ตอนที่ 8 อาจารย์เถียนจ้วงจ้วง
ตอนที่ 8 อาจารย์เถียนจ้วงจ้วง
หลิวอี้เฟยรู้สึกเหมือนเลือดในกายทั้งหมดมันพุ่งปรี๊ดขึ้นไปรวมกันที่ขมับ
ที่แท้... ที่แท้ไอ้การปูพื้นและคำชมทั้งหมดก่อนหน้านี้ มันก็แค่การลับมีดเพื่อมารอแทงจุดตายในตอนสุดท้ายนี่เอง!
เขาไม่ได้กำลังยืนยันในศักยภาพของเธอเลยสักนิด แต่เขากำลังใช้ตัวเธอที่สมบูรณ์แบบในจินตนาการมาตอกย้ำและเยาะเย้ยตัวเธอที่ไร้ความสามารถในความเป็นจริงต่างหาก!
"เจียง! หลาง!"
เธอเค้นเสียงเรียกชื่อเขาผ่านไรฟัน คว้าหมอนอิงบนโซฟาขึ้นมาแล้วขว้างใส่กำแพงสุดแรงเกิด
ไอ้คนเลว! ไอ้คนหน้าไหว้หลังหลอก ไอ้คนปากเสียใจร้ายที่จ้องโจมตีแต่จุดอ่อนคนอื่น!
เธอสาบานเลยว่า ถ้าเจียงหลางมายืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้ เธอจะไปแย่งก้อนอิฐในจินตนาการนั่นมาฟาดหัวเขาด้วยมือตัวเองเลยคอยดู!
---
เจียงหลางบรรจงเก็บไฟล์บทภาพยนตร์ที่พิมพ์ออกมา รายละเอียดการนำเสนอของผู้กำกับ และรูปภาพต้นแบบลงในซองเอกสารเก่าๆ อย่างประณีต
เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็กเพียงชุดเดียวที่ดูดีที่สุดซึ่งเก็บไว้ก้นตู้
จากนั้นเขาก็ขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าไปยังจี้เหมินเฉียว
บางเรื่องเขาต้องการคำชี้แนะจากผู้มีประสบการณ์ และประตูบางบานเขาก็ต้องการผู้นำทางมาช่วยเคาะเปิดให้
เมื่อประตูโรงเรียนที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมตัวอักษร "สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่ง" ปรากฏแก่สายตา ฝีเท้าของเจียงหลางก็ช้าลงโดยอัตโนมัติ
ในอากาศดูเหมือนจะยังมีกลิ่นอายของความหนุ่มสาวและความฝันลอยอวลอยู่
ใบหน้าที่ดูอ่อนวัยเดินผ่านเขาไปคนแล้วคนเล่า ทุกคนดูเปี่ยมไปด้วยพลัง เหมือนกับตัวเขาในวันวาน
เขาเดินลัดเลาะไปตามทางที่คุ้นเคยจนถึงตึก C แล้วเคาะประตูห้องทำงานคณะผู้กำกับ
คนที่มาเปิดประตูคืออาจารย์ที่ปรึกษาของเขา หนึ่งในตัวแทนผู้กำกับรุ่นที่ 5 ของจีน... เถียนจ้วงจ้วง
เถียนจ้วงจ้วงกำลังสวมแว่นสายตาอ่านเอกสารบางอย่างอยู่ พอเห็นเจียงหลางยืนอยู่ตรงประตูก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับแว่นเพื่อมองให้ชัดถึงจำได้
"เจียงหลาง?" เขาดูแปลกใจมาก แต่ก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมา "เรียนจบไป 2 ปีแล้ว นึกยังไงถึงกลับมาเยี่ยมอาจารย์ได้ล่ะ? เข้ามานั่งก่อนสิ"
ภายในห้องทำงานยังคงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหนังสือเก่าและกลิ่นใบชาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
เจียงหลางโค้งคำนับอย่างสุภาพ "อาจารย์เถียนครับ ผมขอโทษที่มาหาโดยไม่ได้บอกล่วงหน้าครับ"
"ไอ้เจ้าคนนี้นี่ จะมาเกรงใจอะไรกันล่ะ" เถียนจ้วงจ้วงชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
"ตอนอยู่มหาลัยก็นิ่งเป็นสากกะเบือ พอออกไปเผชิญโลกข้างนอกเข้าหน่อย ดันรู้จักมารยาทสังคมขึ้นมาซะงั้น ว่ามาสิ มีเรื่องอะไรล่ะ?"
เจียงหลางยังไม่นั่งลงในทันที แต่เขากลับยื่นซองเอกสารในมือด้วยสองมือวางลงบนโต๊ะของอาจารย์
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความนอบน้อมแบบศิษย์ที่มีต่ออาจารย์
"อาจารย์ครับ หลังจากเรียนจบผมก็ลองงมๆ ทำอะไรเองดูบ้าง เลยเขียนบทขึ้นมาเรื่องหนึ่ง อยากจะลองถ่ายทำดูจริงๆ ครับ แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจและยังดูเคว้งคว้างอยู่ เลยอยากกลับมาขอให้อาจารย์ช่วยตรวจดูให้หน่อยครับ"
"หืม?" เถียนจ้วงจ้วงเริ่มสนใจขึ้นมาทันที
สิ่งที่เขาอยากเห็นที่สุด คือการที่ลูกศิษย์ของเขายังคงมีความทะเยอทะยานในการสร้างสรรค์ผลงาน และไม่ยอมให้โลกความเป็นจริงบดขยี้ความฝันไปเสียก่อน
เขารับซองเอกสารมาด้วยความยินดี "เอามานี่สิ อาจารย์ขอดูหน่อย ตอนอยู่มหาลัยเธอดูหนังเก็บข้อมูลเยอะกว่าใครเพื่อน สายตาเธอน่ะมีระดับอยู่แล้ว อาจารย์อยากจะรู้เหมือนกันว่าเธอจะเขียนอะไรออกมาได้น่าสนใจขนาดไหน"
เขาเปิดซองเอกสารแล้วหยิบปึกบทหนาๆ ออกมา
ตอนแรกเขาคิดว่ามันคงเป็นเพียงผลงานฝึกเขียนตามอารมณ์ของนักศึกษาทั่วไป
แต่ทันทีที่เขาเปิดหน้าแรก สายตาของเขาก็ถูกดึงดูดด้วยสำนวนการเขียนที่ดูเก๋าเกมและจังหวะเรื่องที่กระชับฉับไว
ภายในห้องทำงานเงียบลงชั่วขณะ เหลือเพียงเสียงสวบสาบจากการพลิกหน้ากระดาษ
เถียนจ้วงจ้วงอ่านเร็วมากแต่ก็ละเอียดมากเช่นกัน
1 ชั่วโมงผ่านไป เขาถอนหายใจยาวออกมา วางบทลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วเงยหน้ามองเจียงหลางที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและชื่นชม
"เจียงหลางเอ๋ย เจียงหลาง... อาจารย์ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าในบรรดาลูกศิษย์รุ่น 02 คณะผู้กำกับ คนแรกที่หอบโปรเจกต์ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้มาหาอาจารย์ จะเป็นนักเรียนที่ดูจืดชืดที่สุดอย่างเธอ"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง
"บทนี้มันของดีชัดๆ ทั้งเนื้อเรื่อง ตัวละคร จังหวะ ทุกอย่างอยู่ในระดับแนวหน้าเลยนะ ถ้าเอาไปเสนอในตลาด รับรองว่าบริษัทใหญ่ๆ ต้องรุมแย่งกันตัวสั่นแน่นอน... เธอเนี่ย ซ่อนของไว้ลึกจริงๆ นะ"
เมื่อได้รับคำชมจากอาจารย์ เจียงหลางก็รู้สึกตื้นตันใจ แต่เขาไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก เพียงแค่รอฟังสิ่งที่อาจารย์จะพูดต่ออย่างใจเย็น
สายตาของเถียนจ้วงจ้วงเลื่อนไปหยุดอยู่ที่รูปภาพต้นแบบ
เมื่อเขาเห็นรูปภาพต้นแบบ 2 ใบที่ใช้หลิวอี้เฟยเป็นแม่แบบ รอยยิ้มบนหน้าเขาก็ชะงักไปนิด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจเบาๆ ที่แทบสังเกตไม่ได้
เขาเงยหน้าขึ้น แววตาดูซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย
"เธออยากใช้หลิวอี้เฟยงั้นเหรอ?"
เจียงหลางรีบส่งยิ้มแห้งๆ พลางเกาหัวเหมือนคนทำตัวไม่ถูก
"ยังไม่ได้ตัดสินใจครับอาจารย์ ก็แหม... เราเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันนี่ครับ ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับหน้าตาเธอ เลยหยิบมาเป็นแบบวาดรูปต้นแบบเพื่อให้เห็นภาพชัดๆ จะได้หาฟีลลิ่งง่ายๆ น่ะครับ"
"อีกอย่าง ตอนนี้เธอเป็นดาราระดับโลกไปแล้ว ค่าตัวแพงหูฉี่ขนาดนั้น ผมคงไม่มีปัญญาจ้างเธอหรอกครับ"
ได้ยินดังนั้น แววตาของเถียนจ้วงจ้วงก็ดูอ่อนโยนลง
เขามองเจียงหลางพลางพยักหน้าในใจ
ไอ้เด็กนี่ไม่ได้มีดีแค่พรสวรรค์ แต่สมองยังปราดเปรื่องอีกต่างหาก ไม่ใช่พวกบ้าพลังแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ เขารู้จักการอ่านสถานการณ์และหลบเลี่ยงประเด็นอ่อนไหวได้ดี
หลิวอี้เฟยเองก็เป็นลูกศิษย์ของเขาเหมือนกัน เขาย่อมรู้ดีถึงสถานการณ์ที่เธอกำลังเผชิญและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเบื้องหลัง
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจ บทดีๆ แบบนี้กับลูกศิษย์ที่ตั้งใจขนาดนี้ เขาจะปล่อยให้เสียของไม่ได้
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรออก
"ฮัลโหล ซั่วหลินเหรอ ผมจ้วงจ้วงเองนะ..."
"ใช่ ผมมีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อเจียงหลาง เขามีบทดีๆ มาเรื่องหนึ่ง อยากจะให้คุณช่วยดูหน่อย..."
"ใช่ เป็นคนหนุ่มที่มีพรสวรรค์มาก บ่ายนี้คุณว่างไหม? ผมจะให้เขาเข้าไปหา"
หลังจากวางสาย เถียนจ้วงจ้วงมองเจียงหลางด้วยสีหน้าจริงจังพลางกำชับว่า
"ซั่วหลิน คนนี้เขาคือพ่อค้าเต็มตัว เธอต้องเตรียมใจไว้บ้างนะ"
"หัวอี้คือเบอร์ 1 ของวงการหนังจีนในตอนนี้ เธอไปลองดูเชิงเขาก่อน ไปฟังดูว่าทางนั้นเขาคิดยังไง"
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเสริมต่อ เหมือนเป็นการให้ทางหนีทีไล่กับลูกศิษย์
"ถ้ามันไม่ได้ผลก็อย่าไปฝืน และอย่าเพิ่งท้อล่ะ กลับมาหาอาจารย์ เดี๋ยวอาจารย์จะลองถามที่อื่นให้"
ความหมายแฝงในประโยคนี้ชัดเจนมาก เขาไม่คิดว่าเจียงหลางจะประสบความสำเร็จในครั้งแรก
โดยเฉพาะในเรื่องตำแหน่งผู้กำกับและตัวนางเอก ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวสุดๆ
เจียงหลางรู้สึกอบอุ่นในใจ เขาโค้งคำนับอาจารย์อีกครั้งอย่างสุดซึ้ง
"ขอบคุณครับอาจารย์ ผมเข้าใจแล้วครับ"
"ไปเถอะ"
---
จากการเดินทางออกจากหอคอยงาช้างที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์อย่างสถาบันภาพยนตร์ ไปสู่ตึกระฟ้าใจกลางย่าน CBD ที่ห่อหุ้มด้วยกระจกเงาวับซึ่งเป็นแหล่งรวมของทุนนิยม ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมง แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลก
สำนักงานใหญ่ของหัวอี้บราเธอร์สนั้นหรูหรา มีประสิทธิภาพ และเย็นชา
ในห้องทำงานของหวังซั่วหลิน เจียงหลางได้นำสิ่งที่พูดกับอาจารย์มาอธิบายใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบที่ดูเป็นธุรกิจและเป็นมืออาชีพมากขึ้น
เขาเล่าตั้งแต่ข้อมูลสถิติของผู้อ่านไปจนถึงศักยภาพของตลาด ตั้งแต่ความงามทางสายตาไปจนถึงแนวคิดของเอฟเฟกต์ และตั้งแต่ภาษากล้องไปจนถึงการถ่ายทอดอารมณ์ของนักแสดง
ตัวเขาราวกับมีออร่าเปล่งประกายออกมา ในหัวของเขามันเหมือนมีมหากาพย์ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบฉายอยู่ตลอดเวลา
ท่าทางของหวังซั่วหลินก็เป็นไปตามที่เถียนจ้วงจ้วงคาดไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
เขาเริ่มจากการชมไม่ขาดปาก: "เสี่ยวเจียง คุณมีความคิดสร้างสรรค์มาก บทเรื่องนี้... คือแนวเทพเซียนที่ดูดีที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาในปีนี้เลย"
แต่แล้ว เมื่อเขาเหลือบไปเห็นรูปภาพต้นแบบคาแรกเตอร์ของหลิวอี้เฟย เขาก็ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัย: "แต่เรื่องตัวนางเอกเนี่ย... ไม่ได้หรอกนะ"
. . .