ฉันเป็นลูกมหาเศรษฐี
จากมหาวิทยาลัยมาถึงบ้านใช้เวลานั่งรถไฟประมาณ 1 ชั่วโมง และต้องนั่งแท็กซี่ต่ออีกประมาณ 10 นาที โดยปกติแล้วฟางจือหยูนั้นจะงีบหลับในระหว่างการเดินทาง แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป
เพราะคำพูดของเฉาหลานในตอนเช้านั้นแปลกมาก และแม่ก็ไม่เคยพูดกับฟางจือหยูด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเช่นนี้มาก่อนเลย
เป็นไปได้มั้ยว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับที่บ้าน?
แต่มันจะเป็นเรื่องอะไรล่ะ เพราะนอกจากพ่อแม่แล้ว ฟางจือหยูก็ไม่มีญาติพี่น้องคนไหน และตั้งแต่จำความได้ เขาก็ไม่เคยเห็นปู่ย่าตายายของตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
มันทำให้เขาคิดว่าคนในครอบครัวน่าจะเสียชีวิตไปหมดก่อนที่เขาจะเกิดมา
สำหรับเรื่องการเงินของครอบครัว เป็นเรื่องที่รบกวนต่อมความอยากรู้ของฟางจือหยูมามากว่า 20 ปี เพราะเขาไม่เคยเห็นพ่อกับแม่ไปทำงานมาก่อนเลย และเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อกับแม่ของตัวเองนั้นทำงานอะไร
ถึงแม้จะพูดไม่ได้ว่ารวยมาก แต่ครอบครัวของเขาก็ไม่เคยขาดแคลนเรื่องเงิน ซึ่งฟางจือหยูก็ไม่รู้เช่นกันว่าพ่อกับแม่ไปหาเงินพวกนี้มาจากไหน
เขารู้สึกได้ว่าเรื่องที่เฉาหลานจะบอกจะต้องเป็นเรื่องที่ช่วยคลายความสงสัยที่ฝังอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“ลูก พ่ออยู่นี่!” ทันทีที่ฟางจือหยูเดินออกจากสถานี เขาก็ได้ยินเสียงของพ่อและเห็นพ่อของเขากำลังยืนโบกมือ ถึงแม้ว่าฟางฮุยจะเป็นพ่อของเขา แต่หากฟางจือหยูบอกกับคนอื่นว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกัน มันก็คงจะไม่มีใครสงสัยอย่างแน่นอน
เพราะนอกจากส่วนสูงและความหล่อที่ฟางฮุยมีมากกว่าแล้ว ทั้งสองก็แทบไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้ทำให้เขารู้สึกสังสัยว่าพ่อกับแม่ของเขาเป็นสัตว์ประหลาดอมตะหรือเปล่า แต่เขาก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันความคิดของตนเอง
“อ้าว ทำไมพ่อถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ แล้วนั่นรถของพ่อหรอ?” ฟางจือหยูมองไปที่รถปอร์เช่คาเยนน์ที่อยู่ข้างๆฟางฮุยด้วยสายตาแปลกๆ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยรู้เรื่องรถเท่าไหร่ แต่ด้วยรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ ละความโด่งดังของปอร์เช่ ทำให้เขารู้ว่ารถคนนี้ต้องมีราคาอย่างน้อยกว่า 1.8 ล้านหยวนแน่
แล้วครอบครัวของเขานั้นมีเงินมากมายพอที่จะซื้อรถแบบนี้ด้วยอย่างงั้นหรอ?
“ก็ใช่น่ะสิ ว่าแต่ทำไมลูกถึงต้องทำหน้าตาแบบนั้นด้วย นี่มันก็แค่รถยนต์ราคาถูกคันหนึ่งไม่ใช่หรือไง?” ฟางฮุยหยิบกระเป๋าเดินทางที่หนักเกือบสิบกิโลของฟางจือหยูขึ้นมาด้วยมือข้างเดียวและเอาใส่ไว้ท้ายรถ จากนั้นก็พูดต่อว่า “ขึ้นรถสิ!”
ฟางจือหยูก้าวเข้ามาในรถด้วยใบหน้าที่ว่างเปล่า
พ่อเรียกรถปอร์เช่ว่ารถราคาถูก?
ครอบครัวของพวกเขาอาศัยอยู่ในชุมชนธรรมดา ตัวบ้านมีพื้นที่แค่ 80 ถึง 90 ตารางเมตร เป็นบ้านที่เรียบง่ายไม่ได้หวือหวาอะไร
แต่ในตอนนี้ เขาเริ่มมีความรู้สึกว่าครอบครัวของตัวเองไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดเอาไว้แล้ว
เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน กลิ่นหอมของอาหารที่เฉาหลานทำนั้นไปกระตุ้นให้ต่อมรับรสของฟางจือหยูอย่างรุนแรงในทันที
“ฝีมือการทำอาหารของคุณนี่ยังคงสุดยอดเหมือนเดิมเลยนะ!” ฟางฮุยเดินเข้ามาหาเฉาหลานด้วยรอยยิ้ม จากนั้นทั้งสองก็โผลเข้ากอดและจูบกัน ซึ่งฟางจือหยูที่เห็นฉากนี้ก็รีบหันหน้าหลบทันที
หลังจากนั่งลงบนโต๊ะและตักอาหารเข้าปาก ฟางจือหยูก็ต้องตกตะลึงอย่างสมบูรณ์กับรสชาติของอาหารที่เฉาหลานเป็นคนทำ มันลึกซึ้งและอร่อยเกินกว่าจะบรรยาย แถมมันยังทำให้เขารู้สึกว่าอาหารที่มหาวิทยาลัยและอาหารในร้านดังๆต่างๆที่เขาเคยกินมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่อาหารหมู
“ถ้าอร่อยก็กินเข้าไปเยอะๆนะ เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่สามารถทำอาหารให้ลูกกินได้!” ดวงตาของเฉาหลานจับจ้องไปที่ฟางจือหยูและพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ครั้งสุดท้าย?” ฟางจือหยูประหลาดใจ เขาวางตะเกียบลงและถามว่า “มันหมายความว่ายังไงครับแม่?”
“จือหยู” ฟางฮุยกระแอมในลำคอและพูดต่อ “ตอนนี้ลูกก็อายุยี่สิบปีแล้ว พ่อกับแม่คิดว่าถึงเวลาที่ลูกจะต้องรู้ความลับของครอบครัวเราแล้วล่ะ ตามพ่อมานี่สิ!”
จากนั้น เฉาหลานและฟางฮุยก็ลุกขึ้นและเดินเข้าไปในห้องหนังสือพร้อมกัน ส่วนฟางจือหยูที่กำลังสับสนมึนงงก็ค่อยๆลึกขึ้นและเดินตามไปในเวลาต่อมา
ในห้องหนังสือแห่งนี้ยังคงสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนอย่างเดิม แต่สิ่งที่ผิดแปลกไปจากปกติก็คือมีกล่องเล็กๆกล่องหนึ่งวางตั้งอยู่บนโต๊ะ
“จือหยู เนื่องจากพ่อกับแม่ต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นมาเหมือนกับเด็กธรรมดา พวกเราก็เลยตัดสินใจที่จะไม่บอกความลับของครอบครัว” ฟางฮุยพูดต่อ “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พ่อกับแม่กำลังจะไปจากที่นี่แล้ว ดังนั้นก่อนจะจากไป พวกเราเลยคิดว่าลูกจำเป็นที่จะต้องรับรู้เรื่องนี้เอาไว้”
“นี่พ่อกับแม่คงจะไม่บอกกับผมว่าตัวเองเป็นสัตว์ประหลาดหรอกนะ” ฟางจือหยูพูดสิ่งที่คิดออกมา
“นี่ลูกพูดเรื่องไร้สาระอะไร!” ฟางฮุยเขกหัวของฟางจือหุยและพูดต่อ “ตอนนี้เหมือนว่าคุณปู่ของลูกและคนอื่นๆได้หายตัวไป พ่อกับแม่เลยวางแผนที่จะไปยังสถานที่ที่พวกเขาหายตัวไปในตอนเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้!"
“ปู่ของผม?” ฟางจือหยูแปลกใจ “คุณปู่ตายไปแล้วไม่ใช่หรอครับ?”
“ปัก!” ฟางฮุยเขกหัวฟางจือหยูอีกครั้งและพูดว่า “ปู่ของลูกยังไม่ได้ตาย เขาเพียงแต่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้เท่านั้น ที่ผ่านมาเราติดต่อกันมาตลอด แต่เป็นเวลากว่าอาทิตย์แล้วที่ปู่ไม่ตอบกลับพวกเรา พ่อและแม่ต่างกังวล เลยตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปหาปู่”
“อะไร... อะไรนะ คุณปู่ไม่ได้อยู่บนโลกอย่างงั้นหรอครับ?” ฟางจือหยูรู้สึกสับสนอย่างมาก
นี่พ่อกับแม่ของเราเสพยาหรือเปล่า ทำไมเขาถึงพูดเรื่องไร้สาระออกมาแบบนี้ล่ะ?
“จือหยู...มันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับลูกที่จะยอมรับ” เฉาหลานคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดต่อ “แต่ทั้งพ่อ แม่ และปู่ย่าตายายของลูกต่างไม่ใช่คนธรรมดา”
"เรามีช่วงชีวิตอยู่มานับพันปี เป็นตัวตนที่จะไม่แก่ชรา และมีพลังที่ลูกไม่อาจจะจินตนาการได้!"
“ฮ่าๆๆ พ่อกับแม่ไม่ได้ดูหนังแนวไซไฟมากไปใช่มั้ย?” ฟางจือหยูหัวเราะ
“เจ้าลูกโง่!” เฉาหลานส่ายหัว “เหมือนที่คุณปู่บอกว่าพ่อของลูกกลัวจนเกือบจะฉี่แตกหลังจากได้รู้ความลับของครอบครัวจะเป็นเรื่องจริงสินะ!”
“นี่คุณอย่าเอาเรื่องนี้มาพูดสิ ไว้หน้าผมหน่อย!” ฟางฮุยพูดเบาๆกับเฉาหลานที่อยู่ข้างๆ จากนั้นเขาก็เปิดกล่องออกมา และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็คือหลอดเข็มที่มีของเหลวอยู่ภายใน
"สิ่งนี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของเรา มันได้รับการสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น อย่างน้อยก็น่าจะเป็นเวลาหลายพันปี เพียงแค่ฉีดสิ่งนี้เข้าสู่ร่างกาย ลูกก็จะรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเรา!"
“อ้อ อีกอย่าง ถ้าคิดถึงพ่อกับแม่ ลูกสามารถใช้พลังติดต่อมาหาได้เลย ส่วนเรื่องอดตายก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะพ่อได้โอนทรัพย์สินของบรรพบุรุษที่สั่งสมกันมาหลายชั่วอายุคนเป็นชื่อของลูกหมดแล้ว และเดี๋ยวลูกก็จะรู้เองว่าสิ่งเหล่านั้นมันคืออะไร”
“ทรัพย์สิน? ครอบครัวของเรามีทรัพย์สินอะไรด้วยอย่างงั้นหรอ?” ฟางจือหยูทำหน้าบึ้งและพูดว่า “เรื่องนั้นชั่งมันเถอะ ผมอยากรู้ว่าพ่อไปเอารถคันนั้นมาจากไหน มันเป็นรถที่พ่อเช่ามาใช่มั้ย?”
“เจ้าลูกโง่!” ฟางฮุยถอนหายใจและพูดว่า “พ่อเก็บเงินไว้เล็กน้อยในบัตรใบนี้ ลูกสามารถใช้มันได้ตามต้องการเลย”
ฟางจือหยูรับบัตรธนาคารสีดำมา พื้นผิวของบัตรใบนี้ค่อนข้างจะแตกต่างจากบัตรในยุคปัจจุบัน และรูปร่างของมันก็ดูไฮเทคอย่างมาก
“ด้วยบัตรใบนี้ ลูกสามารถใช้สิทธิวีไอพีในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เกือบทุกแห่งทั่วประเทศ ถ้าลูกไม่เชื่อก็ลองเช็คดูก่อนว่ามีเงินอยู่ในนั้นเท่าไหร่!” ฟางฮุยพูดด้วยรอยยิ้ม "พ่อผูกบัญชีไว้กับโทรศัพท์มือถือของลูกแล้ว!"
ด้วยความสงสัยและอยากรู้ ฟางจือหยูจึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วทำการส่งข้อความขอเช็คยอดเงินคงเหลือในบัญชีทันที
ผ่านไปไม่นาน ข้อความก็ถูกส่งกลับมา และเลขศูนย์จำนวนมากที่ปรากฏขึ้นในสายตาก็ทำให้เขาต้องตกตะลึง
“ศูนย์แปดตัว! หนึ่งร้อยล้านหยวน!”
“นี่...ของปลอมหรอ?” ใบหน้าของฟางจือหยูเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “พ่อ...แม่...ครอบครัวของเรามีเงินเท่าไหร่กัน?”
ฟางฮุยและเฉาหลานหันมามองหน้ากัน จากนั้นพวกเขาพยักหน้าก่อนจะหันกลับมาและพูดพร้อมกันว่า “เรื่องนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเราเป็นหุ้นส่วนของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆแห่ง และอันที่จริงชุมชนในระแวกนี้ก็เป็นของครอบครัวของเรา สิ่งเดียวที่เรามั่นใจก็คือไม่มีครอบครัวไหนในโลกนี้ที่จะร่ำรวยไปกว่าครอบครัวของเราแล้ว...”