โรงหนังส่วนตัว
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” หลังจากได้ยินคำอธิบายของฟางจือหยู กัวซินหยู่ก็หัวเราะออกมาทันที
ในความเป็นจริง ตัวของเธอนั้นไม่ได้โกรธฟางจือหยูเลย เพราะเธอรู้ดีว่าเขามีนิสัยเป็นยังไง
เธอเพียงแค่อยากจะเห็นปฏิกิริยาของเขาในตอนที่เห็นว่าเธอไม่พอใจเท่านั้น และเมื่อเห็นความกระวนกระวายใจของฟางจือหยู กัวซินหยู่ก็มั่นใจได้ทันทีว่าเขารู้สึกดีกับเธอ
“คุณขับรถสปอร์ตหรูหราขนาดนี้มาจะไม่ดึงดูดผู้หญิงได้ยังไงล่ะ” กัวซินหยู่พูด
บางทีสำหรับคนอื่นๆ รถสปอร์ตคันนี้อาจจะเป็นความฝันไปตลอดชีวิต แต่ในสายตาของฟางจือหยู รถสปอร์ตราคาหลายสิบล้านคงเป็นเพียงแค่รถธรรมดาทั่วไป
“ฉันว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้แล้วไปกันเลยเถอะ” ฟางจือหยูพูดและเหยียบคันเร่ง
...
รอบๆมหาวิทยาลัยมีร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย รถสปอร์ตวิ่งไปบนถนนตามความเร็วของกฎหมาย เลี้ยวเข้าไปจอดรถ และทั้งสองก็เดินไปตามข้างทาง
กัวซินหยู่มีแก้วชานมในมือซ้ายและถือไม้บาร์บีคิวอยู่ในมือขวา แม้หน้าตาของเธอจะเป็นเหมือนดังเทพธิดา แต่การกินและการกระทำหลายๆอย่างของเธอไม่ต่างอะไรไปจากผู้หญิงติดดิน
เดิมทีฟางจือหยูตั้งใจจะพาไปยังร้านอาหารห้าดาว แต่กัวซินหยู่บอกว่าอยากมา "ถนนขยะ" แห่งนี้
"ถนนขยะ" ไม่ได้เต็มไปด้วยขยะเหมือนชื่อ แต่เพียงเพราะว่าถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยอาหารขยะมากมาย
“ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่าเธอจะชอบกินอาหารขยะ” ฟางจือหยูมองกัวซินหยู่ที่กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
“สำหรับมหาเศรษฐีอย่างคุณมันคงจะแปลกมากเลยสินะ” กัวซินหยู่พูด “แต่สำหรับฉัน การเดินซื้อของตามแผงขายอาหารกับเพื่อนนั้นเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุดเลย!”
“ไม่หรอก ที่จริงฉันเองก็ชอบกินอาหารขยะมากเหมือนกัน” สมัยเรียนอยู่ประถม ฟางจือหยูต้องเดินผ่านแผงขายอาหารมากมายระหว่างทางจากบ้านไปโรงเรียนเป็นประจำ แต่ด้วยการที่ไม่มีเงินค่าขนมติดตัวสักเท่าไหร่ เขาจึงทำได้เพียงแค่กลืนน้ำลายแล้วเดินผ่านไป
ต่อมาเมื่อเขาโตขึ้น แม้จะมีเงินติดกระเป๋าบ้างแล้ว แต่เนื่องจากกระบวนการสร้างเมืองศิวิไลซ์ แผงขายอาหารเหล่านั้นจึงหายไปจนไม่เหลือแม้แต่ร้านเดียว ดังนั้น "ถนนขยะ" แห่งนี้จึงทำให้ฟางจือหยูเต็มไปด้วยความคิดถึง
ทั้งสองพบที่ว่าง นั่งลง และสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มกิน พูดคุย และหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“เอ่อ~” ฟางจือหยูเรอออกมาโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆของตัวเอง ซึ่งการกระทำนี้ก็ทำให้กัวซินหยู่รู้สึกประหลาดใจ เพราะเธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าฟางจือหยูจะมีด้านที่น่ารักเช่นนี้อยู่ด้วย
“จือหยู คุณไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองหน่อยหรอ?”
“ทำไมฉันต้องสนใจด้วยล่ะ ในเมื่อตัวตนของฉันเป็นแบบนี้ อีกอย่างเราสองคนก็สนิทกันแล้วไม่ใช่หรือไง” ฟางจือหยูหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดปากของตัวเองและพูดต่อ “อีกครึ่งชั่วโมงหนังจะเริ่มแล้ว เราไปกันเลยเถอะ!”
เนื่องจากสถานที่ดูหนัง ไบดะ พลาซ่า อยู่ใกล้ๆกับถนนขยะ พวกเขาจึงเดินทางมาถึงที่หมายภายในไม่กี่นาที แต่หลังจากที่เดินเข้าไปในไบดะ พลาซ่าได้ไม่นาน ฟางจือหยูก็เต็มไปด้วยความสงสัยว่าทำไมถึงมีคู่รักอยู่ที่นี่มากมาย
และทันใดนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นตัวอักษรสีชมพูขนาดใหญ่บนแบนเนอร์สี่เหลี่ยม
“ทานาบาตะ!”
“วันนี้เป็นวันทานาบาตะงั้นหรอ?” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยุ่งมากหรือโสดนานเกินไป ฟางจือหยูจึงไม่ได้สนใจเรื่องของเทศกาลเลย กลายเป็นว่าเขาชวนกัวซินหยู่ออกมาดูหนังด้วยกันในวันแห่งความรัก!
“อย่าบอกนะว่าคุณไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันทานาบาตะ” แก้มของกัวซินหยู่แดงเล็กน้อย ในตอนที่ฟางจือหยูชวนเธอมาดูหนังด้วยกันในวันพิเศษ เธอรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร และเธอก็รู้สึกเขินอายอย่างมากในตอนนั้น เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าฟางจือหยูจะลืมความหมายของวันวันนี้!
ซึ่งกัวซินหยู่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะโกรธหรือหัวเราะเยาะในความซื่อบื้อของเขาดี
“ฉัน ฉัน ฉันไม่รู้จริงๆ… ฉันขอโทษ” ฟางจือหยูพูดตะกุกตะกัก “ถ้าฉันรู้ว่าวันนี้เป็นวันทานาบาตะ ฉันคงจะเตรียมของขวัญเอาไว้ให้เธอแล้ว!”
ในตอนที่ได้ฟังประโยคครึ่งแรก กัวซินหยู่นั้นแอบรู้สึกโกรธนิดหน่อย แต่หลังจากได้ฟังประโยคครึ่งหลัง ความรู้สึกก่อนหน้าของเธอก็ถูกลบทิ้งทั้งหมดในทันที
อันที่จริง กัวซินหยู่ไม่ได้คิดจะตำหนิอะไรเขาในเรื่องนี้เลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ถึงความรู้สึกของกันดี แต่ความสัมพันธ์ในตอนนี้ของพวกเขาก็ยังคงอยู่ในจุดที่คลุมเครือ มันคงจะน่าอายเกินไปถ้าต้องให้ขวัญกันและกัน
“ซินหยู่ เธออยากดูหนังเรื่องอะไร” ฟางจือหยูและกัวซินหยู่เดินไปหน้าโรงหนังพร้อมกับป๊อปคอร์นสองถัง
“หมายความว่ายังไง นี่คุณยังไม่ได้ซื้อตั๋วหนังอย่างงั้นหรอ?” กัวซินหยู่ตกใจทันที เพราะปกติแล้วโรงภาพยนตร์ในไบดะ พลาซ่าจะมีที่นั่งว่างเพียงแค่ไม่กี่ที่นั่ง และยิ่งในวันเทศกาลแบบนี้ที่นั่งก็จะยิ่งว่างน้อยลงมากกว่าเดิม ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าตอนนี้ที่นั่งจะเต็มทั้งหมดแล้ว
“ฉัน... เอ่อ…” ฟางจือหยูอยากจะยกมือขึ้นแล้วตบหัวของตัวเองแรงๆ เขากลัวว่ากัวซินหยู่จะไม่ชอบหนังที่เขาซื้อ เขาเลยไม่ได้ทำการซื้อตั๋วเอาไว้ล่วงหน้า
“จริงสิ ฉันมีสิ่งนี้อยู่!” ฟางจือหยูนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และหยิบบัตรวีไอพีออกมา “หวังฉงให้บัตรวีไอพีกับฉันเอาไว้ แม้จะจำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ แต่เหมือนว่ามันจะเป็นบัตรที่สามารถทำได้ทุกอย่างในใบดะ พลาซ่า! "
“โอเค!” กัวซินหยู่รู้ว่าฟางจือหยูและหวังฉงสนิทกันดี ดังนั้นเธอจึงไม่ด้แปลกใจหรือสงสัยอะไร
"ขอซื้อตั๋วหนังเรื่อง《ในที่สุดฉันก็ได้พบกับเธอ》สองใบ” ฟางจือหยูพูดกับพนักงาน
“ทางเราต้องขออภัยท่านทั้งสองคนด้วยครับ ตั๋วหนังเรื่องนี้ได้ขายไปหมดแล้ว!” พนักงานที่แผนกต้อนรับพูดออกมาอย่างสุภาพ
"แต่เราอยากดูเรื่องนี้จริงๆ คุณพอจะช่วยเราหน่อยได้หรือเปล่า?" ฟางจือหยูหยิบบัตรวีไอพีออกมา
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของพนักงานก็เปลี่ยนเป็นตกใจทันที เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอไม่ใช่บัตรวีไอพีธรรมดา แต่เป็นบัตรสำหรับสมาชิกพิเศษของไบดะ พลาซ่า แม้เธอจะทำงานมาเป็นเวลากว่าสองปี แต่เธอก็ไม่เคยเห็นบัตรนี้มาก่อนเลย ชายหนุ่มคนนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ผมได้จองโรงหนังพิเศษสำหรับแขกผู้มีเกียรติเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองคนจะไปกันเลยหรือเปล่า”
“ไปเลยก็ได้”
“โอเค งั้นเชิญทางนี้เลยครับท่านทั้งสองคน!” พนักงานแผนกต้อนรับมอบงานให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นดูแลชั่วคราวและพาพวกเขาไปที่โรงหนังส่วนตัวบนชั้นสอง
โดยในห้องมีโซฟา ห้องน้ำ โต๊ะกาแฟ และอีกหลายๆอย่างที่จำเป็นประดับอยู่มากมาย!
“ทำยังไงดี?” กัวซินหยู่รู้สึกประหม่าเมื่อต้องนั่งอยู๋ข้างๆฟางจือหยูแบบสองต่อสอง
“สบายจริงๆเลย!” ฟางจือหยูกำลังเพลิดเพลินกับโซฟา “มานั่งเร็วเข้าสิ ซินหยู่ โซฟาตัวนี้นุ่มมากเลยนะ แถมตรงนี้ยังมีจานผลไม้อีก เร็วเข้า หนังกำลังจะเริ่มแล้ว!"
“อยู่กันสองต่อสองยังจะทำตัวผ่อนคลายได้อีก!” กัวซินหยู่พึมพำเบาๆและนั่งลงข้างๆเขา
ซึ่งความเป็นชายที่เล็ดลอดออกมาจากฟางจือหยูก็ทำให้กัวซินหยู่รู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่เธอไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วฟางจือหยูเป็นยังไง
ในเวลานี้ ร่างกายของเขาเกือบจะแข็งเป็นหิน และการหายใจเข้าออกของเขาก็เริ่มไม่เป็นจังหว่ะ
โรงหนังเริ่มมืด และหนังก็เริ่มต้นขึ้น