ไป๋อวิ๋นผู้อ่อนแอ
ตอนที่ 15 ไป๋อวิ๋นผู้อ่อนแอ
ไป๋อวิ๋นมองไปที่ผู้เข้าประลองที่เหลืออยู่เพียงสามคน ชายหนุ่มคิดใคร่ครวญว่าจะสู้กับใครก่อน?
' เฟยหลิงเทียนแข็งแกร่งเกินไป คุณหนูเยว่ก็มีขอบเขตลมปราณมากกว่าข้า และคนสุดท้ายม่อเส้าเฟิน มีขอบเขตลมปราณแท้จริงเพียงแค่ขั้นสามเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแอบซ่อนอะไรไว้เหมือนคุณหนูเยว่หรือเปล่า? ... คิดไปตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แค่ขยะลมปราณแท้จริงขั้นสามเท่านั้น จะมาสู้กับข้าได้อย่างไร ' คิดได้ดังนั้น ไป๋อวิ๋นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง
" ข้าขอท้าประลองม่อเส้าเฟิน "
" ฮือฮา !!! "
" ในที่สุดไป๋อวิ๋นก็ขึ้นเวทีประลอง "
" ไม่รู้ว่าไป๋อวิ๋นจะแสดงความสามารถอย่างไรออกมา? "
" นั่นสิ "
" ไป๋อวิ๋นมีขอบเขตลมปราณมากกว่าม๋อเส้าเฟินสองขั้น น่าจะเอาชนะอย่างง่ายดายกระมัง? "
" มันก็ไม่แน่ ตระกูลม่อก็เป็นตระกูลใหญ่เช่นเดียวกัน อาจจะซ่อนไพ่ลับไม้ตายบางอย่างไว้ก็เป็นได้ "
" อย่าได้คาดเดาไปเลย การประลองจะเริ่มขึ้นแล้ว "
ม่อเส้าเฟินเดินขึ้นเวทีประลองอย่างช้าๆ เมื่อยืนเผชิญหน้ากับไป๋อวิ๋น ชายหนุ่มเพียงยืนหลับตาสองมือไพล่หลังเท่านั้น ราวกับมิได้เห็นไป๋อวิ๋นอยู่ในสายตาอย่างไรอย่างนั้น ชายหนุ่มให้ความรู้สึกเฉยชาไม่แยแสอย่างยิ่ง
เมื่อไป๋อวิ๋นได้เห็นท่าทางที่ไม่แยแสสิ่งใดของม่อเส้าเฟินก็รู้สึกโกรธขึ้นมา
" ม่อเส้าเฟิน เจ้าจะไม่ทักทายข้าหน่อยเหรอ? "
" เจ้าไม่มีสิ่งใดให้ข้าต้องสนใจ เหตุใดข้าถึงต้องทักทายเจ้าด้วย? " ม๋อเส้าเฟินกล่าวเสียงราบเรียบ
" เจ้า !!! " ไป๋อวิ๋นใบหน้าบิดเบี้ยว
" เป็นแค่ขยะลมปราณแท้จริงขั้นสามแท้ๆ กล้ามากที่มาพูดกับข้าเช่นนี้ " ไป๋อวิ๋นกล่าวด้วยความโกรธ
" ผู้ใดเป็นขยะกันแน่ การประลองเริ่มขึ้นเมื่อใดก็ได้รู้แล้ว " ม๋อเส้าเฟินกล่าวเสียงราบเรียบเช่นเดิม
" ดี " ไป๋อวิ๋นใบหน้าเขียวคล้ำ
เมื่อเจ้าเมืองชางเฟิงเห็นว่าทั้งคู่พร้อมแล้วก็ประกาศเริ่มการประลองคู่ที่ห้าทันที
" การประลองคู่ที่ห้า ไปอวิ๋น ปะทะ ม๋อเส้าเฟิน เริ่มได้ "
เมื่อไป๋อวิ๋นได้ยินเจ้าเมืองประกาศเริ่มการประลอง ชายหนุ่มพลันระเบิดพลังลมปราณแท้จริงขั้นห้าอย่างเต็มกำลัง คลื่นพลังปราณกดดันหนักหน่วง เขาอยากจะใช้แรงกดดันบดขยี้ม่อเส้าเฟินให้แหลกเละในกระบวนท่าเดียวไปเลย ต่อให้การต่อสู้จะห้ามปรามมิให้ฆ่ากันก็ตาม ทว่าม่อเส้าเฟินแสดงท่าทางดูแคลนเขามากเกินไป เป็นไปมิได้ที่เขาจะไม่รู้สึกอันใดเลย
- ครืน ครืน ครืน -
พื้นเวทีประลองสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แรงกดดันหนักหน่วงบดขยี้เข้ามา ทำให้ม่อเส้าเฟินต้องเปิดดวงตาขึ้นมา พร้อมกันนั้นก็มีประกายเปลวเพลิงสว่างวาบออกมาด้วย ฉับพลันแรงกดดันลมปราณแท้จริงขั้นห้าของไป๋อวิ๋นก็คล้ายบดเข้าใส่ความอ่อนนุ่มบางอย่าง ทำให้แรงกดดันทรงพลังของไป๋อวิ๋นทำอะไรม่อเส้าเฟินไม่ได้เลย
เมื่อไป๋อวิ๋นเห็นว่าแรงกดดันของตนทำอะไรม่อเส้าเฟินไม่ได้ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย
' มันต้องมีของวิเศษป้องกันไว้แน่ๆ ' ไป๋อวิ๋นคิดเข้าข้างตนเอง
ชายหนุ่มเรียกกระบี่สีเขียวมรกตออกมา ไป๋อวิ๋นกำกระบี่ไว้ในมือพลังแรงกดดันก็เพิ่มขึ้นอีกสองเท่า
' หืม!? ' ม่อเส้าเฟินโดนแรงกดดันผงะถอยหลังไปสี่ห้าก้าว เขามองกระบี่เขียวมรกตในมือของไป๋อวิ๋นด้วยความสนใจเล็กน้อย จากนั้นก็มีสีหน้าไม่แยแสเฉยชาเช่นเดิม
" นั่นมัน! "
" กระบี่ระดับปฐพี !!! "
" ตระกูลไป๋จะมั่งคั่งเกินไปแล้ว ถึงขั้นมอบกระบี่ระดับปฐพีให้กับผู้เยาว์ที่มีเพียงขอบเขตลมปราณแท้จริงขั้นห้า "
" เฮ้อ ... นี่สินะตระกูลใหญ่ "
" ไป๋อวิ๋นมีกระบี่ระดับปฐพีอยู่ในมือ ม๋อเส้าเฟินคงแพ้แล้ว "
" มีกระบี่ระดับปฐพีก็จริง แต่จะดึงพลังของกระบี่ออกมาได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง คนที่จะใช้กระบี่ระดับปฐพีได้ต้องมีขอบเขตลมปราณระดับปฐพีหรือเหนือกว่าเท่านั้นถึงจะสามารถดึงพลังของกระบี่ออกมาได้อย่างสมบูรณ์ "
" ที่เจ้าพูดมาก็ใช่ "
" แต่ไป๋อวิ๋นมีความสามารถด้านกระบี่ค่อนข้างสูง คงพอจะดึงพลังของกระบี่ออกมาได้ห้าส่วนกระมัง? "
" มารอดูกันดีกว่า "
ผู้ชมพากันพูดคุยด้วยความตื่นเต้น เนื่องจากแทบทั้งหมดได้พนันข้างไป๋อวิ๋นเอาไว้ เมื่อเห็นว่าไป๋อวิ๋นนำกระบี่ระดับปฐพีออกมาจึงรู้สึกตื่นเต้น คาดหวังให้ไป๋อวิ๋นเอาชนะม่อเส้าเฟินในกระบวนท่าเดียวไปเลย
บนเวทีประลอง ม่อเส้าเฟินเพียงมองกระบี่สีเขียวมรกตด้วยความสนใจเล็กน้อย จากนั้นชายหนุ่มก็พลันเงยหน้ามองไป๋อวิ๋นด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาอยากจะรู้ว่าไป๋อวิ๋นจะทำให้เขาเอาจริงได้สักแค่ไหน?
ไป๋อวิ๋นเอากระบี่ระดับปฐพีออกมาก็คิดว่าม่อเส้าเฟินต้องมีท่าทางตื่นตกใจ ทว่าเขากลับเห็นม่อเส้าเฟินยังมีท่าทางเรียบเฉยเช่นเดิม ชายหนุ่มเฉยชายิ่งนัก ความรู้สึกดูถูกดูแคลนที่ชายหนุ่มแสดงออกมา ทำให้ไป๋อวิ๋นโมโหหนักขึ้นไปอีก
" ฮืมม เมื่อข้าใช้กระบี่ระดับปฐพีโจมตี เจ้าจะยังคงมีท่าทางเช่นนั้นอีกหรือไม่? " ไป๋อวิ๋นกัดฟันกล่าว
" นั่นต้องดูว่าเจ้ามีฝีมือหรือไม่? " ม๋อเส้าเฟินกล่าว
" ดี ดี ดี " ไป๋อวิ๋นกล่าวคำว่าดีออกมาถึงสามครั้ง เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มโกรธเคืองโมโหถึงขีดสุดแล้ว
ไป๋อวิ๋นกรุ่นโกรธอย่างแท้จริง ชายหนุ่มกำกระบี่สีเขียวแนบแน่น แผ่ลมปราณแท้จริงขั้นห้าเต็มกำลังสิบส่วน แม้แต่บรรยากาศยังผันผวนสั่นสะเทือน สายลมพัดโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง พื้นเวทีประลองเกิดรอยแตกร้าวมากมาย หลังจากเพิ่งจะซ่อมแซมเสร็จเวทีก็แตกร้าวอีกแล้ว เจ้าเมืองชางเฟิงไม่รู้ว่าได้จ่ายค่าซ่อมแซมเวทีประลองไปมากมายเท่าใดแล้ว?
- ครืนนนนนน -
- ฟิ้วววว -
ไป๋อวิ๋นออกกระบวนท่านามว่า ' กระบี่อินทรีมรกต ' ชายหนุ่มฟาดฟันกระบี่ในมือพร้อมกับรัศมีพลังปราณอันร้ายกาจ แสงสีเขียวมรกตทะยานกลายร่างเป็นพญาอินทรีใหญ่โต มันโฉบไปมากลางอากาศก่อนจะพุ่งตัวเข้าหาม่อเส้าเฟินที่ยังยืนนิ่งอย่างสงบ
- แกรว๊ววววววววว -
- ฟิ้วววว -
อินทรีมรกตกรีดร้องเสียงสูงทำให้อากาศสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เมื่อกระบวนท่านี้ใช้พลังของกระบี่ระดับปฐพี ทำให้อานุภาพมีความรุนแรง เกิดแรงกดดันอันน่าครั่นคร้าม พญาอินทรีมรกตพุ่งไปด้วยความเร็วสูงปรากฏที่เบี้องหน้าม่อเส้าเฟินในพริบตา
ม่อเส้าเฟินเห็นสายลมพญาอินทรีมรกตพุ่งเข้ามา ก็ระเบิดลมปราณเพลิงแท้จริงขั้นสาม แผ่ปราณเพลิงอันร้อนแรงออกมาเป็นเกราะป้องกันในทันที
ลมปราณเพลิงนั้นของม่อเส้าเฟินดูเหมือนมิใช่ปราณเพลิงธรรมดาทั่วไป เนื่องจากภายในปราณเพลิงมีรัศมีสีทองแฝงตัวซ่อนเร้นอยู่ในเพลิงสีแดงอีกชั้นหนึ่ง
- บรึ้มมมม -
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เกราะเพลิงของม่อเส้าเฟินช่างเปี่ยมด้วยความแข็งแกร่ง มันมิได้ถูกพญาอินทรีฉีกกระชากทำลาย ทว่ากลับเป็นสายลมอินทรีมรกตของไป๋อวิ๋นซะมากกว่า ที่เหมือนกับว่าช่วยส่งเสริมให้เปลวเพลิงอันร้อนแรงของม่อเส้าเฟินมีความรุนแรงมากขึ้น
ม่อเส้าเฟินยืนอย่างสงบพลางมองเกราะเปลวเพลิงร้อนแรงทรงพลังด้วยสีหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม ชายหนุ่มผสานมือเป็นท่วงท่าทักษะเคล็ดวิชาก่อนจะชี้นิ้วไปยังเปลวเพลิง จนกระทั่งมันได้ม้วนตัวเป็นก้อนพลังทะยานขึ้นฟ้า ก้อนพลังเปลวเพลิงที่ได้รับพลังหนุนมาจากสายลมอินทรีมรกต มันได้ทวีความร้อนแรงมหาศาลอย่างยิ่ง มันหมุนวนกลางอากาศก่อนจะกลายร่างเป็นวิหคเพลิงตัวใหญ่ มันร่ำร้องเสียงดังจนเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายตื่นกลัว
" ขอบคุณเจ้าที่ทำให้เพลิงของข้าแข็งแกร่ง " ม่อเส้าเฟินเผยรอยยิ้มออกมา
- ระบำเทพวิหคเพลิง -
เทพวิหคเพลิงสีแดงทองสยายปีถลาลู่ลมโฉบพุ่งเข้าจู่โจมไป๋อวิ๋นด้วยความเร็วสูง ความร้อนแรงแรงทำให้ผู้คนที่นั่งชมอยู่ถึงกับปาดเหงื่อเนื่องจากความร้อนแรงของเปลวเพลิง
" ม่าย ... เป็นไปไม่ได้ !!! " ไป๋อวิ๋นกรีดร้องออกมา พลางฟาดฟันปราณกระบี่อินทรีมรกตออกมาต้านเอาไว้ ทว่าอินทรีมรกตจะสามารถทำอันใดเทพวิหคเพลิงผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร? มันร่ำร้องโหยหวนพร้อมพุ่งชนเปลวเพลิงอันร้อนแรงของม่อเส้าเฟินอย่างสิ้นหวัง
- บรึ้มมมมมม -
พลังทั้งสองสายปะทะกัน เกิดการระเบิดอันรุนแรงบนเวทีประลอง พื้นเวทีแตกระเอียด
ไป๋อวิ๋นกระอักเลือดฉีดกระจายขึ้นฟ้า ร่างปลิวลอยละลิ่วออกจากเวทีประลอง ม่อเส้าเฟินก็ไม่ได้ดีกว่ามากนัก เพราะถึงอย่างไรไป๋อวิ๋นก็ใช้กระบี่ระดับปฐพี ต่อให้อินทรีมรกตจะทำอันใดเทพวิหคเพลิงไม่ได้เลยก็ตาม ทว่ามันก็ทำให้ชายหนุ่มสั่นสะท้านร่างผงะถอยไปด้านหลังถึงห้าก้าวใหญ่ เสื้อผ้าอาภรณ์ฉีกขาดเพียงเล็กน้อย
ไป๋อวิ๋นนอนกระอักเลือดนอกเวทีประลอง พยายามลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มจ้องมองไปยังม่อเส้าเฟินด้วยสีหน้าขาวซีด ในดวงตาของเขาเผยความหวาดกลัวออกมา
" ข้าแพ้แล้ว " ไป๋อวิ๋นกล่าวออกมา ไม่มีความเย่อหยิ่งในคำพูดเหมือนอย่างตอนแรก
เมื่อได้ยินไป๋อวิ๋นกล่าวยอมแพ้ ม่อเส้าเฟินก็ยังคงไม่ได้ให้ความสนใจในตัวของไป๋อวิ๋นอยู่เหมือนเดิม ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวลงจากเวทีประลอง ม่อเส้าเฟินหันมองไป๋อวิ๋นอีกครั้งหนึ่ง
" ไป๋อวิ๋น เจ้ามันช่างอ่อนแอ " ม่อเส้าเฟินกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินลงเวทีประลองจากไป
ไป๋อวิ๋นรู้สึกเหมือนโลกกำลังพังทลาย ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มรู้สึกว่าในรุ่นเดียวกัน ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้เขาได้ เขามีความเย่อหยิ่ง ไปที่ไหนคนก็เคารพนับถือ วันนี้เมื่อได้เห็นการประลองของเฟยหลิงเทียน เยว่หลาน และเขาได้ต่อสู้กับม่อเส้าเฟิน ถึงได้รู้สึกว่าเขานั้นอ่อนแอเพียงใด รู้สึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า
ไป๋อวิ๋นพ่ายแพ้แล้ว เจ้าเมืองประกาศผู้ชนะการประลองคู่ที่ห้าในทันที
" การประลองคู่ที่ห้า ม่อเส้าเฟินเป็นฝ่ายชนะ "
" เฮ "
" ฮือฮา !!! "
" ไป๋อวิ๋นพ่ายแล้ว !!! "
" แพ้ง่ายๆแบบนี้? " หลายคนรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ !!!
" ลมปราณแท้จริงขั้นสาม เอาชนะ ลมปราณแท้จริงขั้นห้า? "
" ความหนาแน่น ความมั่นคงของลมปราณ ดูเหมือนว่าไป๋อวิ๋นจะสู้ม่อเส้าเฟินไม่ได้ ข้าคิดว่าไป๋อวิ๋นน่าจะรีบทะลวงระดับมากเกินไป ทำให้ระดับลมปราณไม่เสถียรมั่นคง และมีรากฐานที่อ่อนแอ "
" เฮ้อ "
" ไป๋อวิ๋นถึงจะมีกระบี่ระดับปฐพีก็ดึงพลังของกระบี่ออกมาไม่ถึงห้าส่วนด้วยซ้ำ "
" เปลวเพลิงสีแดงทองของม่อเส้าเฟินแข็งแกร่งเกินไป "
" ใช่ ไม่ธรรมดาเลย "
" หมดกัน !!! เงินที่ข้าพนันข้างไป๋อวิ๋น "
" ม่ายยยยยย ไป๋อวิ๋นเจ้าคนบัดซบ "
" ไหนเจ้ากล่าวว่าแข็งแกร่งที่สุด? "
" ข้าไม่น่าลงพนันข้างไป๋อวิ๋นเลย "
" ทำไมข้าไม่ลงพนันข้างนายน้อยเฟยหรือนายน้อยม่อกัน หรือเพราะตอนแรกข้ามองว่าพวกเขาอ่อนแอ เนื่องจากพลังฝึกตนต่ำ? ... เฮ้อ "
" เพราะเจ้าตาไม่ถึงนะสิ "
ผู้ชมพากันพูดคุยวิจารณ์กันไปต่างๆนาๆ
ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักพยัคฆ์ขาว 'ฉางไป๋' ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง เขามาชมการประลองในครั้งนี้ ก็เพื่อมาดูว่าไป๋อวิ๋นที่อาวุโสในสำนักเชื้อเชิญไปเป็นศิษย์หลักจะมีความเก่งกาจสักแค่ไหน? แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาของตนเองแล้ว เขารู้สึกผิดหวัง ผู้อาวุโสสูงสุดอีกสามสำนัก ก็ไม่ได้พูดอะไร นั่งอยู่เงียบๆด้านข้าง
" เฮ้อ " ฉางไป๋ถอนหายใจ
" ข้านึกว่าเขาจะเก่งกาจเหมือนที่ลือกัน แต่สุดท้าย ... เฮ้อ "
" เงินหนึ่งร้อยล้านเหรียญทองของข้า " ฉางไป๋เอ่ยพลางถอนหายใจ
" .... " พวกข้าก็นึกว่าเจ้าถอนหายใจเพราะผิดหวังในตัวของไป๋อวิ๋น ที่ไหนได้เจ้ากลับเสียดายเหรียญทอง? นั่นคือใจจริงของเจ้าใช่ไหม? ผู้อาวุโสสูงสุดสามสำนักถึงกับพูดไม่ออก
หลังจากพักซ่อมแซมเวทีประลอง การประลองรอบต่อไปก็ได้เริ่มขึ้นทันที
ม่อเส้าเฟินได้ท้าประลองเยว่หลาน การประลองเต็มไปด้วยความดุเดือด ความรุนแรงของเปลวเพลิง เวทีประลองสะท้านสะเทือน อากาศโดยรอบเต็มไปด้วยไอความร้อนอบอวลจากพลังลมปราณธาตุไฟของเยว่หลานและลมปราณเปลวเพลิงสีแดงทองของม่อเส้าเฟิน
เมื่อการต่อสู้ถึงกระบวนท่าที่สิบ เยว่หลานก็ขอยอมแพ้ ถึงแม้ว่าลมปราณของนางจะมากกว่าลมปราณม่อเส้าเฟินสามขั้น ทว่าก็สู้พลังทำลายล้างร้อนแรงของลมปราณสีแดงทองของม่อเส้าเฟินมิได้
เมื่อถึงรอบของเฟยหลิงเทียน ชายหนุ่มก็ได้ท้าประลองกับไป๋อวิ๋น และเอาชนะไปในกระบวนท่าเดียว เป็นการต่อสู้ที่เร็วที่สุดในการประลองครั้งนี้แล้ว ... เอ่อ มันเรียกประลองต่อสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพียงขึ้นเวทียืนประจันหน้ากันไม่ถึงเสี้ยวลมหายใจ ไป๋อวิ๋นก็ปลิวลอยออกนอกเวทีแล้ว ช่างอ่อนแอยิ่งนัก
เฟยหลิงเทียนใช้ความเร็วเหนือชั้นของสุดยอดกายเนื้อ พุ่งหลบปราณกระบี่ของไป๋อวิ๋น ก่อนจะซัดหมัดอันทรงพลังของสุดยอดกายเนื้อ อัดเข้าเต็มเบ้าหน้าของไป๋อวิ๋น ทำให้เขาปลิวลอยออกจากเวทีประลอง ไปติดกำแพงอัฒจันทร์ที่นั่งผู้ชมจนสลบไปในทันที
หลังจากที่ไป๋อวิ๋นฟื้นขึ้นมา เขาก็ได้ต่อสู้กับเยว่หลาน และแพ้ในสามกระบวนท่า เป็นคนที่อ่อนแอที่สุดแล้วในหมู่ของรุ่นเยาว์ หากว่าหม่าเฉิงยังอยู่ ไป๋อวิ๋นก็น่าจะพ่ายแพ้ต่อหม่าเฉิงด้วยก็เป็นได้
และการต่อสู้รอบสุดท้ายเพื่อชิงอันดับหนึ่งของรุ่นเยาว์ประจำเมืองหมอกม่วงก็ได้เริ่มต้นขึ้น
เฟยหลิงเทียน ปะทะ ม่อเส้าเฟิน
..................