พันล้านหยวนเพียงพอหรือเปล่า

ที่ตั้งของร้านอาหารเป็นทำเลที่พิเศษมาก และลูกค้าแทบทุกคนต่างก็รู้สึกประทับใจกับบรรยากาศภายในร้าน

  

“คุณฟาง นี่คือเมนูของทางเรา” พนักงานนำโบรชัวร์มาให้ ซึ่งฟางจือหยูก็สังเกตเห็นว่าโบรชัวร์นี้แตกต่างไปจากแขกคนอื่น ๆ ที่ได้รับอย่างสิ้นเชิง เขาคิดว่านี่น่าจะเป็นโบรชัวร์พิเศษที่เตรียมมาให้สำหรับเขาโดยเฉพาะ

  

"สเต็กโทมาฮอว์ก 2 ที่ กุ้งอาร์เจนตินา 1 ที่ ฟัวกราส์ 1 ที่..." ราคาอาหารแต่ละอย่างทำให้นักศึกษาที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยทั่วไปต้องหอบหายใจแรง แต่สำหรับฟางจือหยูในปัจจุบันแล้วมันกลายเป็นอาหารที่ราคาถูกไปเลย เพราะแม้แต่บะหมี่ที่เขากินเมื่อคืนนี้ก็น่าจะมีราคาสูงกว่าราคาอาหารมื้อนี้มาก

  

เขารู้ว่าเฉิงไคต้องเกรงใจที่จะสั่ง ดังนั้นเขาจึงสั่งเผื่อเฉิงไคไปด้วย แน่นอนว่าฟางจือหยูสั่งมาในปริมาณที่กินกันได้สองคนเท่านั้น

  

“เท่านี้แหละ ช่วยทำให้เราเร็วขึ้นอีกนิดนะ!” ฟางจือหยูรู้สึกเหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงท้องของเฉิงไคร้องออกมาในตอนนี้

  

“ไม่ต้องห่วง เราจะจัดการให้คุณโดยเร็วที่สุด” พนักงานโค้งคำนับและจากไป

  

“ไอ้บ้า ฟางจือหยู นายโกหกเราได้เนียนจริงๆ!” หลังจากที่พนักงานจากไป เฉิงไคก็กรีดร้องออกมาทันที ราวกับว่าเขาจะกินฟางจือหยูเข้าไปทั้งตัว “เพื่อนร่วมห้องที่เรียนด้วยกันมาสามปี ไม่นึกเลยว่านายจะรวยอย่างนี้ แต่คนรวยอย่างนายก็ยังมายืมเงินคนจนอย่างฉันอีก นาย...”

  

“ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ!” ฟางจือหยูกดฉิงไคลง “ฉันไม่ได้บอกหรือว่าฉันเองก็เพิ่งรู้ว่าครอบครัวของฉันมีเงินมากขนาดนี้ ฉันไม่ได้แกล้งเป็นคนจนซะหน่อย!”

  

เมื่อเห็นว่าเฉินไคยังไม่เชื่อ ฟางจือหยูจึงพูดเสริมอีกครั้ง “งั้นดูสิ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นายเห็นฉันใช้เงินฟุ่มเฟือยหรือขับรถหรูไปกลับจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหรือเปล่า?”

 

“นี่… นี่มัน” เมื่อเฉิงไคคิดอย่างรอบคอบ และเขาก็พบว่าฟางจือหยูเป็นเพียงคนธรรมดามาตลอดสามปี



“มาเถอะ บอกเพื่อนคนนี้มาซะดีๆว่าครอบครัวของนายมีเงินเท่าไหร่?” เฉิงไคถามอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยิน

  

ฟางจือหยูส่ายหัว "ถ้าฉันบอกว่าฉันไม่รู้ว่าฉันมีเงินอยู่เท่าไหร่ล่ะ นายจะเชื่อมั้ย?"

  

เฉิงไคส่ายหัว แน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อคำพูดแบบนี้อยู่แล้ว

  

“เดี๋ยวก่อน แล้วเจียงหนานเป่ยหยวนที่นายพูดถึงตอนนั้นมันคืออะไรกันแน่?” เฉิงไค นึกถึงความขัดแย้งระหว่างฟางจือหยูและหวางซวนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

  

“อ๋อ มันอยู่ในวิลล่าห่างจากมหาลัยไป 3 กิโลเมตร”

  

“ราคาบ้านในนั้นสูงมากมั้ย?” เฉิงไคยื่นมือออกมาและกางนิ้วทั้งห้า “และราคาตัวเลขต่อตารางเมตรเป็นเท่านี้หรือเปล่า?”

  

“ถ้าเป็นหลังอื่นก็ใช่ แต่สำหรับบ้านของฉัน นายต้องเพิ่มเข้าไปอีกนิ้ว!”

  

“หกหมื่น?” เฉิงไค่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับว่าเขายอมรับความจริงนี้ได้

  

“ไม่ ฉันหมายถึง เพิ่มนิ้วให้เป็นหลักสิบ!”

  

“บัดซบ! 150,000 หยวน? นี่เป็นการปล้นกันชัดๆ?” ถ้าไม่ได้อยู่ในร้านอาหาร เฉิงไคคงจะทุบโต๊ะไปแล้ว “ในบ้านเกิดของฉัน เงินจำนวน 150,000 หยวนสามารถซื้อบ้านได้ทั้งหลังในที่ห่างไกลบางแห่ง!”

  

“แล้วบ้านนายใหญ่แค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องมีพื้นที่ประมาณ 400 ตารางเมตรใช่หรือเปล่า?” เฉิงไคคิดในใจก่อนที่เลขศูนย์หลายตัวจะผุดขึ้นมาในใจจนทำให้เขาเกือบจะสลบไป

  

“เอาล่ะ เมื่อฉันมีเวลา ฉันจะพานายไปเล่นที่บ้านละกัน นายจะรู้เมื่อถึงเวลา!” ฟางจือหยูรู้สึกว่าหากเขาพูดอะไรออกไปอีกล่ะก็ มันจะทำให้เฉิงไคเสียความมั่นใจเอาได้ ทั้งภาพวาด งานคัดลายมือ งานเขียน หรือแม้แต่เครื่องเรือนที่อาจมีราคาแพงกว่าบ้านทั้งหลัง

  

“เหลาฟาง เราตกลงกันเมื่อสองสามปีที่แล้ว และตอนนี้นายก็รวยมากแล้ว อย่าลืมพี่น้องเราด้วย!”

  

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า พูดง่ายนะ ถ้านายมีไอเดียในการเริ่มต้นธุรกิจก็บอกฉันมา ฉันจะสนับสนุนนายอย่างเต็มที่เลย!” แม้ว่าฟางจือหยูจะไม่สามารถช่วยทุกคนได้ แต่กับเพื่อนร่วมหอพักของเขา เขาพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

  

“โอเค จำคำพูดของนายไว้!” เฉิงไคยิ้ม “ขอบอกตามตรงเลยแล้วกัน เรามีไอเดียกันอยู่แล้ว!”

  

“โอ้?” ฟางจือหยูเริ่มสนใจในคำพูดของเฉิงไค ในหอพักของพวกเขา มีเพียงฟางจือหยูเท่านั้นที่เรียนฟิสิกส์ แต่อีกสามคนนั้นเรียนด้านคอมพิวเตอร์ และปกติทั้งสามคนจะชอบเล่นเกมด้วยกันตลอดเวลา “บอกฉันมาสิ”

  

“เฮ้ เพื่อนรัก พวกเราไม่ได้ใช้เวลาทั้งสามปีที่ผ่านมาไปกับเกมและผู้หญิงหรอกนะ ในระหว่างนั้นพวกเราได้สร้างต้นแบบของเกมขึ้นมา ตราบใดที่เราทำได้ มันจะเป็นที่นิยมในท้องตลาดอย่างแน่นอน!"

  

“เฮ้อ!” เฉิงไคถอนหายใจ “น่าเสียดายที่เราขาดเงินทุน เราไม่สามารถตั้งเซิร์ฟเวอร์เกมได้ แถมเรายังขาดกำลังคน มันทำให้เราต้องยอมแพ้ ไม่เช่นนั้นพวกเราจะตายกลายเป็นผีไปซะก่อนที่เกมจะเสร็จ!"

  

"เงินลงทุนเริ่มแรกสัก 10 ล้านหยวนเพียงพอรึเปล่า?"

  

“ห๊ะ!” เฉิงไคที่เพิ่งดื่มน้ำเข้าไปบ้วนทิ้งออกมาทันที ฟางจือหยูบอกจะให้เงินทุน 10 ล้านหยวน แล้วใครที่ไหนจะไปทนได้?

  

"เป็นอะไร เงินไม่พออย่างงั้นหรอ?" ฟางจือหยูไม่ค่อยรู้เรื่องอุตสาหกรรมเกมมากนัก แต่การพัฒนาเกมขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาก็พอเข้าใจได้ "งั้นหนึ่งพันล้านหยวนล่ะพอรึเปล่า?"

  

“แค็ก แค็ก แค็ก แค็ก!” เฉิงไคไออย่างรุนแรง นี่ครอบครัวของฟางจือหยูมีเงินเท่าไหร่กันแน่?

  

“ไม่ ไม่ พอ พอแล้ว ในช่วงแรก เกมของเราจะเปิดให้สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว เราไม่ต้องการเงินทุนพัฒนามากมายขนาดนั้น แต่ทำไมนายถึงกล้าทุ่มเงินขนาดนี้ล่ะ ไม่กลัวพวกฉันจะโกงเลยหรือไง?”

  

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฉันเชื่อใจพวกนาย!” ฟางจือหยูพูดด้วยรอยยิ้ม “และต่อให้พวกนายล้มเหลว มันก็แค่ขาดทุน เราเริ่มใหม่ก็ยังได้!”

  

“สุดยอด! นายน่าทึ่งมาก!” เฉิงไคพูดไม่ออก นี่คือสิ่งที่คนรวยทำกันหรอ? เสียเงินหลักสิบล้านก็บอกแค่ว่าขาดทุนแล้วเริ่มใหม่?

  

“พวกนายจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเกมทั้งหมด แล้วฉันจะหาเวลาให้เลขาส่วนตัวของฉันติดต่อกับนาย ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เงินน่าจะเข้าทันที!” ฟางจือหยูพูดเสริม “แต่ฉันจะรับผิดชอบส่วนของค่าใช้จ่ายเท่านั้น ที่เหลือพวกนายจะต้องตัดสินใจเอาเอง!"

  

“โอเค ตราบใดที่นายให้เงินทุน อย่างอื่นก็ไม่สำคัญแล้ว!”

  

ยิ่งคุยกันก็ยิ่งหิว ไม่นานอาหารที่มาเสิร์ฟก็ถูกทั้งสองคนกินอย่างรวดเร็ว

  

ตอนนี้พวกเขาตัดสินใจที่จะทำเกมต่อแล้ว เฉิงไคจึงยกเลิกแผนการสอบเข้าระดับปริญญาโท เขาทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อก้าวแรกในอาชีพการงานของเขา!

  

หลังจากกินและดื่มเสร็จแล้ว ฟางจือหยูก็เดินตรงกลับไปที่วิลล่า เพราะในตอนบ่ายจะมีคนมาวัดขนาดตัว

  

ทันทีที่ฟางจือหยูกลับมาถึงบ้าน เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากคนที่ไม่ได้รับการติดต่อมาเป็นเวลานาน

  

“เจียงอี้ นายคงลืมฉันไปแล้วจริงๆ เรียนจบตั้งนานแล้วแต่กลับโทรหาฉันแค่ไม่กี่ครั้ง แล้ววันนี้มีอะไรทำไมถึงได้โทรมา?” ฟางจือหยูค่อนข้างคิดถึงเพื่อนเก่าคนนี้ เมื่อได้พูดคุยกัน มันจึงทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปสู่สมัยมัธยมที่วุ่นวายแต่ก็สวยงามอีกครั้ง

  

“อะไรเล่า ก็นายเพิ่งอกหักไปเมื่อเร็วๆ นี้ไม่ใช่หรือไง ฉันก็เลยคิดว่าจะมาปลอบนายสักหน่อย!” แม้ว่าเจียงอี้จะพูดเช่นนั้น แต่ในน้ำเสียงของเขาไม่ได้แฝงไปด้วยความตั้งใจที่จะปลอบฟางจือหยูเลย

  

“นายจะพูดแค่นี้ใช่มั้ย? งั้นฉันวางสายแล้วนะ!”

  

“ฮ่าฮ่าฮ่า หยุดล้อเล่นแล้วก็ได้ มาเข้าเรื่องกันเถอะ” เจียงอี้หัวเราะเสียงดังก่อนจะพูดอย่างจริงจัง “อีกครึ่งเดือนจะมีงานฉลองที่โรงเรียนมัธยมปลายของเรา อาจารย์ใหญ่ต้องการให้เรากลับไป!”

  

“โอเค เราจะได้เจอกันแล้วสินะ!” ฟางจือหยูดีใจมากที่ได้ยินข่าว

  

“มันเป็นเรื่องปกติที่เราจะไปรวมตัวกัน แต่อย่าลืมว่ามีคนในห้องเรียนเราที่เป็นพวกชอบอวดอยู่ด้วย นายเตรียมใจให้ดีล่ะ!”

  

“ภารกิจใหม่!” จู่ๆเสียงของเสี่ยวยี่ก็ดังขึ้นมา

  

ข้อกำหนดของภารกิจ: เปล่งประกายในงานเฉลิมฉลองของโรงเรียน

  

รางวัลภารกิจ: อัตราความสำเร็จของภารกิจระดับแรกเพิ่มขึ้น 2% รางวัลคือของที่บรรพบุรุษทำหายโดยไม่ได้ตั้งใจ

  

ทันใดนั้นมุมปากของฟางจือหยูก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม!

ตอนก่อน

จบบทที่ พันล้านหยวนเพียงพอหรือเปล่า

ตอนถัดไป