ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 47

ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 47

แม้จะทราบว่าที่ด้านหลังมีเนโครแมนเซอร์ไล่ตามมา นักเวทชุดคลุมน้ำเงินก็ไม่ได้ลนลาน เขากระตุ้นม้าเพื่อเร่งความเร็วขึ้น หวังจะใช้ความเร็วสลัดหลุดจากเนโครแมนเซอร์

นักเวทไม่รู้ว่าเขาควบม้ามานานเพียงใดแล้ว ขณะที่ระยะทางยิ่งมาก็ยิ่งไกล ไกลจากที่ที่คาราวานหยุดพักมาก กระนั้นความรู้สึกที่ราวกับถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ได้จางหายไป ทั้งยังยิ่งมายิ่งรุนแรงกว่าเดิม

นักเวทมั่นใจว่านี่เป็นลางสังหรณ์แจ้งเตือนภัยประเภทหนึ่ง เขาอยากจะสลัดทิ้งอีกฝ่ายใจจะขาด แต่ไม่ว่าเร่งม้าอย่างไรก็ยังคงรู้สึกเช่นเดิม ความรู้สึกของการถูกจ้องมองนี้เริ่มทำให้นักเวทไม่อาจสงบจิตใจได้อีก

ลางสังหรณ์ยิ่งมายิ่งรุนแรง นักเวททราบว่าหากเขาไม่ทำอะไรสักอย่าง เนโครแมนเซอร์ทางด้านหลังจะต้องตามเขาทันแน่

แต่แม้จะคิดจนหัวแทบแตก เขาก็ยังไม่มีวิธีแก้ไข ทำได้เพียงใช้เท้ากระตุ้นท้องม้าเพื่อเร่งความเร่งขึ้นอีก ในใจภาวนาให้ความมืดช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยให้เขา

ส่วนเรื่องที่จะซ่อนตัวแล้วซุ่มโจมตีเนโครแมนเซอร์ที่กำลังตามมานั้น ความคิดนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นในหัวของนักเวทเลยด้วยซ้ำ เขาตระหนักดีว่าอีกฝ่ายต้องแข็งแกร่งอย่างมาก หากจะหยุดเพื่อรอโจมตี เขาสมควรหยุดตั้งแต่ตอนที่ยังมีสมาชิกกลุ่มซิลเวอร์ซีลคอยช่วยเหลือแล้ว

นักเวทนั้นไม่เหมือนกับยูเซอร์ เมื่อรับรู้ถึงอันตรายที่กลายกล้ำเข้ามา เขาก็กังวลสนใจแค่ชีวิตของตนเองก่อน ยิ่งไปกว่านั้นในแหวนมิติยังมีผลึกวิญญาณทั้งหมดของกลุ่มซิลเวอร์ซีล เมื่อมีขุมทรัพย์เช่นนี้อยู่กับตัว เขาจะยังเสี่ยงอันตรายไปทำไม?

ความกลัวที่เกิดขึ้นทำให้นักเวทเลือกหันหลังหลบหนีทันที เมื่อคิดว่าป่านนี้กลุ่มซีลเวอร์ซีลคงถูกทำลายจนสิ้นซากไปแล้ว นักเวทก็พึมพำอยู่ในใจ

'ยูเซอร์ อย่าได้ตำหนิข้าเลย เป็นเจ้าที่ไปตอแยศัตรูร้ายกาจเข้าจนต้องจบชีวิตลง'

หลังจากกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แล้ว นักเวทก็ดูเหมือนจะสบายใจขึ้นมาบ้าง

เนื่องเพราะพื้นที่โดยรอบมีแต่ป่า ถนนก็ไม่ได้กว้างขวางนัก ทั้งยังเป็นเวลามืดค่ำ ดังนั้นจึงไม่อาจเร่งความเร็วม้าไปได้มากกว่านี้แล้ว

นักเวทไม่กล้าชะลอความเร็ว แต่เนื่องเพราะต้องวิ่งตะบึงติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายของม้าจึงเกิดความเหนื่อยล้าสะสม ความเร็วของมันค่อยๆตกลง

นักเวทเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ แต่ตอนนี้เอง ความรู้สึกของการถูกจ้องมองก็ได้หายไป

แต่นักเวทไม่เพียงแต่จะไม่ผ่อนคลาย กลับยิ่งเคร่งเครียดขึ้นกว่าเก่า สายตาและสัมผัสกวาดมองออกโดยรอบตลอดเวลา

จากประสบการณ์การต่อสู้มีอยู่ได้บอกให้เขารู้ว่า นี่เป็นความสงบก่อนพายุจะมา แม้เขาจะไม่อาจสัมผัสสิ่งใดได้ แต่รอบตัวกลับกลายเป็นเขตอันตรายไปแล้ว และการตื่นตัวถึงขีดสุดของนักเวทก็ได้สิ้นเปลืองพลังจิตวิญญาณไปอีกไม่น้อย

ตอนนี้เอง หูของนักเวทก็พลันได้ยินเสียงเกือกม้าดังมาจากในป่าที่ด้านข้าง

เสียงนี้อยู่ห่างเยื้องไปข้างหลังไม่ไกล จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้และใบไม้ขยับเคลื่อนไหว แม้ระยะที่ได้ยินจะไม่ได้ใกล้ถึงขนาดไล่จี้ แต่นักเวทก็ตระหนักได้ว่า ศัตรูไล่ตามมาทันแล้ว....

เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไล่ตามมาทันได้อย่างไรทั้งๆที่เขาห้อตะบึงม้ามาตลอดทางโดยไม่หยุดพัก

เมื่อวิ่งมาไกลจนถึงตอนนี้ ม้าที่นักเวทขี่อยู่ก็เริ่มหมดแรง ความเร็วของมันเริ่มลดลงอีกระดับ นักเวทไม่เข้าใจแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เขาขี่ม้าออกมาก่อนตั้งนานแล้ว ไฉนเนโครแมนเซอร์จึงไล่ตามเขาทัน? ได้ยินเสียงเกือกม้าจากทางด้านหลัง ม้าของอีกฝ่ายก็กำลังวิ่งเต็มกำลังเช่นกัน....

ทันใดนั้นนักเวทก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ และเขาก็รู้แล้วว่าทำไมอีกฝ่ายจึงตามเขาทัน ม้าที่เนโครแมนเซอร์ขี่ตัวนั้น มันจะต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอันเดดไปแล้วเป็นแน่ เมื่อข้อจำกัดทางด้านร่างกายถูกปลดออกไป ก็เป็นธรรมดาที่ม้าอันเดดจะเร่งฝีเท้าจนตามมาทัน

ถึงแม้ว่าการทำสมาธิลึกจะต้องใช้พลังมานาอย่างมาก แต่ขณะที่เวลาค่อยๆผ่านไป มานาก็จะค่อยๆฟื้นฟูกลับมา

เทียบกับการทำสมาธิระยะต้นแล้ว อัตราการฟื้นฟูเองนี้ย่อมเทียบไม่ได้ และอัตราของมันก็คือมานา 1 หน่วย/ชั่วโมง

หากว่าสวมใส่ไอเท็ม หรือมีสกิลพิเศษ หรือผลจากอะไรก็ตามแต่ที่ช่วยเพิ่มอัตราฟื้นฟู มานาก็จะฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

แต่หากไม่มีต้นทุนใดๆ การทำสมาธิระยะต้นก็สามารถฟื้นฟูมานาได้เช่นกัน และเนื่องเพราะการใช้วิธีทำสมาธิระยะต้นไม่ส่งผลร่วมกับไอเท็มสวมใส่ ดังนั้นสกิลพิเศษที่สามารถเร่งอัตราการฟื้นฟูมานาได้จึงเป็นสกิลที่นักเวทจะต้องมีติดตัวเอาไว้ทุกคน

ตอนที่ร็อดออกจากการทำสมาธิลึก พลังมานาของเขาคือ 0 และช่วงต่อที่สู้กับยูเซอร์รวมถึงระหว่างที่ไล่ตามนักเวทมา พลังมานาของร็อดก็ได้ฟื้นฟูกลับมาบางส่วน

ด้วยการสั่งการผ่านตราประทับวิญญาณ ร็อดได้ให้แวมไพร์ขี่ม้าตามเขามาตลอดทาง จากนั้นจึงฆ่าม้าตัวที่แวมไพร์ขี่อยู่และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นอันเดด หลังจากที่ฆ่าม้าไป ร็อดก็พบว่ามันให้ค่าประสบการณ์จำนวน 10 หน่วย

เนื่องจากม้าตัวนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระดับชั้น เพื่อที่จะให้มีมานาเพียงพอเปลี่ยนให้มันกลายเป็นอันเดด ร็อดจึงใช้แต้มสกิล 1 แต้มเลื่อนระดับสกิล ปลุกชีพขึ้นเป็นระดับกลาง

-----------------------------------------

[ปลุกชีพ ระดับกลาง]: โดยการศึกษาศาสตร์แห่งความตายมากขึ้น ความเข้าใจเกี่ยวกับความตายของคุณก็ได้เพิ่มพูนขึ้น คุณได้เข้าใจความคับแค้นของดวงวิญญาณ และคุณก็เริ่มมองเห็นคุณค่าของสิ่งมีชีวิตในโลกความตาย ความสามารถในการเปลี่ยนสภาพอันเดดของคุณได้เพิ่มขึ้น ลดจำนวนมานาที่ใช้ในการปลุกชีพ

-----------------------------------------

เมื่อเปลี่ยนไปสวมใส่รางวัลความสำเร็จ [เนโครแมนเซอร์] สกิลปลุกชีพของร็อดก็เลื่อนเป็น [ปลุกชีพ ระดับสูง] และเมื่อถึงระดับนี้ มานาที่ใช้ก็ลดลงอย่างมาก

ร็อดใช้มานาที่เหลืออยู่เปลี่ยนม้าให้กลายเป็นอันเดด

แต่การเปลี่ยนม้าของแวมไพร์ก็ทำให้มานาของร็อดเหลือไม่พอจะเปลี่ยนม้าที่เขาขี่อยู่

ร็อดยังคงขี่ม้าตามนักเวทไป เป็นเพราะนักเวทนั้นอาศัยเพียงการตะบึงม้าเพื่อหวังจะสลัดหลุดจากร็อด ร็อดจึงออกคำสั่งผ่านตราประทับวิญญาณให้แวมไพร์ขี่ม้าอันเดดตัวนั้นล่วงหน้าไล่ตามไป

ม้าที่แวมไพร์ขี่ย่อมแตกต่างจากม้าของนักเวทที่เหนื่อยล้าอ่อนกำลัง ม้าอันเดดนี้ไม่มีข้อจำกัดด้านความเหนื่อยล้า ดังนั้นมันจึงวิ่งได้เร็วกว่าม้าของนักเวท นี่จึงเป็นสาเหตุที่แวมไพร์สามารถไล่ตามนักเวทไปจนทัน

ถึงตอนนี้ นักเวทก็ตระหนักได้แล้วว่าเขาไม่อาจพึ่งความเร็วม้าสลัดหลุดจากศัตรู หันกลับไปมองดูแวมไพร์ที่กำลังควบม้าตามมา นักเวทก็ยกมือขึ้นเล็งพลางรวบรวมมานา

ศรน้ำแข็งดอกหนึ่งพุ่งยิงออกไป ทว่าเป้าหมายของมันไม่ใช่แวมไพร์ แต่เป็นม้าอันเดดใต้ร่างของแวมไพร์ตัวนั้น.....

ตอนก่อน

จบบทที่ ผู้กล้าอาคมดำ ตอนที่ 47

ตอนถัดไป