อสูรวัวคลั่งสังหาร
“ภารกิจของพวกเราในครั้งนี้คือการเก็บ หญ้าหยาดน้ำค้างให้ได้ 100 ต้น เพียงพวกเราตั้งใจหาบริเวณนี้ให้ทั่วข้าเชื่อว่าพวกเราน่าจะหามันได้พบอย่างไม่ยากเย็นนักและไม่ต้องไปเสี่ยงกับการพบเจอกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและการที่พวกเราเดินทางเข้าไปลึกไปกว่านี้อาจจะไปพบเจอกับเรื่องอันตรายโดยที่ไม่จำเป็น” หลินเทียนกล่าวเตือนกับสหายผู้ร่วมเดินทางอีกครั้ง การเดินทางเป็นกลุ่มไม่สามารถคิดและติดสินใจเพียงคนเดียวได้แต่ต้องอาศัยเสียงส่วนใหญ่และปฏิบัติตามนี่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างหนึ่งในการเดินทางรวมกันเป็นกลุ่ม
“เหอ เหอ นี่เจ้ากำลังดูถูกตัวเองและเพื่อนร่วมทีมของเจ้าอยู่นะหลินเทียน เจ้าไม่เห็นเหรอว่าทุกครั้งที่พวกเราเจอสัตว์อสูรพวกเราสามารถที่จะจัดการพวกมันได้ดีเยี่ยมถึงขนาดไหนพวกเราไม่ได้เข้ามาที่นี่เพื่อที่จะปฏิบัติภารกิจเท่านั้นแต่ คนทุกคนที่อยู่ภายใน ณ ที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่อยากที่จะฝึกฝนตนเองพัฒนาตนเองให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหากมัวแต่กลัวโน้นกลัวนี่แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกัน” เชียงเจียงกล่าวคำโต้แย้งกับหลินเทียนในทันที คำพูดคำจาของเขานั้นไม่ว่าจะฟังอย่างไรมันก็สมเหตุผล ไม่ว่าใครก็อยากที่จะฝึกฝนให้ตัวเองมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ด้วยกันทั้งนั้นและการที่ต้องพบเจอกับเรื่องร้ายหรือเรื่องอันตรายนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาอยู่แล้วขอเพียงช่วยเหลือกันและกันพวกเขาจะต้องผ่านมันไปได้แน่ เสียงข้างมากนั้นล้วนแล้วแต่ทางเชียงเจียง
“เอาเถอะ ข้าจะไม่พูดมากให้มากความอีกพวกเราเดินทางต่อกันเถอะ” ความคิดความอ่านของเจ้าคนพวกนี้ไม่ต่างอะไรไปจาก พวกที่อยู่ในแต่ทุ้งดอกไม้ที่มีแต่สีสันสวยงาม ไม่ว่าจะมองไปไหนทางไหนมันก็สวยงามไปหมดจนกว่าจะเจอเรื่องร้ายๆกับตัวเองคนพวกนี้เถียงกันไปก็ป่วยการ
การเดินทางภายในป่าพฤกษาหมื่นปีนั้นจะเป็นเชียงเจียงเป็นผู้นำขบวนทางด้านของหลินเทียนนั้นตัวของเขาจะเป็นผู้ที่อยู่ด้านหลังสุดเพื่อที่จะระวังภัยให้กับทุกคน
“เอาหน่า..เพื่อนอย่าไปคิดมากเลย ถึงเจ้าเชียงเจียงมันจะปากไม่ดีนัก แต่ตัวของมันก็ไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไรนัก” เจ้าอ้วนเดินเข้ามาพูดคุยกับหลินเทียน เพราะสังเกตเห็นว่าสหายของตนนั้นนิ่งเงียบมานาน
“อื้ม ข้าไม่เป็นอะไรหรอก ข้าไม่ใช่คนที่มีจิตใจคับแคบมากมายอะไรขนาดนั้นมีเพียงแต่ประสบการณ์เท่านั้นที่จะสามารถสั่งสอนคนพวกนี้ได้ ตัวของเจ้าเองก็ระวังตัวด้วยเพราะภัยอันตรายอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” หลินเทียนกล่าวออกมากับเจ้าอ้อนด้วยความเป็นห่วง เพราะตัวเขานั้นไม่ได้คิดไปเองว่าในยามนี้นั้นพวกสัตว์อสูรที่พวกเขาพบเจอนั้นพวกมันเริ่มที่จะมีความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้นและเริ่มที่จะมีความดุร้ายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“อืมข้าจะระวังตัว” ทางด้านตัวของห่าวอู๋เองนั้นตัวของมันก็มองถึงความผิดปกติเช่นกัน ในยามนี้นั้นสัตว์อสูรที่พวกเขาพบเจอนั้นสู้ตัวต่อตัวแทบไม่ได้เลยเพราะพวกมันนั้นมีความรวดเร็วเป็นอย่างมาก ต้องอาศัยการร่วมสู้แบบเป็นทีมถึงจะจัดการพวกมันได้อย่างเด็ดขาด สภาพร่างกายของทุกคนในยามนี้นั้นล้วนแล้วแต่มีความเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก และในเวลานี้ตะวันก็ใกล้ที่จะตกดินเข้าไปทุกทีแต่พวกเขาก็ยังหาที่พักที่เหมาะสมยังไม่ได้เลย สถานที่พักที่ดีที่สุดนั้นจะต้องอยู่ติดกับแหล่งน้ำ
“หากเดินตามแผนที่ไปพวกเราจะพบกับแหล่งน้ำสายหนึ่งค่ำคืนในวันนี้พวกเราจะพักกันที่นั่นและจะปักหลักอยู่ที่สถานที่แห่งนั้นสัก 2-3 วันแล้วพวกเราก็จะเดินทางกลับไปที่โรงเรียนของพวกเราในทันที” ที่มือของเชียงเจียงนั้นมีกระดาษแผนที่อยู่แผ่นนึง ที่ขอซื้อมาจากพวกนักผจญภัยราคาของแผนที่ฉบับนี้นั้นไม่ได้ถูกๆเลย
โฮกกกกก เกิดเสียงคำรามเรือนลั่นไปทั่วทั้งป่าเหล่าสัตว์อสูรตัวน้อยที่สุดแสนจะอ่อนแอต่างพากันวิ่งหัวซุกหัวซุนอย่างไม่คิดชีวิต ทางด้านกลุ่มคนของหลินเทียนในยามนี้นั้นพากันหน้าซีดกันราวกับไก่ต้ม ความถือดีถือหยิ่งที่เคยมีในยามนี้นั้นล้วนแล้วแต่หดหายไปจนหมดสิ้นมีเพียงแต่ความหวาดกลัวเท่านั้นที่ถูกเขียนไว้อยู่บนสีหน้าของพวกเขา ในขณะที่เชียงเจียงกำลังเอยวาจาออกมาเพื่อให้ทุกคนรีบหนีไปนั้นแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ทันการ
ตู๊มมมมมมมม !!! ร่างอสูรขนาดยักษ์สูง 3 เมตรเคลื่อนที่มาทางกลุ่มคนของหลินเทียนด้วยความรวดเร็วเพื่อที่จะปิดการหนีรอดของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้า เจ้าสัตว์อสูรตนนี้นั้นมันยืนด้วยสองเท้าราวกับว่าเป็นมนุษย์ที่มือของมันถือกระบองเหล็กขนาดยักษ์มหึมามีแท่งหนามเป็นซีกๆแหลมคมเป็นอย่างมาก ที่สวนหัวของมันนั้นเหมือนกับหัวกระทิงดวงตาของมันปูดโบนสีแดงน่าสะพรึงกลัว
“อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้า” ดูเหมือนว่าภายในกลุ่มของหลินเทียนนั้นจะมีคนสติแตกขึ้นมาแล้วเมื่อโดนความหวาดกลัวเข้าครอบงำถึงขีดสุดหลังจากนั้นไม่นานมันก็พยายามก้าวเท้าวิ่งหนีไปมันสามารถไปเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้นเรื่องน่าเศร้าก็เกิดขึ้นจนได้
ตู๊มมม แพระ ร่างของเจ้าคนผู้นี้นั้นถูกหวดด้วยกระบอกเหล็กขนาดมหึมา ร่างกายของมันถึงกับแหลกเหลวไม่เป็นชิ้นดีฝนเลือดและเศษชิ้นเนื้อล้วนซาดกระเซ็นไปทั่วทั้งบริเวณ ผู้คนที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้นั้นล้วนแล้วแต่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของมันกันอย่างทั่วถึง
กริ๊ดดดด กริ๊ดดดด เมื่อหญิงสาวหนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมเดินทางตัวนางถึงกับส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิตสหายผู้รู้จักกันมานานแสนนานบัดนี้ตัวของเขากลับกลายมาเป็นเศษชิ้นเนื้อไปแล้ว นางไม่อยากมีจุดจบที่ชวนสังเวทเหมือนดั่งสหายผู้นี้ของนาง ทางด้านตัวของหนี่เอ๋อสาวผู้งดงามนั้น ในยามนี้ใบหน้าของนางถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวราวกับลูกนกตัวน้อยร่างกายของนางหลุดการควบคุมไปหมดจนกระทั่งเผลอหลั่งของเหลวใสๆออกมาที่ตรงการระหว่างขาของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไอ้บัดซบแกจะมากเกินไปแล้วนะเว้ยกล้าดียังไงถึงได้ทำกับเพื่อนของข้าเช่นนี้” เมื่อเห็นเพื่อนของตนกลายเป็นเศษเนื้อจนทำให้เชียงเจียงถึงกับเลือดขึ้นหน้าไปในที่สุดเขาเคลื่อนที่ไปด้วยความรวดเร็วคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสับสังหารเจ้าสัตว์อสูรตนนี้เป็นชิ้นๆ
หมับ กร๊อบบบ อ๊ากกกก แต่ช่างโชคร้ายนักที่ความเป็นจริงนั้นมันไม่ได้เป็นเหมือนดั่งที่เขาคิดพลังของเชียงเจียวในยามนี้นั้นอยู่เพียงจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 2 เท่านั้นแต่เจ้าสัตว์อสูรตนนี้นั้นเทียบเท่ากับ จอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 5 นามของมันนั้นก็คือ อสูรวัวคลั่งสังหาร เชียงเจียวในยามนี้นั้นถูกยกขึ้นสูงเหนือบนท้องฟ้าเจ้าสัตว์อสูรตนนี้มันค่อยบีบไปที่ร่างของเชียงเจียงอย่างช้าๆเสียงกระดูกแตกหักดังไปทั่วทั้งบริเวณ
ทางด้านตัวของหลินเทียนในยามนี้นั้นตัวของเขากำลังรวบรวมพลังให้ถึงขีดสุดเพื่อหมายจะจัดการกับเจ้าสัตว์อสูรตรงหน้า และนี่มันก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เหมาะที่สุดในการที่จะทดสอบทักษะ พิฆาตดารา