ตัวอักษรอีกต่อไป
จู่ๆ รูปภาพรูปหนึ่งก็เด้งขึ้นมา
มันคือภาพสเก็ตช์ลายเส้นมือ เป็นรูปเด็กสาวคนหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ถูกล่ามด้วยโซ่เหล็กเส้นมหึมา เบื้องหลังของเธอมีเซียนในชุดขาวกำลังชูกระบี่แทงทะลุร่างของนาง
การจัดวางองค์ประกอบภาพ แสงเงา ท่วงท่าของตัวละคร ไปจนถึงสีหน้า ล้วนเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและแรงปะทะทางสายตาที่รุนแรงมาก
นี่มัน... สตอรี่บอร์ด?
หัวใจของหลิวอี้เฟยเต้นระรัว
ฝีมือการวาดระดับนี้ มันระดับมืออาชีพชัดๆ!
ยังไม่ทันที่เธอจะหายจากอาการตกตะลึง ข้อความของเจียงหลางก็ตามมาติดๆ
[วาดสตอรี่บอร์ดเล่นๆ ไปสองสามแผ่น ดูแล้วก็เข้าท่าดีแฮะ]
[นี่คือฉากที่ฮวาเชียนกู่โดนลงทัณฑ์ด้วยตะปูสลายวิญญาณ ต้องถ่ายให้เห็นถึงความรู้สึกบีบคั้นหัวใจขั้นสุด]
“วาด...เล่นๆ? วาดเล่นๆ แต่ได้ขนาดนี้เนี่ยนะ!”
เธอมองรูปนั้นด้วยความรู้สึกที่สั่นคลอน
ไอ้คนเลวที่ชอบพล่ามไร้สาระใน QQ คนนี้ ในหัวของเขาบรรจุโลกภาพยนตร์ที่ชัดเจนขนาดนี้ไว้เลยเหรอ
ทว่า เธอไม่คาดคิดเลยว่าแรงปะทะที่รุนแรงที่สุดกำลังจะตามมา
ผ่านไปอีก 2 วัน เจียงหลางส่งรูปภาพมาอีกครั้ง และครั้งนี้มาถึง 2 รูปซ้อน
[สตอรี่บอร์ดเป็นแค่โครงสร้าง แต่จิตวิญญาณของตัวละครมันต้องดูที่หน้าตา]
[ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองเอาหน้าหลิวอี้เฟยใส่เข้าไปดู แล้ววาดรูปต้นแบบคาแรกเตอร์ออกมา 2 ลุค]
[ยังไงซะ เธอก็ยังเป็นตัวเลือกอันดับ 1 ในใจผมอยู่ดี]
ลมหายใจของหลิวอี้เฟยหยุดชะงักไปชั่วขณะ
บนหน้าจอ คือรูปวาดต้นแบบคาแรกเตอร์ที่ใช้ใบหน้าของเธอเป็นแม่แบบอย่างชัดเจน
รูปแรก คือ ฮวาเชียนกู่ในช่วงวัยสาว สวมชุดผ้ากระสอบธรรมดาๆ เกล้าผมแบบเรียบง่าย
เธอในรูปนั้น มีแววตาที่ใสซื่อราวกับหยดน้ำ แฝงไปด้วยความไร้เดียงสาต่อโลกกว้าง
มุมปากที่เม้มเล็กน้อยสื่อถึงความดื้อรั้น แต่ในแววตาซ่อนความเศร้าสร้อยบางอย่างที่แม้แต่เจ้าตัวยังไม่รู้เอาไว้
มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความบริสุทธิ์ขั้นสุดกับกลิ่นอายของโศกนาฏกรรมแห่งโชคชะตา
รูปที่สอง คือ ฮวาเชียนกู่หลังจากกลายเป็นเทพมาร
สวมชุดสีม่วงเข้ม กลางหน้าผากมีสัญลักษณ์สีแดงดูอาถรรพ์
เธอในรูปนี้มีสายตาที่เย็นชา ดูแคลนทุกสรรพสิ่งในโลก
แต่หากมองลึกลงไป ภายใต้ความเย็นชานั้น จะเห็นความสิ้นหวังที่ไร้ก้นบึ้ง ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศ
และความโหยหาความอบอุ่นเพียงน้อยนิดที่เหลืออยู่ในใจอย่างเงียบเชียบ
มันไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่งหรือความร้ายกาจ แต่มันคือกลุ่มก้อนของอารมณ์ที่ซับซ้อนเกินบรรยาย
หลิวอี้เฟยจ้องมองรูปภาพทั้ง 2 ใบนั้นตาไม่กะพริบ
นี่... คือเธอจริงๆ เหรอ?
นี่ไม่ใช่ระดับการแสดงที่เธอใฝ่ฝันอยากจะไปให้ถึงมาตลอดหรอกเหรอ?
เธอมักจะถูกวิจารณ์ว่าแววตาว่างเปล่า การแสดงออกมีมิติเดียว
แต่ในรูปภาพนิ่งเพียง 2 ใบนี้ เจียงหลางกลับนำเสนอทักษะการแสดงระดับเทพที่เต็มไปด้วยมิติและอารมณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งเธอโหยหามาตลอดได้อย่างง่ายดาย!
เธอรู้สึกเหมือนได้เห็นตัวเองในอีกจักรวาลหนึ่ง ตัวเองที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างลึกซึ้งและหลอมรวมทุกอารมณ์ไว้ในแววตาและการแสดงออกทางสีหน้า
หัวใจของเธอเต้นโครมครามอย่างห้ามไม่ได้
“ที่แท้...ที่แท้ในใจของเขา ฉันไม่ใช่แค่ตุ๊กตาไม้หน้าตายสินะ”
“เขามองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของฉันในฐานะนักแสดง!”
ความตื่นเต้นและดีใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนพุ่งพล่านไปทั่วอก
เธอถึงกับรู้สึกว่า การที่เจียงหลางแซะเธอมาตลอดก่อนหน้านี้ มันคือการกระตุ้นให้เธอพัฒนาตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง
ในตอนนั้นเอง ข้อความของเจียงหลางก็ส่งมาตามนัด
[เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าหน้าตาของเธอน่ะมันระดับท็อป]
[ภาพที่ผมวาดออกมาเนี่ย พิสูจน์ได้เลยว่าถ้าการแสดงออกทางสีหน้าและแววตาไปถึงจุดนั้น เธอจะเป็นฮวาเชียนกู่ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้แน่นอน ศักยภาพขนาดนี้... หึหึ]
มุมปากของหลิวอี้เฟยยกยิ้มจนแก้มแทบปริ ในใจหวานเชื่อมเหมือนกินน้ำผึ้งเข้าไปทั้งขวด ‘นายนี่ยังพอมีตาถึงอยู่บ้างนะ!’
อย่างไรก็ตาม ข้อความถัดมากลับถีบเธอลงจากสวรรค์สู่ขุมนรกในพริบตา
[แต่น่าเสียดาย ที่นี่มันเป็นเพียงสภาวะในอุดมคติที่ผมวาดขึ้นมาเองเท่านั้น]
[บนกระดาษ ผมจะแต่งแต้มสายตาให้คมชัดแค่ไหนก็ได้ จะสั่งให้กล้ามเนื้อทุกมัดบนหน้าสื่ออารมณ์ที่ซับซ้อนยังไงก็ได้]
[แต่ถ้าให้หลิวอี้เฟยตัวจริงมาเล่น...]
[ผมกล้าพนันเลยว่า ทันทีที่กล้องเดินเครื่อง เธอจะกลับไปอยู่ในเซฟโซนเดิมๆ ของเธอทันที ถ้าไม่เบิกตาโตกะพริบตาปริบๆ ทำเป็นไร้เดียงสา ก็คงทำหน้าตึงเย็นชาทำเป็นนิ่งขรึม]
[อารมณ์นับหมื่นที่อยู่ในรูปนี้ เธอเล่นไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว]
[เฮ้อ เรื่องที่น่าปวดใจที่สุดก็คือการที่ผมยื่นเฉลยที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้แท้ๆ แต่เธอกลับลอกตามไม่เป็นด้วยซ้ำ]
[เสียของจริงๆ หน้าตาสวยๆ แบบนั้น]
รอยยิ้มบนหน้าจอ... ค้างเติ่งและหายวับไปในทันที!
. . .