ท้าประลอง

ในระหว่างที่หลินเทียนกำลังเดินทางกลับไปที่ห้องพักของตนนั้น เขาก็พบกับเจ้าห่าวอู๋เข้าโดยบังเอิญตั้งแต่เดินทางกลับมาจากป่าพฤกษาหมื่นปี หลินเทียนก็ไม่ค่อยพบเจอกับมันมากนักเพราะเวลาส่วนใหญ่เขาอยู่แต่ภายในที่พักของอาจารย์ฉินอู๋โหย่วหรือไม่ก็หอฝึกตน น้อยครั้งจริงๆที่จะได้พบเจอกับมันเช่นนี้ ในระหว่างที่หลินเทียนจะกล่าวทักทายมันนั้นใบหน้าของเด็กหนุ่มในยามนี้เปลี่ยนเป็นเงียบขรึมขึ้นมาทันที พร้อมทั้งกล่าวถามมิตรสหายของตนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างถึงขีดสุด

“เจ้าอ้วนใบหน้าของเจ้าไปโดนอะไรมา” ใบหน้าของห่าวอู๋ในยามนี้นั้นมีรอยฟกช้ำดำเขียวไม่น้อยเลย เพียงแค่มองด้วยหางตาก็รู้แล้วว่ามันผู้นี้โดนผู้อื่นทุบตีมา สภาพของมันดูไม่จืดเลย

“ฮ่า ฮ่า สหายข้าเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงแค่หกล้มก็เท่านั้น” เจ้าอ้วนกล่าวกับหลินเทียนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มราวกับดวงอาทิตย์ถึงแม้ว่าแววตาของมันจะสั่นไหวก็ตาม ไม่ว่าจะอย่างไรคนเราก็ไม่สามารถปกปิดการตอบสนองของร่างกายได้อย่างมิดชิดหลินเทียนสามารถรับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าสหายของตนในยามนี้นั้นกำลังพูดโกหกอยู่ แต่ตัวเขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าแท้จริงแล้วว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่

“อืม ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรหากว่าตัวเจ้ามีปัญหาอะไรสามารถมาขอความช่วยเหลือจากข้าได้ทุกเมื่อ” หลินเทียนบอกกล่าวอย่างจริงใจ เพราะถึงอย่างไรเจ้าอ้วนผู้นี้ก็ถือว่าเป็นสหายคนแรกของตนภายในโรงเรียนจอมเวทแห่งนี้และมีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่ตัวของมันให้คำแนะนำกับตนด้วยความจริงใจ

“ข้าไม่เป็นไรจริงๆหลินเทียนขอบคุณเจ้านะที่เป็นห่วง” ตัวของมันในยามนี้นั้นรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมากที่สหายของตนคนนี้ยินดีที่จะยื่นมือช่วยเหลือ แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นมันเกินความสามารถของหลินเทียนมากจนเกินไปเขาไม่มีวันที่จะลากสหายของตนให้ไปเดือดร้อนด้วยเป็นอันขาด หลังจากนั้นไม่นานมันก็ขอตัวและเดินจากไปในทันทีทิ้งให้ตัวของหลินเทียนยืนสงสัยอยู่เพียงคนเดียวหลินเทียนมองตามหลังมันไปอยู่สักพักหนึ่งหลังจากนั้นไม่นานตัวเขาก็ค่อยๆแอบเดินตามหลังมันไปในทันทีโดยที่ตัวของห่าวอู๋นั้นไม่รู้ตัว

สถานที่แห่งนี้นั้นเป็นสวนหย่อมขนาดใหญ่มีต้นไม้สีเขียวน้อยใหญ่มากมายราวกับยกทั้งผืนป่ามาไว้ภายในสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแค่นั้นยังมีโต๊ะนั่งมากมายอยู่ตามริมทางต้นไม้ใหญ่ ให้ความรู้สึกสงบสุขร่มเย็นอย่างถึงที่สุดสถานที่แห่งนี้นั้นถูกสร้างมาเพื่อเป็นสถานที่ผ่อนคลายของบุคลากรภายในโรงเรียนจอมเวทแห่งนี้ มีเหล่าเด็กรุ่นเยาว์เป็นจำนวนไม่น้อยที่กำลังรวมกลุ่มกันทำมื้ออาหารค่ำภายในสวนแห่งนี้ บางคนถึงขนาดนั่งฝึกสมาธิอยู่ภายในสวนแห่งนี้ก็มี มันเป็นสถานที่เงียบสงบราวกับว่าไม่มีสิ่งใด

มารบกวน ในระหว่างนี้ท้องฟ้าเองก็เริ่มที่จะมืดสลัวแล้ว แสงไฟส่องสว่างจากสองข้างทางเริ่มที่จะติดอย่างช้าๆ ฉากที่ด้านหน้าของหลินเทียนในยามนี้นั้นกำลังพบเห็นเจ้าอ้วนอยู่กับคนกลุ่มหนึ่งท่าทางและสีหน้าของมันในยามนี้นั้นไม่ค่อยสู้ดีนัก มันถูกล้อมรอบไปด้วยศิษย์ผู้พี่เป็นจำนวนอย่างน้อย 3-5 คน พลังฝีมือของพวกมันนั้นนับว่าไม่เลวเลย ผู้ที่มีพลังฝีมือสูงสุดในกลุ่มพวกมันนั้นอยู่ในระดับ จอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 9 อีกขั้นเดียวเท่านั้นตัวของมันผู้นี้ก็สามารถที่จะขึ้นไปสู่ระดับจอมเวทได้พลังของมันระหว่างหลินเทียนนั้นมันห่างกันมากจนเกินไป

“นี่พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน” หลินเทียนเข้าไปขัดจังหวะพวกมันในทันทีเมื่อพบว่าสหายของตนกำลังมีปัญหา เขาไม่สามารถที่จะปล่อยผ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปได้ ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าจะมีพลังที่สูงล้ำกว่าตนก็ตาม ถึงจะเป็นอย่างงั้นตัวของเขาในยามนี้จะต้องสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้แน่

“หลินเทียนนี่เจ้ามาได้อย่างไร” ห่าวอู๋กล่าวออกมาด้วยความตื่นตกใจเขาไม่คาดคิดว่าหลินเทียนจะแอบติดตามตนมาเช่นนี้ เพราะนี่มันคือปัญหาของเขา เขาไม่ต้องการให้คนอื่นมาเดือดร้อนด้วย

“นี่มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเจ้า ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็จงไสหัวไปซ่ะอย่าหาว่าศิษย์พี่เช่นข้าจะไม่เตือน” ชายผู้ที่พูดจาขับไล่หลินเทียนในยามนี้นั้นก็คือ ลู่เมิ่ง อายุ 20 ปี ระดับพลังจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 9 เป็นศิษย์ฝ่ายนอก

“ท่านไม่ละอายใจบ้างเหรอที่กำลังรังแกคนที่อ่อนแอกว่า และอายุของเขานั้นก็อ่อนกว่าท่านตั้งหลายปี” หลินเทียนกล่าวถามด้วยความไม่พอใจอย่างถึงที่สุด คนพวกนี้พวกมันช่างไร้จิตสำนึกกันสิ้นดี

“ถุ๊ย !! ละอายใจบ้าบออะไร พวกเราอยู่ในยุคสมัยผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้นที่เป็นใหญ่ พวกที่อ่อนแอก็ก้มหน้ารับกรรมไป” ลู่เมิง กล่าววาจาด้วยถ้อยคำที่ดูถูกถากถางอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าชายตรงหน้าเป็นเพียงแค่เศษสวะผู้หนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำของมันในครั้งนี้จะเปลี่ยนโชคชะตาของมันภายในอนาคตไปตลอดกาล

“เหอะ สวะก็คือสวะวันยังค่ำ ข้าไม่แปลกใจเลยที่อายุของเจ้าปูนนี้แล้วจะยังเป็นเพียงแค่ศิษย์ฝ่ายนอก แรกเริ่มเดิมทีตัวข้านั้นหาได้ชอบดูถูกคน นับว่าสวรรค์ทำถูกแล้วที่ทำให้คนชั้นต่ำเช่นเจ้าเป็นผู้ไม่มีพรสวรรค์ มิเช่นนั้นคงได้เป็นหายนะต่อคนอื่นแล้ว หากตัวเจ้ามีจิตใจคับแคบเช่นนี้” ด้วยคำพูดของหลินเทียนเพียงไม่กี่ประโยคใบหน้าของมันถึงกับสั่นสะท้านอย่างแรง ไม่มีใครพูดจี้ใจดำมันเช่นนี้มาก่อนสาเหตุที่ตัวของมันรังแกผู้คนไปทั่วนั่นก็เพื่อลบจุดด้อยของตัวเอง แต่ตัวมันไม่คิดว่าตนเองจะถูกด่าทอเช่นนี้

“เจ้า เจ้า….” ร่างกายของมันในยามนี้นั้นถึงกับสั่นเป็นเจ้าเข้าด้วยความโกรธแค้น ถึงแม้ว่ากฎของโรงเรียนจะห้ามศิษย์ฆ่ากันเอง แต่หากเขาสั่งสอนมันเล็กน้อยก็จะถือว่าไม่ผิดกฎอย่างน้อยจะต้องให้มันไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มสักเดือนสองเดือนให้ได้

“ลูกพี่อย่าเสียเวลาไปพูดกับเจ้าคนไร้ค่านี่เลย เสียเวลาเปล่าปล่อยให้ข้าเป็นผู้สั่งสอนมันเอง” ชายผู้ที่กำลังพูดเอาอกเอาใจเจ้า ลู่เมิงนั้นมีระดับพลังเท่ากันกับหลินเทียน มันมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะต้องจัดการเจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้ได้แน่ เพราะถึงอย่างไรอายุของมันในตอนนี้นั้นก็อายุ 18 ปีแล้วถึงแม้ว่าจะมีระดับพลังเท่ากันแต่ประสบการณ์ของมันย่อมเหนือกว่า การที่ตัวของมันคิดเช่นนี้นั้นนับว่าโง่เป็นอย่างมากเพราะคนที่ตัวของมันกำลังเจอในตอนนี้นั้นเป็นบุคคลที่ไม่สมควรที่จะไปยุ้งด้วยอย่างถึงที่สุด

เปรี้ยงงงงงงง “หุบปากซ่ะ เจ้าทาส เจ้านายเขากำลังคุยกันสวะเช่นเจ้าไม่เกี่ยว” หลินเทียนไม่ปล่อยโอกาสให้มันตั้งตัวเขาชิงลงมือกันบุกโจมตีก่อนในทันทีใบหน้าของมันผู้นี้นั้นถึงกับสั่นสะท้านไปด้วยแรงตบเศษขาวๆหลุดล่วงออกจากปากมันมาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนหลังจากนั้นตัวของมันถึงกับสลบลงไปกองกับพื้นอย่างไม่ทันรู้ตัว ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าเจ้าเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ มันจะมีความโหดร้ายได้มากมายถึงเพียงนี้

พวกมันทุกคนในยามนี้นั้นทำได้แต่อึ่งเงียบ ไม่รู้ว่าตนเองควรที่จะตั้งตัวอย่างไรดี

“พวกเจ้าเอะอ่ะ อะไรกันนี่มันใช่สถานที่ที่พวกเจ้าจะมาต่อยตีกันได้เหรอ” หลังจากนั้นไม่นานเสียงของผู้เป็นอาจารย์ก็ดังขึ้นทางด้านตัวของหลินเทียนในยามนี้นั้นตัวของเขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มที่มุมปาก เป็นไปตามแผนของเขาที่วางไว้หากปะทะซึ่งหน้ากับเจ้าลู่เมิงเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันแน่ตัวของเขาในยามนี้นั้นต้องการเวลาและตัวช่วยเหลือก็มาทันการพอดี

“เจ้ามีนามว่า ลู่เมิง ใช่ไหม กล้าท้าประลองกับข้ารึไม่” หลินเทียนกล่าวถามออกด้วยน้ำเสียงที่ดุดันเหี้ยมเกรียม

“ถุ๊ย…เด็กน้อยเช่นเจ้าหรือจะมาท้าประลองกับข้า ได้ข้าจะสั่งสอนเจ้าเองว่าอะไรควรไม่ควร” ทางด้านของเจ้าลู่เมิงนั้นตัวของมันอยากจะทุบตีหลินเทียนเสียเต็มแก่ที่บังอาจมาทำร้ายสหายของตน

“ข้าขอเวลา 1 เดือน แล้วพวกเราค่อยมาประลองกัน” หลินเทียนตั้งเงื่อนไขขึ้นมาในทันทีตัวของเขาในยามนี้นั้นต้องการเวลาอย่างถึงที่สุดเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“อะไรนะ 1 เดือนนี่มันจะไม่นานเกินไปหน่อยเหรอ” ทางด้านของ ลู่เมิง กล่าววาจาออกมาด้วยความเดือดดาลอย่างถึงที่สุด

“เจ้าอย่าหน้าหนาไร้อย่างอายไปหน่อยเลย หากข้ามีเวลา 1 เดือนข้าจะต้องทุบตีเจ้าเหมือนสุนัขตายซากแน่” หลังจากถกเถียงไปมาจึงได้ข้อสรุประหว่างหลินเทียนกับเจ้าคนไร้อย่างอายผู้นี้นั้นตัวของเขาจะต้องต่อสู้ตัดสินกันภายในอีก 1 เดือนที่จะถึงนี้โดยมีอาจารย์ผู้สอนร่วมเป็นสักขีพยาน ดังนั้นในช่วงเวลานี้หลินเทียนกับเจ้าอ้วนจึงปลอดภัยไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง นับว่าเป็นการซื้อเวลาได้ไม่น้อยเลยจริงๆ

ตอนก่อน

จบบทที่ ท้าประลอง

ตอนถัดไป