ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 46

ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 46

แวมไพร์เป็นอันเดดสุดแกร่งที่เหมาะที่สุดในการรับมือกับสิ่งมีชีวิตที่มีระดับชั้นต่ำกว่า

ก่อนหน้านี้แวมไพร์เคยจัดการกับพวกซอมบี้ของร็อดมาแล้ว และตอนนี้ หากว่าพวกสมาชิกกลุ่มซิลเวอร์ซีลไม่ระวังให้ดี พวกเขาจะตายในพริบตา

ค่าความสามารถพื้นฐานอันสูงส่ง รวมกับการต่อสู้ที่มุ่งเน้นโจมตีจุดอ่อนและคุณสมบัติดูดเลือดเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตในขณะที่อยู่ในร่างค้างคาว ทั้งหมดนี้ทำให้แวมไพร์สามารถจัดการคู่ต่อสู้จำนวนมากที่อ่อนแอกว่าได้โดยไม่เสียเปรียบ

แต่หากต้องเผชิญหน้ากับอาชีพที่แข็งแกร่ง เนื่องเพราะแวมไพร์มุ่งเน้นไปที่ค่าความสามารถร่างกายเป็นส่วนใหญ่ ค่าความสามารถที่เหลือจึงไม่โดดเด่นแต่อย่างใด ควบคู่ไปกับข้อเสียด้านอาวุธชุดป้องกัน แวมไพร์ก็คงยากจะจัดการกับศัตรูเช่นนั้น

สำหรับสกิลค้างคาวแปลงกาย เมื่อขึ้นไปถึงอาชขีพขั้นสูงๆได้ คนเหล่านั้นย่อมมีวิธีรับมือตามแต่ละบุคคล ต่อให้ยากจะหยุดยั้งไม่ให้ค้างคาวดูดเลือดเพื่อฟื้นฟูพลังชีวิต แต่บาดแผลที่เกิดกับพวกเขาก็คงไม่หนักหนาอะไร นักเวทระดับสูงสามารถใช้ฆ่าค้างคาวทั้งหมดได้ด้วยเวทเพียงบทเดียวเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นไม่ว่าแวมไพร์จะต่อสู้กับกลุ่มซิลเวอร์ซีลมานานเพียงใด มันก็ไม่ได้เสียเปรียบแม้แต่น้อย กระทั่งยังค่อยๆได้เปรียบขึ้นเรื่อยๆ หากในหมู่สมาชิกเหล่านี้มีอาชีพระดับสูงควบคู่ไปกับการบัญชาการอย่างเหมาะสม แวมไพร์ก็คงต้องรับมืออย่างเต็มฝืนไปแล้ว

หรือก็คือ หากในกลุ่มคนเหล่านี้มียูเซอร์หรือนักเวทชุดคลุมน้ำเงินอยู่ด้วย แวมไพร์ก็จะค่อยๆถูกล้อมปราบในที่สุด

แต่เมื่อไม่มีคนคอยสั่งการ พวกสมาชิกก็ก็ต่างคนต่างสู้ ทุกคนต่างก็ไม่อยากรับการโจมตีจากแวมไพร์ นอกจากเหล่าผู้คุ้มกันที่ยืนหยัดอยู่แถวหน้าแล้ว คนอื่นๆก็แทบจะมองหาโอกาสอยู่ด้านข้างเพียงอย่างเดียว

เทียบในด้านค่าความสามารถแล้ว ในที่นี้ไม่มีผู้ใดมีค่าความสามารถสูงไปกว่าแวมไพร์ พวกผู้คุ้มกันเองก็ทำเพียงป้องกันตัวเอง ไม่กล้ารุดหน้าเข้าไปโจมตี และนั่นจึงเป็นการเปิดโอกาสให้แวมไพร์ได้สำแดงเดชอย่างเต็มที่

ขณะที่การต่อสู้ดำเนินไป ผู้คุ้มกันแถวหน้าก็ล้มลงทีละคน เมื่อจำนวนคนที่เหลือไม่พอจะปิดล้อมแวมไพร์ได้อีกแล้ว ขวัญกำลังใจของกลุ่มซิลเวอร์ซีลก็เริ่มพังทลายลง

สุดท้าย เมื่อไม่เห็นทั้งเงาร่างของหัวหน้ากลุ่มและนักเวทชุดคลุมน้ำเงิน ขณะที่สหายข้างกายล้มตายไปทีละคน หนึ่งในผู้คุ้มกันก็สติแตกขึ้นมา แทนที่จะคุมเชิงกับแวมไพร์ที่อยู่ทางด้านหน้า เขากลับหันหลังวิ่งหลบหนีไปคนแรก

การกระทำของผู้คุ้มกันคนนี้ดุจการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง พวกผู้คุ้มกันต่างร้องไม่ได้ศัพท์และแยกย้ายกันหนี

แม้แต่พวกมือดีของกลุ่ม เมื่อเห็นสถานการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ทราบทันทีว่าฝ่ายตนจบสิ้นลง กลุ่มการค้าซิลเวอร์ซีลได้ล่มสลายลงแล้ว ทุกคนต่างคนต่างวิ่งไปหาม้าและขี่หนีไปคนละทิศคนละทาง

เมื่อผู้คุ้มกันของกลุ่มต่างพากันแตกทัพ แวมไพร์ก็ทำตามคำสั่งที่ร็อดสั่งผ่านตราประทับวิญญาณ มันไม่ได้ไล่ตามไปสังหารเหล่าผู้ที่กำลังหลบหนีหรือทำสิ่งอื่น มันคว้าจับม้าตัวหนึ่งไว้และพลิกตัวขึ้นไปนั่ง จากนั้นจึงควบม้าไปยังทิศทางเดียวที่ร็อดไป

ด้วยข้อมูลที่ถูกส่งผ่านตราประทับวิญญาณ แวมไพร์ก็สามารถรับรู้ตำแหน่งของร็อดโดยคร่าวๆ ดังนั้นที่มันต้องทำก็แค่ตามร่องรอยนั้นไป

ที่อีกด้านหนึ่ง ร็อดกำลังตามร่องรอยที่นักเวทชุดคลุมน้ำเงินทิ้งไว้ เขาควบม้าผ่านผืนป่าอย่างรวดเร็ว

ชัดเจนว่านักเวทผู้นี้คงคิดไม่ถึงว่าจะมีผู้ที่ไล่ตามหลังตนมาติดๆ ดังนั้นจึงไม่ได้ทำร่องรอยหลอกเอาไว้ เขาเพียงขี่ม้ามุ่งหน้าไปเรื่อยๆ

แต่ถึงแม้นักเวทชุดคลุมน้ำเงินจะพยายามทิ้งร่อยรองที่ทำให้ศัตรูไขว้เขวไว้ ร็อดที่มีสกิล [สอดแนม ระดับกลาง] ก็ยังสามารถไล่ตามไปในเส้นทางที่ถูกต้องอยู่ดี การทำเช่นนั้นจึงกลายเป็นการเสียเวลาเปล่า

ร็อดไม่ได้เร่งม้าไล่จี้ไป แต่จงใจทิ้งระยะออกมา เขากำลังรอให้แวมไพร์จัดการเรื่องราวทางนั้นให้เสร็จสิ้นและตามมาสมทบก่อน จากนั้นจึงค่อยร่วมมือกันจัดการนักเวท

ก่อนหน้านี้ตอนที่ร็อดต่อสู้กับยูเซอร์บนหอสังเกตการณ์ ตะวันก็ใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มที ดังนั้นหลังจากไล่ตามนักเวทมาได้สักพัก ท้องฟ้าก้เริ่มมืดลงแล้ว

อาจเป็นเพราะโบนัสที่ได้มาจกาสกิล [สอดแนม ระดับกลาง] ร็อดจึงยังมองเห็นต้นไม้โดยรอบ ร็อดนึกถึงภาพที่เขามองเห็นตอนที่มองลงมาจากหอสังเกตการณ์ ดูจากทิศทางที่นักเวทมุ่งไปแล้ว มันก็คือจุดหมายของคาราวานขบวนนี้ ดีย่า

ขณะที่ไล่ตามไป เพราะการเปลี่ยนทิศทางต่อเนื่องหลายครั้งของนักเวท ร็อดจึงรู้ว่านักเวทผู้นี้ไม่ได้พกพาแผนที่ติดตัว เขาเพียงอาศัยการควบม้ามุ่งหน้าไปเรื่อยๆเพื่อทิ้งห่างศัตรูทางด้านหลัง

ขณะที่แสงสว่างโดยรอบค่อยๆหมดลง ร็อดก็พบว่าการตามร่องรอยของนักเวทกระทำได้ยากขึ้น หากว่าสกิลสอดแนมของเขายังเป็นระดับต่ำอยู่ เกรงว่าตอนนี้ตนคงถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลังไปแล้ว

ร็อดควบม้าตามไป หวังเพียงรักษาระยะห่างกับอีกฝ่ายเอาไว้

ด้วยประสบการณ์การเล่นเป็นนักเวทอันโชกโชนของร็อด เขาจึงรู้ซึ้งดีถึงพลังของนักเวท แม้ตอนนี้จะดูเหมือนว่าเขากำลังไล่ล่าอีกฝ่ายอยู่ แต่หากต้องต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ ผลลัพธ์ก็ยากจะบอกได้

อย่าไล่สุนัขให้จนตรอก อย่าต้อนคนให้จนมุม ร็อดเข้าใจถึงสำนวนนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้เร่งม้าสุดกำลัง

เมื่อได้รับสารผ่านตราประทับวิญญาณ ร็อดก็ทราบว่าตอนนี้แวมไพร์จบการต่อสู้ได้แล้วและกำลังตามมาสมทบ

เมื่อทราบว่าการต่อสู้สิ้นสุดลง ร็อดก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดู ตรงค่าประสบการณ์ในเวลานี้ ตัวเลขกำลังเพิ่มขึ้นไม่หยุด จากนั้นพักหนึ่งตัวเลขก็หยุดอยู่ที่ 770

ในเมื่อการต่อสู้ทางด้านนั้นจบลงแล้ว เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการเอาชนะนักเวท ร็อดจึงอัพเลเวลตัวเองอีกครั้ง

"คุณใช้ค่าประสบการณ์จำนวน 400 หน่วย ค่าประสบการณ์ที่เหลืออยู่คือ 370 ระดับของตัวละครได้เลื่อนระดับเป็น ขั้นที่ 2 นักดาบ เลเวล 5...."

"ได้รับแต้มคุณสมบัติจำนวน 1 แต้ม ได้รับแต้มสกิลจำนวน 1 แต้ม...."

ร็อดยังไม่ใช้แต้มคุณสมบัติและแต้มสกิล เขาเลือกจะเก็บเอาไว้ใช้ในช่วงเวลาสำคัญ

.............

ทางด้านหน้า นักเวทในชุดคลุมน้ำเงินควบม้าผ่านป่าไปเรื่อยๆ

นิ้วหัวแม่มือของนักเวทลูบแหวนมิติที่อยู่บนนิ้วชี้เบาๆ เรื่องการขนส่งผลึกวิญญาณไปยังดีย่านั้น เป็นเขาเองที่เสนอแนะออกมา เขาย่อมตระหนักดีถึงมูลค่าของสิ่งที่อยู่ภายในแหวนวงนี้

ดังนั้นหลังจากที่ได้รับแหวนมิติมา นักเวทก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา เมื่อรวมกับที่ว่าศัตรูอาจจะแข็งแกร่งถึงขีดสุด เขาจึงตัดสินใจทิ้งคนอื่นๆและหนีเอาตัวรอดมาเพียงลำพัง

นักเวทคิดว่า ต่อให้ยังมีสินค้าล้ำค่าชิ้นอื่นๆอยู่ในคาราวานนั่น ศัตรูที่เป็นเนโครแมนเซอร์ผู้นั้นจะต้องไม่เหลือบแม้สักแวบ อีกฝ่ายจะต้องไล่ตามผลึกวิญญาณมาดุจสุนัขป่าหิวกระหายเป็นแน่

ในเมื่อเขาไม่ได้พกแผนที่ติดตัวมา เพราะตลอดทางเขาโดยสารด้วยรถม้ามาตลอด นักเวทจึงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพื้นที่แถบนี้โดยสิ้นเชิง เขาทำได้เพียงควบม้ามุ่งหน้าไปตามความรู้สึก

จู่ๆนักเวทก็บังเกิดความรู้สึกอันแปลกประหลาดขึ้นในใจ ราวกับเขากำลังถูกจับจ้องโดยบางสิ่ง

นักเวทหันกลับไปมองทางด้านหลัง แต่ที่ด้านหลังก็มีเพียงป่าทึบ ไม่มีสิ่งใดผิดสังเกต กระนั้นนักเวทก็ยังไม่อาจสงบใจลง

นักเวทพลันตระหนักได้ทันที เนโครแมนเซอร์ผู้นั้นกำลังไล่ตามมาแล้ว....

ตอนก่อน

จบบทที่ ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 46

ตอนถัดไป