คำพูดปลุกใจ
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ทำภารกิจสำเร็จ: เปล่งประกายในงานเฉลิมฉลองของโรงเรียน รางวัลคืออัตราความสำเร็จของภารกิจระดับแรกเพิ่มขึ้น 2% และของที่บรรพบุรุษทำหายโดยไม่ได้ตั้งใจ!"
หลังจากรับรู้เรื่องนี้ ฟางจือหยูก็เพ่งมองไปยังพื้นที่อิสระทันที และนอกจากขวดเล็กๆแล้ว เขาก็พบว่ามีของโบราณอีกอันหนึ่งที่เหมือนว่าจะเต็มไปด้วยร่องรอยของประวัติศาสตร์ ดาบอย่างงั้นหรอ?
“ทำไมถึงเป็นดาบล่ะ” ฟางจือหยูไม่พอใจกับของรางวัลที่ได้รับ ตอนนี้เป็นยุคที่สังคมปกครองด้วยกฎหมาย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้จุดประสงค์ที่แท้จริงของดาบได้ และนอกจากการเอาไปประดับบ้านแล้วมันก็แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
แต่ฟางจือหยูไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่ดาบธรรมดา!
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสนใจดาบเล่มนี้ เขายังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ นักเรียนกว่า 2,000 คน อาจารย์อีกหลายร้อยคน และศิษย์เก่าอีกมากมายต่างกำลังรอคอยคำพูดของเขาอยู่
ในขณะที่ฟางจือหยูเดินไปยังใจกลางของเวที ศิษย์เก่าดีเด่นที่ยืนอยู่รอบๆทั้งหมดต่างก็หลีกทางให้เขา แม้ว่าฟางจือหยูจะยังเด็กมาก และแม้ว่าสังคมในปัจจุบันจะเป็นสังคมที่ให้เกียรติแก่ผู้อาวุโสก็ตาม แต่ไม่มีสิ่งไหนในโลกที่จะอยู่เหนือกว่าความมั่งคั่งเลย!
“สวัสดีเหล่ารุ่นน้อง อาจารย์ และศิษย์เก่าทุกคน ฉันชื่อฟางจือหยู หลายคนคงจะรู้จักฉันดี เพราะตอนนี้ฉันกำลังเป็นที่พูดถึงในอินเทอร์เน็ตและเป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลจิตเวชนานาชาติดอว์นนิ่ง!”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” จู่ๆอาจารย์และนักเรียนทุกคนก็พากันหัวเราะออกมา ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศทั้งหมดผ่อนคลายลงในทันที และทำให้ทุกคนรู้ว่าฟางจือหยูที่บริจาคเงินร้อยล้านไม่ใช่คนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างที่คิดเอาไว้ในตอนแรกเลย แถมยังเป็นคนที่มีอารมณ์ขบขันมากอีกด้วย
ในความเป็นจริง แม้ว่าคนที่พูดประโยคเมื่อกี้ออกมาจะเป็นฟางจือหยู แต่คนที่คิดคำพูดทั้งหมดนั้นคือเสี่ยวยี่ เขาเพียงแค่พูดออกมาตามที่เสี่ยวยี่บอกเพียงเท่านั้น
“หลายคนคงจะสงสัยว่าฉันมีเงินเท่าไหร่ และทำไมฉันถึงต้องบริจาคเงิน 100 ล้านหยวนให้กับโรงเรียน เพื่อโอ้อวดอย่างงั้นหรอ” ฟางจือหยูพูด
ซึ่งหลายคนก็มีความคิดเช่นนี้อยู่ในใจจริงๆ
“ไม่ใช่เลย เหตุผลที่ฉันบริจาคเงินจำนวนนี้ให้กับโรงเรียนก็เพราะโรงเรียนมัธยมหัวไห่ 2 เป็นโรงเรียนเก่าของฉัน ฉันหวังว่าโรงเรียงนี้จะเติบโตและกลายเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจีน ฉันหวังว่าโรงเรียนจะสามารถผลิตนักเรียนที่ยอดเยี่ยมออกมาได้มากขึ้น โรงเรียนทำให้ฉันมีทุกวันนี้ได้ และฉันก็ไม่ลืมที่จะตอบแทน!"
...
คำพูดที่เฉียบคมของฟางจือหยูทำให้นักเรียนทุกคนอดไม่ได้ที่จะปรบมือ แม้แต่ศิษย์เก่าและเหล่าอาจารย์บนเวทีเองก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือเช่น
“ในความเป็นจริง ตอนที่ฉันยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันถือว่าเป็นนักเรียนที่ดื้อและซนมากๆคนหนึ่งเลย อาจารย์ใหญ่จูของเราสามารถช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้!” ฟางจือหยูชี้ไปยังจูหมิงที่กำลังยืนอยู่ข้างๆเขา และจูหมิงก็พยักหน้าขึ้นลงอย่างช้าๆ
“สิ่งที่ฉันอยากจะบอกก็คือ ต่อให้คุณจะดื้อ ซน และไม่ฟังคำสอนของอาจารย์ แต่ตราบใดที่คุณตั้งใจเรียน กล้าที่จะท้าทาย และกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ความฝันที่คุณวาดฝันเอาไว้ก็จะกลายเป็นความจริงได้ในสักวัน!” ฟางจือหยูพูดปลุกใจ
“ดูอย่างฉันสิ ในอดีตฉันถูกอาจารย์ใหญ่จูพาไปหาอาจารย์ใหญ่คนก่อนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ตอนนี้เด็กซนคนนั้นได้ประสบความสำเร็จเล็กน้อยแล้ว”
“หืม!” เจียงอี้หมันไส้ทันทีหลังจากได้ยินประโยคนี้ เพราะถ้าหากนี่เรียกว่าความสำเร็จเล็กน้อยล่ะก็ ในโลกนี้คงจะไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จอยู่เลยสักคน
“สุดท้ายนี้ ฉันขอเชิญรุ่นน้องทุกคนมาที่บริษัทของฉันเพื่อฝึกงานหลังจากจบมัธยมปลาย แน่นอนว่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยก่อนและค่อยมาฝึกงานที่บริษัทของฉันก็ได้!”
หลังจากที่คำพูดเหล่านี้ถูกกล่าวออกมา สายตาของเหล่านักเรียนก็เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นทันที เพราะความฝันของพวกเขาก็คือการได้งานดีๆหลังจากเรียนจบ!
“ในนามของศิษย์เก่าทุกคน ฉันขออวยพรให้กับโรงเรียนไห่หัว 2 ที่ก่อตั้งครบ 70 ปี!”
"เปาะแปะ!" คำพูดที่ยอดเยี่ยมของฟางจือหยูทำให้ผู้ชมต่างพากันปรบมือ
“คนพวกนี้นี่หลงเชื่อง่ายกันจริงๆเลย” ฟางจือหยูหัวเราะเยาะในใจ สิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าเพื่อทำภารกิจเท่านั้น และตอนนี้ภารกิจของเขาก็เสร็จสิ้นไปแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยคำพูดของเขาที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลัง ทำให้จูหมิงและคนอื่นๆคิดว่าเขารักโรงเรียนเก่าของตัวเองมากจริงๆ!
ฟางจือหยูมองดูปฏิกิริยาจากผู้ชมและรู้สึกพอใจอย่างมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีความสามารถในการพูดที่สุดยอดแบบนี้!
ฟางจือหยูบังเอิญหันไปเห็นซุนหยูฉีที่อยู่ในกลุ่มห้องเรียนที่ 6 และเธอก็กำลังมองดูเขาด้วยสายตาเสน่ห์หาแปลกๆ
อันที่จริง เหตุผลที่เธอขอเลิกนั้นไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย มันง่ายจนฟางจือหยูไม่สามารถคาดเดาได้ และเหตุผลนั้นก็คือรูปร่างหน้าตาของฟางจือหยูไม่ตรงตามอุดมคติของเธอ!
เธอไม่เคยคิดว่าเด็กชายที่ถูกเธอทอดทิ้งในวันนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่หน้าตาที่หล่อจนหัวใจแทบจะละลาย แต่ยังมีความมั่งคั่งที่คนธรรมดาไม่อาจจะเทียบได้ สองอย่างนี้ทำให้เธอสับสนทางความรู้สึกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
“ขอบคุณศิษย์เก่าฟางจือหยูมากๆสำหรับการกล่าวสุนทรพจน์ที่ยอดเยี่ยม!” จูหมิงเดินมาที่ใจกลางเวทีพร้อมกับอาจารย์สองคนที่ถือผ้าไหมสีแดง
"ต่อไปจะเป็นการเริ่มพิธีตัดริบบิ้นกองทุนการศึกษาที่มีชื่อว่ากองทุนเด็กแห่งมหานครทะเล เราขอเชิญศิษย์เก่าดีเด่นฟางจือหยูที่เป็นผู้ก่อตั้งทำการตัดริบบิ้นเพื่อจัดตั้งกองทุนอย่างเป็นทางการ!"
...
การเฉลิมฉลองของโรงเรียนดำเนินไปเป็นเวลาสามชั่วโมงก่อนที่จะสิ้นสุดลง ในตอนแรกจูหมิงได้เชิญฟางจือหยูไปทานอาหารกับผู้นำโรงเรียนและศิษย์เก่าบางคน แต่เขาตอบปฏิเสธกลับทันที
หลังจากที่จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมมาสามปี ฟางจือหยูก็ไม่เคยได้ทานอาหารในโรงอาหารของโรงเรียนอีกเลย แม้ว่าร้านที่อาจารย์ใหญ่ชวนไปจะเป็นร้านอาหารสุดหรูก็ตาม แต่เขาอยากจะทานอาหารกลางวันในโรงอาหารกับเพื่อนๆของเขาและรำลึกถึงความรู้สึกในอดีตมากกว่า
และเนื่องจากซุนซูหนีกลับไปแล้ว บรรยากาศในตอนนี้จึงกลมกลืนอย่างมาก
“ฟางจือหยู ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายเป็นมหาเศรษฐี!”
“ใช่ ตอนที่อ่านเวย์ปั๋วฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่สุดท้ายมันก็กลายเป็นนายจริงๆ!”
“นายคงไม่ลืมสัญญาที่ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปใช่มั้ย จือหยู ฮ่าฮ่า!”
“นอกจากนายจะเป็นศิษย์เก่าดีเด่นแล้ว เรื่องที่นายทำในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าโดดเด่นมากๆด้วย!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! โดดเด่นมากเลยล่ะ! จริงสิ ถ้านายจะเล่นกิจกรรมจับสลากอีกนายติดต่อมาบอกฉันก่อนนะ ฉันจะไปทำบุญเสริมดวงเอาไว้!”
แม้ว่าเพื่อนร่วมห้องจะรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของฟางจือหยูแล้วก็ตาม แต่พวกเขาทุกคนก็ยังคงพูดคุยกันโดยที่ไม่รู้สึกกดดันอะไร บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพที่บริสุทธิ์ในสมัยเรียน!
ฟางจือหยูยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข!