ไล่ออกไป

ก่อนหน้านี้ ในตอนที่ทั้งสองคนกำลังโต้เถียงกันอยู่ เสี่ยวยี่ได้บอกกับฟางจือหยูว่าร้านภัตตาคารศิลปะสเปนบาร์เทลโลสาขาเจียงหนานเป็นหนึ่งในเครือของร้านบาร์เทลโลสาขาหลักที่สเปน แน่นอนว่า 92% ของหุ้นเครือบาร์เทลโลก็อยู่ในมือของฟางจือหยู




ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าครอบครัวฟางไม่สามารถเอาหุ้นที่เหลืออีก 8% มาเป็นของตัวเองได้ แต่เป็นเพราะว่าครอบครัวฟางมอบหุ้นส่วนนี้ให้กับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการทำงานของเครือบาร์เทลโล แน่นอนว่าหากถ้าเขาต้องการ เขาสามารถยึดคืนหุ้นทั้งหมดกลับมาเป็นของตัวเองได้ทันที




ซึ่งก็กล่าวได้เลยว่าร้านในเครือบาร์เทลโลทั้งหมดเป็นของฟางจือหยูเพียงผู้เดียว!




นอกจากนี้ฟางฮุยก็ได้ส่งสิทธิ์ในการจัดการของร้านอาหารในเครือบาร์เทลโลให้กับครอบครัวจ้วง ดังนั้นตอนที่จ้วงหยิงโทรไปและบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับนายน้อยให้สาขาใหญ่ฟัง พวกเขาจึงตกใจกลัวกันอย่างมาก เพราะพวกเขาได้ปล่อยให้ผู้ที่เป็นดังประธานนั่งรอคิวรับประทานอาหารในร้านอาหารของเขาเอง




“น้ำหน้าอย่างแกเนี่ยนะเป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ อยากจะหัวเราะให้ฟันหักจริงๆเลย!” หวางซวนเยาะเย้ย เขารู้ว่าในร้านอาหารมีชื่อเสียงจะแขวนใบประกอบธุกิจและใบรับรองต่างๆเอาไว้ที่ห้องโถง และชื่อที่ปรากฏอยู่บนใบประกอบธุรกิจก็คือ ซูเก๋าเหว่ย “แกไม่ได้มีแซ่ ซู สักหน่อย สงสารพ่อแม่แกจริงๆเลยที่มีลูกแบบนี้ ไม่สิ พ่อแม่ของแกเองก็คงจะเป็นพวกขี้โม้ไม่ต่างกัน ฮ่าฮ่าฮ่า!"




ความรู้สึกโกรธปรากฏขึ้นเต็มหัวใจของฟางจือหยูทันทีหลังจากได้ยินประโยคนี้ แต่น่าเสียดายที่สังคมในปัจจุบันปกครองด้วยกฎหมาย ไม่เช่นนั้นเขาจะวิ่งเข้าไปและซัดหน้าหวางซวนอย่างแน่นอน




“ไม่แปลกหรอกที่คนโง่อย่างนายจะไม่เข้าใจ” ฟางจือหยูยิ้ม “ผู้จัดการไป่ คุณช่วยไล่สองคนนี้ออกไปให้ทีสิ และในอนาคตก็อย่าให้สองคนนี้เข้ามาเหยียบร้านของฉันอีกเป็นอันขาด!”




“รับทราบครับ” ผู้จัดการไป๋จำได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้ประธานซูขอให้เขาปฏิบัติตามคำสั่งทั้งหมดของฟางจือหยู “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นำตัวสองคนนี้ออกไป!”




“นี่…หวางซวน เราจะทำยังไงดีล่ะ?” เจียงหยวนตื่นตระหนก เพราะถ้าหากเธอถูกไล่ออกจากร้านในละแวกมหาวิทยาลัยตัวเอง เหล่านักศึกษาก็จะต้องรับรู้ และเธอก็จะต้องเป็นตัวตลกของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน




“ทำแบบนี้หมายความว่าคุณไม่อยากจะทำธุรกิจต่อแล้วใช่มั้ย?” หวางซวนไม่เกรงกลัว “คุณไม่กลัวว่าชื่อเสียงของร้านจะเสื่อมเสียลงเลยหรือยังไง?”




“ผู้จัดการไป่ เมื่อกี้ผมได้ไปเปิดวิดีโอในกล้องวงจรปิดดูแล้ว” พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งรายงานผ่านหูฟัง “ฝ่ายชายกับแฟนสาวของเขาเป็นคนหาเรื่องผู้ชายสองคนนั้นก่อนจริงๆครับ”




“โอเค!” ผู้จัดการไป๋ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เพราะตราบใดที่มีหลักฐาน เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวผลกระทบอะไรทั้งสิ้น




“ร้านของเรายินดีต้อนรับลูกค้าทุกคน แต่ร้านของเราไม่มีที่ยืนให้สำหรับคนที่ก่อความวุ่นวาย” ผู้จัดการไป๋พูดต่อ “ตอนนี้พนักงานทางร้านของเราได้ไปดูวิดีโอจากกล้องวงจรปิดตามที่ฉันสั่งเรียบร้อยแล้ว และเราก็มีหลักฐานว่าคุณเป็นคนที่เริ่มพูดจายั่วยวนอีกฝ่ายก่อน หากคุณไม่พอใจอะไรสามารถร้องเรียนไปยังฝ่ายอุตสาหกรรมการค้าได้เลย!"




“นี่คุณ!” หวางซวนรู้ดีว่าเขาไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไป




แม้ว่าหวางซวนจะเป็นลูกเศรษฐีก็ตาม แต่พ่อของเขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นบางส่วนของเครือข่ายจำหน่ายตั๋วไรซ์เท่านั้น และชื่อของพ่อเขาก็แทบจะไม่เคยปรากฏสู่สังคมเลย ดังนั้นต่อให้พูดออกไปก็คงจะไม่มีใครรู้จักอยู่ดี




“หวางซวน นายคงจะโกรธมากเลยสินะ” ฟางจือหยูพูดด้วยรอยยิ้ม “ฉันรู้ว่านายรวย แต่นายจะทำอะไรได้ล่ะ เพราะร้านนี้เป็นอาหารของฉัน เว้นแต่ว่านายจะมีเงินมากพอที่จะซื้อมันไป ถ้ามีอะนะ ฮ่าฮ่าฮ่า!"




หวางซวนมองดูรูปลักษณ์ที่แสนอวดดีของฟางจือหยูและรู้สึกอยากจะเข้าไปต่อยหน้าอย่างมาก แต่เมื่อเขานึกถึงความแข็งแกร่งที่เหมือนสัตว์ประหลาดของฟางจือหยูและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคน เขาก็ทำได้เพียงแค่เก็บมันเอาไว้ในใจ




“อ้อ ฉันลืมบอกไป จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ร้านอาหารร้านนี้เท่านั้นที่เป็นของฉัน แต่ร้านในเครือบาร์เทลโลก็เป็นของฉันทั้งหมด ถ้าอยากจะซื้อร้านนี้ล่ะก็ ฉันเกรงว่านายคงจะต้องซื้อร้านในเครือทั้งหมดด้วย”




หน้าของหวางซวนเปลี่ยนเป็นสีเขียวม่วงในทันที แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามูลค่าตลาดของร้านอาหารในเครือบาร์เทลโลทั้งหมดว่ามีเท่าไหร่ แต่เขารู้ดีว่าเครือบาร์เทลโลนั้นยิ่งใหญ่กว่าเครือข่ายจำหน่ายตั๋วไรซ์ของพ่อตัวเอง




“ฝากจัดการด้วยนะผู้จัดการไป่!” ฟางจือหยู่โบกมือและเดินตามพนักงานเสิร์ฟไปยังที่นั่งวีไอพีในร้านอาหาร




“ไม่ทราบว่าคุณสองคนอยากจะเดินออกไปเองหรืออยากจะให้ฉันบอกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากออกไป” ผู้จัดการไป่พูดอย่างเย็นชา




“นี่ๆ เหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้คิดว่าเขาสามารถรังแกคนอื่นได้เพียงเพราะเขามีเงิน แต่เหมือนว่าครั้งนี้เขาจะเล่นด้วยผิดคน สมน้ำหน้าจริงๆเลย!”




“เหมือนว่าเขาจะขโมยแฟนของชายหนุ่มคนนั้นด้วยหรือเปล่า?”




“ไม่หรอก เพราะฉันได้ยินผู้หญิงคนนี้พูดว่าชายหนุ่มคนนั้นยากจน ฉันคิดว่าเธอคงจะทิ้งชายหนุ่มคนนั้นมาเพื่อไปหาผู้ชายมีเงิน น่าสมเพชจริงๆเลย”




“ฮ่าฮ่าฮ่า สมควรแล้ว!”




“พวก...เราจะไปเอง!” เสียงวิจารณ์รอบๆตัวทำให้พวกเขารู้สึกอาย และหากอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงจะยิ่งรู้สึกอายมากขึ้นไปอีก หวางซวนมองเจียงยวนด้วยใบหน้าโกรธเคืองและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว




“หวางซวน รอฉันด้วย!” เจียงหยวนรีบวิ่งไล่ตามไป




“มันหมายความว่ายังไง? ไหนเธอบอกว่าไอ้ฟางจือหยูมันเป็นแค่เด็กยากจนจากครอบครัวธรรมดาๆ ” หวางซวนหงุดหงิดและโกรธอย่างมาก




“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” เจียงหยวนพูด “ที่ผ่านมาเขาทำงานนอกเวลาเพื่อหาเงินมาซื้อของขวัญให้ฉันตลอดเลย ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าครอบครัวของเขามีเงินมากมายขนาดนี้”




“ฮึ่ม! บังอาจมากที่มาทำให้ฉันเสียหน้าต่อสาธารณะชนแบบนี้!” หวางซวนไม่เคยรู้สึกอับอายเท่านี้มาก่อนตั้งแต่เด็กจนโต “รวยมากนักใช่มั้ย แต่แค่รวยอย่างเดียวมันมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้หรอกนะ!”




“หวางซวน นี่นายกำลังคิดจะทำอะไร อย่าไปยุ่งกับเขาเลยนะ!”




“เธอจะมาห้ามฉันทำไม หรือว่าเธอยังมีความรู้สึกดีต่อมันอยู่?” หวางซวนพูดเสียงดังด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม




“ไม่ ไม่ ฉันเลิกกับเขานานแล้ว!” เจียงหยวนรู้ดีว่าหวางซวนนั้นแรงเยอะแค่ไหน เธอกังวลว่าเขาจะทำอะไรที่ส่งผลอันตรายต่อชีวิตของฟางจือหยู




“ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันแค่จะสั่งสอนมันเท่านั้น...”

ตอนก่อน

จบบทที่ ไล่ออกไป

ตอนถัดไป