เยว่หลาน ปะทะ เฟยหลิงเทียน (2)

ตอนที่ 14 เยว่หลาน ปะทะ เฟยหลิงเทียน (2)


เยว่หลานส่งเสียงหอบหายใจ หญิงสาวคิดว่าตนเผยพลังลมปราณแท้จริงขั้นหกออกมาจะทำให้สามารถเอาชนะชายหนุ่มได้ซะอีก ที่ไหนได้ชายหนุ่มตรงหน้ากลับเสมือนดั่งขุนเขาที่ตั้งตระหง่านไม่มีวันพังทลาย เฟยหลิงเทียนแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อทั้งที่มีกายเนื้อแท้จริงขั้นห้าเท่านั้น !!!


' แข็งแกร่ง !!! แข็งแกร่งเกินไปแล้ว ทั้งที่ข้าขอให้เขาใช้พลังที่แท้จริงแต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ใช่พลังสูงสุดของเขาด้วยซ้ำ ' เยว่หลานคิดในใจ มีความนับถือชายหนุ่มมากขึ้น


" เอาล่ะ นายน้อยเฟย นี่จะเป็นกระบวนท่าสุดท้ายของข้า ถ้าท่านรับกระบวนท่านี้ได้ ข้าก็ขอยอมรับความพ่ายแพ้ " เยว่หลานกล่าวด้วยรอยยิ้ม


" ย่อมได้ " เฟยหลิงเทียนตอบรับ


เยว่หลานเอากระบี่ระดับแท้จริงของนางออกมา มือขวารวบรวมพลังธาตุลม มือซ้ายรวบรวมพลังธาตุไฟ จากนั้นนำพลังธาตุทั้งสองผสานเข้าด้วยกัน ด้วยการมีกระบี่ระดับแท้จริงเป็นสื่อกลาง ทำให้กระบี่เล่มนี้สามารถรองรับการหลอมพลังธาตุทั้งสองสายได้ ทำให้เกิดเป็นกระบี่เพลิงสายลม มันได้กระจายความดุดันครั่นคร้ามออกมา มีพลังรุนแรงอย่างน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนว่าเยว่หลานจะฝึกฝนการผสานพลังธาตุทั้งสองเข้ากับกระบี่อย่างหนักถึงได้ทำให้การหลอมรวมกันสองธาตุมีความง่ายดาย ทั้งยังมีความสมดุลกันมากทีเดียว


" นั่นอะไร!? "


" ผู้มีลมปราณสองธาตุ? "


" ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนั้น "


" ผู้ที่มีลมปราณสองธาตุหายากเป็นอย่างมาก ยิ่งผู้มีลมปราณสามธาตุแทบสามารถนับด้วยนิ้วมือได้เลย "


" เยว่หลานช่างทำให้พวกเราตื่นตาตื่นใจไม่รู้จบสิ้นจริงๆ ไม่รู้ว่าจะยังมีไม้เด็ดอะไรเก็บซ่อนไว้อีกหรือเปล่า? "


" ไม่น่ามีแล้วกระมัง เมื่อครู่นางก็เพิ่งกล่าวว่านี่จะเป็นกระบวนท่าสุดท้ายแล้ว "


เหล่าผู้ชมต่างตื่นตะลึงพูดคุยกันอย่างออกรสสนุกสนาน


" ยินดีด้วยกับท่านโจวหยูที่สำนักมังกรฟ้าจะมีผู้มีพรสวรรค์เพิ่มอีกคน " ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามสำนักกล่าวยินดีกับโจวหยู


โจวหยูเพียงแค่ยิ้มตอบ ผู้มีลมปราณสองธาตุจะนับเป็นอย่างไรได้ ผู้ที่เขาสนใจมีเพียงเฟยหลิงเทียนเท่านั้น


บนเวทีประลอง เยว่หลานฟันกระบี่เพลิงสายลมอันรุนแรงพุ่งโจมตีเฟยหลิงเทียนทันที


- มังกรเพลิงสายลม -


- ฉับบ -


ปราณธาตุสองสายผสานควบรวมกันอย่างสมบูรณ์ ก่อร่างขึ้นกลางอากาศกลายเป็นมังกรเพลิงสายลมขนาดใหญ่ โฉบเข้าหาเฟยหลิงเทียนพลางคำรามเสียงโฮกกกกดังสนั่น สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแปดทิศ


- ครืนนนนนน -


มังกรเพลิงสายลมขนาดใหญ่ยักษ์โฉบเข้ามาเหนือหัวของเฟยหลิงเทียนทำให้เขาอึ้งตะลึง มิคิดว่าเยว่หลานจะเป็นผู้มีลมปราณสองธาตุ ทั้งยังผสานธาตุทั้งสองอย่างลงตัว เมื่อเห็นมังกรเพลิงสายลมขนาดใหญ่โตและมีพลังรุนแรงร้ายกาจกำลังจะพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว ก็เบิกตากว้างรู้สึกว่ามังกรตรงหน้าช่างมีความรวดเร็วอะไรเยี่ยงนี้ !!!


' แย่แล้ว !!! มังกรเพลิงสายลมรวดเร็วเกินไป เพลิงที่มีสายลมหนุน ทำให้มีทั้งความเร็วและพลังทำลายที่รุนแรง สุดยอดกายเนื้อของข้าสามารถต้านรับพลังนั้นได้ แต่ก็แลกกับอาการบาดเจ็บที่ไม่เบาทีเดียว สงสัยคงต้องใช้พลังจิตวิญญาณซะแล้ว คุณหนูเยว่หลาน ท่านแข็งแกร่งจริงๆ ที่สามารถทำให้ข้าต้องใช้พลังที่แท้จริงออกมา ' เฟยหลิงเทียนครุ่นคิดในใจพลางยกยิ้ม


' ปราการจิตวิญญาณ '


พริบตานั้นรอบกายของเฟยหลิงเทียนพลันเกิดแสงสีฟ้าทรงกลม เป็นพลังอันไม่ทราบร่องรอยที่มา มันได้ครอบคลุมร่างของเฟยหลิงเทียนทั้งหมด


ม่อเส้าเฟินที่มองเห็นแสงสีฟ้า ดวงตาของเขายิ่งเปล่งประกาย รู้สึกว่าเฟยหลิงเทียนช่างมีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ จึงเผยรอยยิ้มออกมา


มังกรเพลิงสายลมพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา จู่โจมเข้าใส่ปราการแสงสีฟ้าของเฟยหลิงเทียน


- บรึ้มมมมม -


เสียงระเบิดปะทะกันดังสนั่น อากาศสั่นสะเทือนไปแปดทิศ คลื่นความร้อนแผ่กระจายออกมา ทำให้เจ้าเมืองชางเฟิงต้องกางม่านพลังลมปราณป้องกันไม่ให้เปลวเพลิงอันร้อนแรงไปโดนผู้ชม


" รุนแรงอะไรอย่างนี้!? "


" นี่คือการต่อสู้ของรุ่นเยาว์? "


" คุณหนูเยว่แข็งแกร่งจริงๆ ต่อให้คู่ต่อสู้เป็นลมปราณแท้จริงขั้นเก้าธรรมดาทั่วไปก็คงสามารถต่อสู้ได้อย่างทัดเทียม ไม่เพลี้ยงพล้ำเป็นแน่ "


" เจ้าว่านายน้อยเฟยจะรับการโจมตีอันรุนแรงนั้นได้ไหม? "


" มิอาจทราบได้ "


" มารอดูผลลัพธ์กันดีกว่า "


เยว่หลานเห็นพลังโจมตีอันรุนแรงของตนพุ่งเข้าใส่เฟยหลิงเทียนอย่างแท้จริง ทว่าก่อนหน้านั้นนางพลันเห็นแสงสีฟ้าปกคลุมร่างกายของชายหนุ่มเอาไว้ ทำให้หญิงสาวต้องขมวดคิ้ว นี่เป็นการโจมตีอันรุนแรงที่สุดเท่าที่นางจะใช้ได้ออกมาแล้ว หากเฟยหลิงเทียนยังไม่พ่ายแพ้นางก็คงมิสามารถทำอันใดชายหนุ่มได้อีก


หลังจากที่ฝุ่นควันจางหายไป เยว่หลานพลันอ้าปากตาค้างในทันที


' เป็นไปได้อย่างไร !!! นั่นเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดของข้าเลยนะ ' เยว่หลานตกตะลึง


เฟยหลิงเทียนยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีแม้แต่บาดแผล ไม่มีร่องรอยอาการบาดเจ็บใดๆ ชายหนุ่มยังคงยืนสองมือไพล่หลังราวเทพเซียนเช่นเคย


บรรดาผู้ชมต่างพากันปากอ้าตาค้างตื่นตะลึงกันถ้วนหน้า มังกรเพลิงสายลมซึ่งเป็นพลังโจมตีอันรุนแรงที่สุดของเยว่หลานก็ยังไม่สามารถทำให้ชายหนุ่มบาดเจ็บได้ กระทั่งร่องรอยบาดแผลเล็กน้อยก็มิมี มันช่างน่าเหลือเชื่อ !!!


นัยน์ตาอันลึกลับลุ่มลึกของโจวหยูยิ่งเปล่งประกายด้วยความสนใจมากขึ้นไปอีก


" ช่างเป็นพลังการป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งนัก "


" แสงสีฟ้านั่นคืออะไร? เป็นทักษะป้องกันเช่นนั้นหรือ? "


" ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน "


เหล่าผู้อาวุโสสามสำนักใหญ่ต่างพูดคุยวิเคราะห์ทักษะวิชาของเฟยหลิงเทียน พวกมันมีความต้องการอยากจะรู้ในที่มาของพลังแสงสีฟ้า


ม่อเส้าเฟินร่างกายสั่นสะท้านด้วยความต้องการต่อสู้ ทั่วร่างปลดปล่อยรัศมีเปลวเพลิงออกมาราวกับต้องการจะเข้าไปต่อสู้กับเฟยหลิงเทียนในทันทีทันใด


ม่อหลินไห่มองบุตรชายที่มีอาการเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความกระหายต้องการต่อสู้ ก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้


' เฟินเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ค้นพบคู่ต่อสู้ที่แท้จริงของเจ้าแล้ว การต่อสู้กับเฟยหลิงเทียนครั้งนี้ ต้องทำให้เจ้าเติบโตไปอีกขั้นได้แน่ ' ม่อหลินไห่กล่าวในใจ


บนเวทีประลอง เยว่หลานเผยรอยยิ้มงดงาม นางแพ้แล้ว แพ้ต่อเฟยหลิงเทียนที่แข็งแกร่งราวกับสัตว์ประหลาด


" ข้าแพ้แล้ว " เยว่หลานกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม ไม่มีอาการของคนผิดหวัง เนื่องจากนางทำเต็มที่แล้ว


" การประลองคู่ที่สี่ เฟยหลิงเทียนเป็นฝ่ายชนะ " เจ้าเมืองชางเฟิงประกาศก้อง


" เฮ !!! "


เฟยหลิงเทียนเพียงยิ้มพยักหน้าตอบรับเล็กน้อย ทว่ามีบางอย่างที่ทำให้ชายหนุ่มเกิดความสงสัย มันก็คือขณะที่เขาใช้ปราการจิตวิญญาณออกมา เขารู้สึกคล้ายกับมีพลังอีกชนิดหนึ่งที่บางเบาแฝงมากับมังกรเพลิงสายลมอยู่ด้วย


ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มอดมิได้ที่จะใช้สัมผัสจิตวิญญาณไปตรวจสอบร่างกายของเยว่หลาน หลังจากที่เขาสำรวจลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของนางก็ต้องพบกับความประหลาดใจ


เฟยหลิงเทียนพบว่าส่วนลึกจิตวิญญาณของเยว่หลานยังมีพลังธาตุอีกชนิดที่ยังไม่ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ แม้แต่หญิงสาวเองก็ยังไม่รู้ตัว


หากเยว่หลานสามารถใช้พลังทั้งสามธาตุได้ ต่อให้เป็นปราการจิตวิญญาณของเขาขณะนี้ก็อาจจะต้านรับไม่ได้เป็นแน่


' ถ้าข้าใช้พลังวิถีแห่งจิตเทพ การจะปลุกพลังธาตุอีกชนิดของเยว่หลานให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด '


หลังจากที่เฟยหลิงเทียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็ตัดสินใจส่งเสียงผ่านสัมผัสจิตวิญญาณบอกกล่าวเรื่องที่ตนค้นพบพลังธาตุอีกชนิดที่แอบซ่อนในส่วนลึกจิตวิญญาณให้เยว่หลานได้รับทราบ


' ข้าค้นพบว่ายังมีพลังธาตุอีกชนิดหลับใหลอยู่ในร่างของเจ้า มันยังไม่ตื่นอย่างสมบูรณ์ ทว่าข้าสามารถปลุกพลังธาตุอีกชนิดนั้นให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ '


หลังจากเยว่หลานได้ยินเสียงชายหนุ่มในจิตใจก็ตกตะลึงตื่นตระหนก ทว่าจากนั้นไม่นานนางก็สงบสติอารมณ์ตั้งใจฟังข้อมูลที่ชายหนุ่มบอกกล่าว


เยว่หลานตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง ที่รับรู้ว่าแท้จริงแล้วภายในร่างของนางยังมีธาตุอีกชนิดหลับลึกแอบซ่อนอยู่โดยที่นางเองก็ค้นหาไม่เจอ จากเดิมที่มีสองธาตุก็ทำให้นางทรงพลังมากยิ่งแล้ว ขณะนี้เมื่อได้รู้จากปากของเฟยหลิงเทียนว่าในกายของนางยังมีธาตุที่สามซ่อนเร้นอยู่ จะมิทำให้เยว่หลานตื่นเต้นดีใจได้อย่างไร? เมื่อครุ่นคิดว่าเฟยหลิงเทียนมีวิธีการที่จะปลุกธาตุที่สามให้ตื่นอย่างสมบูรณ์ มันก็ทำให้เยว่หลานหัวใจเต้นแรงแล้ว


เยว่หลานมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ หญิงสาวไม่รู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มถึงได้มีความสามารถมากล้นถึงเพียงนี้ กระทั่งสามารถรับรู้ว่าในกายของนางยังมีพลังธาตุอีกชนิดหลบซ่อนอยู่ และชายหนุ่มยังมีความคิดที่จะช่วยเหลือนางอีกด้วย เฟยหลิงเทียนช่างเป็นชายหนุ่มลึกลับน่าค้นหาอันใดเยี่ยงนี้ เยว่หลานแอบครุ่นคิดพลางเมียงมองใบหน้าอันหล่อเหลาด้วยอาการเขินอาย


ในทวีปเมฆาสวรรค์ผู้ที่มีพลังลมปราณสามธาตุ ถือว่าหาได้ยากและสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือเลยทีเดียว หากฝึกตนจนมีระดับสูงกระทั่งเป็นผู้แข็งแกร่งสามารถได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนเป็นอย่างมาก


หลังจากครุ่นคิดสักครู่หนึ่งเยว่หลานก็ตัดสินใจได้ นางใช้ท่าร่างเงาจันทร์แวบมาเบื้องหน้าของชายหนุ่มใช้สองมือโอบรอบคอเขา พลางยื่นริมฝีปากชมพูนุ่มนิ่มน่าจุมพิต ประกบจูบกับริมฝีปากชายหนุ่มเบาๆ


เฟยหลิงเทียนที่ยืนสองมือไพล่หลังรู้สึกมึนงงเล็กน้อย หลังจากได้กลิ่นอันหอมหวานของจากกายสาว ร่างกายเขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนุ่มนิ่ม การได้รับการโอบกอดจากหญิงสาวเยี่ยงนี้ ชายใดจะมิรู้สึกหวั่นไหว? เฟยหลิงเทียนพลันได้สติขึ้นมา เมื่อรับรู้ได้ถึงริมฝีปากอันหอมหวานของเยว่หลาน


หลังจากนั้นไม่นาน หญิงสาวก็ถอนริมฝีปากออกมา มองชายหนุ่มด้วยดวงหน้าแดงก่ำขัดเขิน ช่วงเวลานั้นเยว่หลานได้ส่งเสียงผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์บอกกล่าวกับชายหนุ่ม


' ข้าขอบคุณท่านล่วงหน้า และจะรอให้ท่านมาปลุกพลังธาตุให้ข้าที่สำนักมังกรฟ้า ' หญิงงามเยาว์วัยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จากนั้นก็ใช้ท่าร่างพุ่งไปยังที่นั่งของตระกูลเยว่ในทันที โดยมิได้หันกลับมามองชายหนุ่ม เยว่หลานเขินอายเกินกว่าจะสบตามองหน้าเฟยหลิงเทียนอีกครั้ง


หลังจากเฟยหลิงเทียนได้ยินเสียงผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ทั้งได้รับการจูบจากโฉมงามเยาว์วัย ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนมีใบหน้าแดงเล็กน้อย ฉับพลันนั้นเองชายหนุ่มก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา เขาค่อยๆหันไปมองยังฝั่งที่นั่งของตระกูลเซี่ยที่มีเซี่ยเยว่ฉานนั่งอยู่


เฟยหลิงเทียนไม่รู้ว่าเหตุใดเยว่หลานถึงเข้ามาจูบตน? หรือจะเป็นเพราะเรื่องที่เขาอยากจะปลุกพลังธาตุให้กับนาง มันทำให้นางรู้สึกอยากจะขอบคุณ? ชายหนุ่มคิดหาเหตุผลไปต่างๆนาๆ


จากนั้นเฟยหลิงเทียนก็ลงจากเวทีประลอง เดินไปนั่งข้างกายเซี่ยเยว่ฉานที่มองเขาด้วยท่าทางกระเง้ากระงอดเย็นชา ทว่าหลังจากนั้นหญิงสาวก็ถอนหายใจออกมา ใบหน้ากลับมามีความอบอุ่นอ่อนโยนอีกครั้ง เซี่ยเยว่ฉานรู้ว่าชายหนุ่ม เป็นชายที่มีความหล่อเหลาดุจดั่งเทพเซียน มีเสน่ห์ดึงดูดสาวงามมากมาย และเขาก็สามารถมีภรรยาได้มากมายหลายคน ซึ่งนางมิสามารถห้ามปรามได้ แต่นางก็ต้องควบคุมเขาเช่นกัน เพื่อมิให้เขานำหญิงสาวที่ใดก็ได้มาเป็นภรรยา


' เทียนเอ๋อร์ ข้าจะไม่ห้ามให้เจ้ามีคนรักเพิ่มหรอกนะ แต่เจ้าอย่าได้ทิ้งข้าเป็นอันขาดเข้าใจหรือไม่? ' เซี่ยเยว่ฉานกล่าวด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่เป็นสนามประลองนางไม่อยากให้ผู้ใดได้ยิน


เฟยหลิงเทียนได้ยินดังนั้นก็ดึงโฉมสะคราญขึ้นมานั่งบนตัก พลางโอบกอดเรือนร่างสุดเร่าร้อนเย้ายวนนี้อย่างอ่อนโยน โดยไม่สนใจสายตามากมายรอบข้าง


' ข้าจะทิ้งท่านได้อย่างไร และที่ท่านบอกว่าข้าสามารถมีคนรักเพิ่มหมายความว่าอย่างไร? ข้ารักท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น ' เฟยหลิงเทียนกล่าวผ่านสัมผัสจิตวิญญาณด้วยความอบอุ่น


เซี่ยเยว่ฉานที่ได้ยินเช่นนั้นก็มีความสุขเอ่อล้น กอดชายหนุ่มแนบแน่นขึ้น หญิงสาวยื่นริมฝีปากอันหอมหวานประกบจูบริมฝีปากของชายหนุ่ม โดยไม่สนใจสายตารอบข้างเช่นกัน เสมือนโลกนี้มีเพียงพวกเขาแค่สองคน หลังจากดื่มด่ำความหอมหวานอย่างพอใจ หญิงสาวก็ถอนริมฝีปากออกมาแล้วถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย


' ทำไมเยว่หลานถึงต้องจูบเจ้าด้วย? '


คำถามนี้เฟยหลิงเทียนพลันรู้สึกตอบยาก เนื่องจากเขาก็ไม่รู้เหตุผลเช่นกัน จากนั้นเฟยหลิงเทียนก็อธิบายเรื่องที่เขาสามารถปลุกพลังธาตุที่สามให้กับเยว่หลานให้หญิงสาวได้ฟัง ชายหนุ่มไม่ต้องการปกปิดเป็นความลับใดๆกับนาง แต่เท่าที่เฟยหลิงเทียนคิดออก เรื่องที่ว่าทำไมเยว่หลานถึงต้องเข้ามาจูบเขา สาเหตุก็น่าจะเป็นเพราะต้องการขอบคุณเรื่องการปลุกพลังธาตุกระมัง?


' ถ้านี่คือเหตุผลที่นางจูบเจ้าก็พอฟังขึ้น แต่ทำไมถึงต้องจูบเจ้ากลางเวทีประลอง? นางให้จูบที่สำคัญของตนกับเจ้า มิใช่ว่าต้องการให้ผู้คนทุกผู้แห่งนี้เป็นพยานว่านางรักเจ้ากระมัง? เท่าที่ข้าคิดออกก็มีแบบนี้เช่นกัน ' นางอธิบายให้ชายหนุ่มฟัง สีหน้าแฝงความหยอกเย้าเจ้าเลห์ และยังมีความหึงหวง


' เอาเถอะ จะเป็นเหตุผลแบบไหนก็ช่าง ข้าไม่รู้ว่านางคิดเช่นไร? แต่ถ้านางรักข้าจริง นางคงมาบอกข้าด้วยตนเอง แต่เรื่องที่พี่หญิงให้ข้ามีคนรักเพิ่มได้ พี่หญิงพูดจริง? ' เฟยหลิงเทียนกล่าวหยอกล้อโฉมงามบ้าง


' เดี่ยวเถอะ เมื่อกลับไปที่ตระกูลข้าจะจัดการเจ้าแน่ ' เซี่ยเยว่ฉานฉีกยิ้มดุจปีศาจสาวยั่วสวาท


เฟยเทียนเห็นนางยิ้มออกมาก็รู้สึกอบอุ่น เขาไม่ต้องการเห็นใบหน้าที่เย็นชาของนางอย่างเมื่อครู่ ชายหนุ่มกอดหญิงงามแน่นขึ้น ทำให้เซี่ยเยว่ฉานรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเช่นกันที่รู้ว่าชายหนุ่มรักนางมากและห่วงใยความรู้สึกของนาง


' เยว่หลาน ข้าต้องรู้ว่าเจ้าต้องการอะไร ถ้าเจ้ารักเทียนเอ๋อร์จริงๆ ข้าก็อนุญาตให้เจ้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวได้ แต่ถ้าเจ้ากล้าทำให้เทียนเอ๋อร์เสียใจและหลอกลวงเขาละก็ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นดีแน่ ' เซี่ยเยว่ฉานกล่าวในใจด้วยสีหน้าเย็นเยียบ


เมื่อผู้คนตระกูลเฟยและตระกูลเซี่ยเห็นทั้งสองคนกอดกัน ปรับความเข้าใจกันได้ก็เผยยิ้มออกมา เมื่อจะเป็นสามีภรรยากันก็มีทะเลาะกันบ้าง อภัยกันบ้าง ความรักถึงจะได้เติบโตขึ้นและมีความมั่นคง


เหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายเห็นฉากรักอันดื่มด่ำของทั้งคู่ ที่มีทั้งกอดทั้งจูบ พวกเขาก็พากันกัดฟันด้วยความอิจฉา กุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด โดยเฉพาะเหล่าคนคลั่งใคล้สี่เทพธิดา พวกมันแทบพากันกระอักโลหิตออกมา สีหน้าของพวกมันเขียวคล้ำคลั่งแค้น ยิ่งเห็นเทพธิดาเยว่หลานจูบกับเฟยหลิงเทียนด้วยแล้ว พวกเขาบางคนก็ถึงกับกระอักโลหิตออกมาจริงๆจนสลบไสลไปก็มี


เยว่หลานเองก็มองเห็นฉากที่เฟยหลิงเทียนกอดจูบกับเซี่ยเยว่ฉานเช่นกัน นางพลันเกิดความอิจฉาเล็กน้อย ทว่าครั้นนึกถึงเมื่อครู่ที่นางมีความกล้าตัดสินใจเข้าไปจูบกับเฟยหลิงเทียน เยว่หลานพลันมีใบหน้าขึ้นสีด้วยความเขินอายอีกครั้ง นางไม่รู้เช่นกันว่ารู้สึกรักเฟยหลิงเทียนไหม? แต่ที่นางรู้คือเวลาที่มองหน้าของชายหนุ่ม มันทำให้นางรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข


หลังจากหมดเวลาพัก การประลองคู่ที่ห้าก็ได้เริ่มต้นขึ้น ไป๋อวิ๋นที่รอต่อสู้มาเนิ่นนานก็เดินขึ้นไปบนเวทีประลอง ในที่สุดก็ถึงรอบของเขาที่จะได้แสดงความสามารถได้แสดงฝีมือออกมาเสียที


................................

ตอนก่อน

จบบทที่ เยว่หลาน ปะทะ เฟยหลิงเทียน (2)

ตอนถัดไป