ต้องแข็งแกร่งขึ้น
การประลองระหว่างหลินเทียนและเจ้าลู่เมิงนั้นจะเกิดขึ้นอีก 1 เดือนหลังจากนี้ เหตุการณ์ในครั้งนี้นั้นได้สร้างความสนใจต่อคนทุกคนที่อยู่ร่วมกันในเหตุการณ์ พลังของคนทั้งสองในยามนี้นั้นมันแตกต่างมากจนเกินไปตัวของหลินเทียนในยามนี้นั้นระดับพลังของเขาคือระดับจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 3 ส่วนเจ้าสวะลู่เมิงพลังของมันคือ จอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 9 พลังที่มันแตกต่างกันมากมายถึงขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่าผู้ใดจะกลายเป็นกระสอบทรายแม้แต่คนโง่ก็ยังพอดูออกว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เจ้าหลินเทียนผู้นี้มันบ้าไปแล้วจริงๆที่ไม่รู้จักเจียมตัวว่าศัตรูของมันนั้นต่างชั้นกันมากถึงขนาดไหน”
“ถึงแม้เจ้าหมอนั่นมันจะโง่ไปบ้าง แต่ข้าก็ชอบมันนะ มันใจถึงดีที่ดันกล้าไปท้าประลองกับผู้ที่มีระดับพลังที่สูงล้ำยิ่งกว่าตน หากแปลี่ยนเป็นตัวข้าเอง ข้าก็ไม่มีความใจถึงเช่นนี้” เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ต่างพากันพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเป็นวงกว้างเกี่ยวกับเรื่องของหลินเทียน แต่โดยมากพวกเขาจะพูดจาทำนองดูถูกถากถางเสียมากกว่าที่ตัวของเด็กหนุ่มนั้นไม่รู้จักประมาณตัว
“หลินเทียนข้าไม่รู้จะขอบคุณเจ้าอย่างไรดีเกี่ยวกับเรื่องนี้” ห่าวอู๋กล่าวออกมาด้วยความซาบซึ้งใจอย่างถึงที่สุด หากว่าเป็นไปได้ตัวของเขานั้นไม่อยากให้สหายของตนเข้ามายุ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
“ช่างเถอะ ว่าแต่เจ้าไปทำอีท่าไหนถึงมันได้ไปหาเรื่องเจ้าได้” หลินเทียนกล่าวถามด้วยความสงสัยอย่างถึงที่สุดเขาคิดไม่ออกจริงๆว่าเจ้าห่าวอู๋ไปทำอะไรให้เจ้า ลู่หมิงโกรธเคืองกันแน่
“เห้อ..ข้าก็แค่เผลอไปเดินชนมันเท่านั้นหลังจากนั้นเรื่องมันก็เป็นอย่างที่เจ้าเห็นมันหาเรื่องข้าไม่จบไม่สิ้นเสียที” ก่อนหน้านี้เจ้าห่าวอู๋พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะต่อสู้ดิ้นรนขัดขืนแต่มันก็ไม่เป็นผล อันเป็นผลมาจากความต่างชั้นของพลังที่มากจนเกินไปไม่เพียงแต่มันจะโดนทุบตีเท่านั้นแต่ตัวของมันยังโดนรีดไถเงินไปไม่น้อยเลยทีเดียว ในเวลานี้มันทำได้แต่เพียงจำใจยอมเท่านั้นมันตั้งใจว่าหากมันมีความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นแล้วค่อยกลับไปคิดบัญชีกับเจ้า ลู่หมิงในทีหลัง
“เจ้าวางใจเถอะเมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะทุบตีมันจนหาทางกลับบ้านไม่เจอเลย” หลินเทียนบอกกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจอย่างถึงที่สุด ทางด้านของเจ้าอ้วนเองก็มองด้วยสายตาที่ไม่เชื่อถืออย่างถึงที่สุด
“ข้าเกรงว่าจะเป็นตัวเจ้าเองเสียมากกว่าที่จะโดนมันทุบตีจนหาทางกลับบ้านไม่เจอ” คำพูดของเจ้าอ้วนผู้นี้นั้นไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย มันคิดเช่นไรตัวของมันก็พูดไปเช่นนั้น ทางด้านของหลินเทียนเองก็เริ่มที่จะอดหมั่นไส้ในตัวมันไม่น้อยคำพูดของมันแทบที่จะไม่ให้กำลังใจตนเลยเอาแต่พูดในแง่ลบตลอด เมื่อตัวของหลินเทียนกลับมาที่พักของตนได้ไม่นานนักทางด้านของอาจารย์ฉินอู๋โหย่วก็ได้ส่งข้อความกระแสจิตมาหาหลินเทียนเรียกตัวเด็กหนุ่มมาเข้าพบ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ณ บ้านพักส่วนตัวของฉินอู๋โหย่ว
“เจ้าหนุ่มนี่เจ้าบ้าไปแล้วอย่างงั้นเหรอ ที่ดันไปท้าประลองกับเจ้าเด็กเปรตนั่นพลังระหว่างมันกับเจ้ามันห่างชั้นกันมากจนเกินไป นี่เจ้าอยากตายนักรึ หรือตัวเจ้าเสียสติไปแล้ว” ทางด้านของฉินอู๋โหย่วอดที่จะโกรธเคืองในตัวของหลินเทียนไม่ได้ที่ตัวของเด็กหนุ่มทำตัวใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้ หากทำเช่นนี้ต่อไปอายุเขาอาจจะสั่นลงก็เป็นได้
“ หึ หึ ให้ข้าไปเฉือดเจ้าเด็กเปรตนั่นให้ม่ะ รับรองเจ้าชิงหลงไม่รู้เรื่องนี้แน่” ฉินอู๋โหย่วกล่าววาจาที่ชั่วร้ายออกมาตัวของมันนั้นมั่นใจในการปกปิดของตัวเอง ต่อให้ชิงหลงจับได้มีหรือที่มันจะกล้าทำอะไรตน
“ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ได้ท่านอาจารย์ ข้าย่อมมีวิธีการจัดการของข้าเองและวิธีที่ท่านว่า พวกเราจะไปต่างอะไรไปจากเจ้าหลีกวนตรงไหน” หลินเทียนนั้นทราบดีว่า ฉินอู๋โหย่วผู้นี้นั้นมีความหวังดีกับตนแต่ตนจะไม่มีทางที่จะใช้วิธีการชั่วช้าสกปรกเช่นนี้เป็นอันขาด
“ข้าก็แค่ไม่อยากเห็นเจ้าไปนอนกองกับพื้นเช่นนั้น เชอะแล้วอย่านำข้าไปเปรียบเทียบกับเจ้าเด็กนั่นอีก” ฉินอู๋โหย่วรู้สึกโกรธเคืองในตัวหลินเทียนไม่น้อยเลยที่นำตนไปเปรียบเทียบกับเจ้าหลีกวนที่แอบรอบวางยาพิษบุตรชายของตน ตัวเขานั้นก็เพียงแค่เป็นห่วงหลินเทียน หากมีผู้คนล่วงรู้ได้ว่าผู้มีพรสวรรค์ระดับ 7 ดาวแต่กับต้องไปนอนกองกับพื้นมันคงเป็นเรื่องที่ไม่น่าดูชมนัก
หลังจากนั้นไม่นานตัวของหลินเทียนก็ขอเดินทางกลับไปยังที่พักของตนในทันทีเพราะเวลานี้ก็มืดค่ำมากแล้ว เช้าวันถัดมาตัวของหลินเทียนก็เดินทางไปยังหอฝึกตนในทันที
“ข้าขอใช้ห้องฝึกตนเป็นเวลา 3 ชั่วยาม” หลินเทียนกล่าวขออนุญาตต่อผู้อาวุโสผู้ดูแล
“นี่คือบัตรของเจ้า ห้องของเจ้าคือ 89” ผู้อาวุโสหอฝึกตนกล่าวกับหลินเทียนด้วยท่าทางที่ยิ้มแย้มอย่างถึงที่สุดตัวของเขาเองก็นับถือในความกล้าของหลินเทียนไม่เพียงแค่นั้นตัวของเขายังลงพนันข้างเด็กหนุ่มไปไม่น้อย
ภายในหอฝึกตนในเวลานี้ก็เต็มไปด้วยผู้คนเหมือนเช่นเดิมแต่ที่แตกต่างออกไปมีศิษย์รุ่นเยาว์เป็นจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสนใจกับหลินเทียน ในระหว่างที่หลินเทียนกำลังเดินไปที่ห้องฝึกตนนั้นมีเสียงนินทาอย่างหนาหูแต่เด็กหนุ่มนั้นก็หาได้ให้ความสนใจอะไร
ภายในห้องฝึกตนนั้นหลินเทียนรู้สึกว่ากาลเวลาไหลผ่านไปเชื่องช้าไปหมด ในตอนนี้นั้นตัวของหลินเทียนรู้สึกถึงพลังที่มองไม่เห็นกำลังกดทับเขาอยู่ตลอดเวลา ร่างกายของเด็กหนุ่มถึงกับสั่นสะท้านเหงื่อไหลซึมไปทั้งร่าง มีเพียงแต่ต้องอดทนอดกลั้นเท่านั้นเพื่อที่จะให้เป้าหมายของเขาเป็นจริง มีความกดดันทุกรอบด้านไม่เพียงแต่เขาจะต้องแข่งกับตนเองเท่านั้นแต่เด็กหนุ่มจะต้องแข่งกับเวลาที่ใกล้มาทุกทีด้วย
ตู๊มมมมม ในที่สุดหลินเทียนก็สามารถทะลวงผ่านไปได้อีก 1 ขั้นหลังจากที่เข้ามาเก็บตัวอยู่ภายในห้องฝึกตนได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ชั่วยามพลังของเด็กหนุ่มในยามนี้นั้นอยู่ในระดับจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 4 แล้วหลังจากที่สามารถทะลวงผ่านได้ แต่หนทางยังคงอีกยาวไกลนักเพราะคู่ต่อสู้ของเขาในครั้งนี้เป็นถึงจอมเวทฝึกหัดขั้นที่ 9 ด้วยพลังขนาดนี้มันยังไม่เพียงพอที่จะสามารถโค่นล้มมันลงได้ ตลอดระยะที่ผ่านมาครึ่งเดือนตัวของหลินเทียนเข้าออกภายในหอฝึกตนอย่างบ้าคลั่ง ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่หลินเทียนก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ภายในหอฝึกตนได้นานขึ้นและในตอนนี้นั้นตัวของเขาสามารถที่จะทนอยู่กับสภาพแรงกดดันหลาย 10 ชั่วยามได้อย่างสบายๆ และตัวของเด็กหนุ่มเองก็รู้สึกว่าภายในหอฝึกตนแห่งนี้นั้นไม่สามารถที่จะเพิ่มระดับของตนเองให้ได้เพิ่มมากไปกว่านี้อีกแล้ว