ฉันอยากจะคุยกับเพื่อนในฐานะคนธรรมดา

หลิวจี้เป็นคนแรกที่รู้สึกตัว และเขาก็หันไปมองคนที่อยู่ข้างๆทันที

"ฉันได้ยินผิดไปหรือเปล่า? เมื่อกี้นี้บริกรเขาพูดชื่อรถว่าอะไร? "

"ดูเหมือนว่าจะเป็นไลเคน ไฮเปอร์สปอร์ตนะ? " เพื่อนตอบกลับอย่างไม่แน่ใจ

"ไลเคน ไฮเปอร์สปอร์ต? ทำไมถึงรู้สึกคุ้นชื่อนี้จังเลย?" เพื่อนอีกคนพูดแทรกขึ้นมา

"ไม่จริง อย่าบอกนะว่า?" หลิวจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางตกใจและมองไปที่เย่เฟิงด้วยความไม่เชื่อ "ไลเคน ไฮเปอร์สปอร์ตคันนั้นที่จอดอยู่นอกโรงแรมคือรถของนายงั้นหรือ เย่เฟิง"

ทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ออกมา ทุกคนบนโต๊ะก็ลุกขึ้นยืน

สายตาทั้งหมดจับจ้องไปที่เย่เฟิง

เย่เฟิงถอนหายใจ "เฮ้อ ก็ตามที่ได้ยินนั่นแหละ แต่ว่า….ฉันอยากจะคุยกับเพื่อนในฐานะคนธรรมดา ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจเรื่องนี้มากเกินไปก็ได้"

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ

แต่ไม่นานพวกเขาทั้งหมดก็สงบสติและนั่งลงเหมือนอย่างเดิม

"ไม่จริงหรอก เย่เฟิงจะซื้อไลเคน ไฮเปอร์สปอร์ตได้ยังไง"

"นั่นสิ รถคันนั้นมีราคาสูงกว่า 60 ล้าน เพื่อที่จะขับรถแบบนั้น เขาจะต้องมีเงินอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยล้านหยวน"

"ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่นอน บางทีอาจจะมีมหาเศรษฐีอยู่ท่ามกลางพวกเราก็ได้"

ไม่ใช่ว่าพวกเขาดูถูกเย่เฟิง

แต่เหตุผลหลักที่คิดแบบนี้ก็เพราะครอบครัวของเย่เฟิงนั้นยากจนมากที่สุดในบรรดาพวกเขา

และตอนนี้เย่เฟิงก็ยังเป็นแค่เด็กปี 1 เท่านั้น เขาจะมีรถซูเปอร์คาร์มูลค่าหลายสิบล้านเป็นของตัวเองได้อย่างไร?

นี่ไม่ใช่โลกในนิยายสักหน่อย!

เย่เฟิงไม่ได้ตั้งใจที่จะอธิบายอะไรต่อ

เพราะอย่างที่พูดเมื่อกี้ เขาแค่อยากจะคลุกคลีกับกลุ่มเพื่อนในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

ไม่ได้ต้องการให้เรื่องมันยุ่งยากซับซ้อนมากกว่าเดิมแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่เรียบง่ายแบบนี้เอาไว้ แต่โชคชะตากับไม่อนุญาตให้เป็นแบบนั้น

ในขณะที่เขาคิดว่าเรื่องตัวตนของเขาได้จบลงแล้ว ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินใครบางคนเรียกชื่อเขาจากด้านหลัง "เย่เฟิง?"

เย่เฟิงหันกลับไปมอง และดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที

เนื่องจากบุคคลนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจ้าวฟูหลินที่เขาพบในงานเลี้ยงวันเกิดของครอบครัวเซินเมื่อวานนี้

ไม่เพียงเท่านั้น ด้านหลังของจ้าวฟูหลินยังมีกลุ่มคนที่มีฐานะสูงสวมชุดสูทและรองเท้าหนังอยู่มากมายอีกด้วย

"เป็นนายจริง ๆ ด้วย ตอนแรกฉันคิดว่าฉันคิดไปเองซะอีก" จ้าวฟูหลินเข้ามาทักทายเขาด้วยท่าทางกระตือรือร้นทันที

"บังเอิญจังเลยนะครับ" เย่เฟิงไม่มีทางเลือกนอกจากยืนขึ้นเพื่อทักทายกลับไป

ผู้คนบนโต๊ะมึนงงเล็กน้อย พวกเขาไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร

แต่ดูจากเสื้อผ้า พวกเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปแน่นอน

ในเวลานี้ จู่ ๆ หลิวจี้ก็อุทานขึ้นมา "หัวหน้า? "

จากนั้นเขาก็เดินไปหาชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังของจ้าวฟูหลินอย่างรวดเร็วและโค้งคำนับด้วยความเคารพ

ชายวัยกลางคนมองไปที่เย่เฟิงและจ้าวฟูหลิน ท่าทางของพวกเขาเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

และหลิวจี้ก็กำลังรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันกับเย่เฟิง...

เมื่อนึกถึงสิ่งเหล่านี้ เขาก็รีบพูดเอาหน้าทันที "โอ้ เสี่ยวหลิว วันนี้คุณมาทานอาหารที่นี่กับเพื่อน ๆ ของคุณใช่มั้ย ถ้างั้นคุณสามารถสั่งอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการเลย เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจ่ายให้เอง"

หลิวจี้รู้สึกสับสนกับความกระตือรือร้นของหัวหน้า

ปกติหัวหน้ามักจะดูเจ้ากี้เจ้าการและไม่เคยพูดจาดีๆกับเขาเลย

สถานการณ์ตอนนี้คืออะไร?

จ้าวฟูหลินชำเลืองมองหลิวจี้ จากนั้นก็หันกลับมามองที่เย่เฟิง "คนนั้นเพื่อนของเสี่ยวเย่เหรอ"

เย่เฟิงพยักหน้า "ใช่ครับ เขาเป็นเพื่อนสมัยเด็กของผมเอง"

จ้าวฟูหลินพยักหน้าและหันไปพูดกับหัวหน้าวัยกลางคน "หัวหน้าหลู ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าลูกน้องของคุณจะเป็นเพื่อนกับน้องชายของฉัน ช่างบังเอิญจริงๆ ไม่สิ นี่จะต้องเป็นโชคชะตาของเราแน่นอน"

หัวหน้าหลูพยักหน้าอย่างเร่งรีบ "เสี่ยวหลิวทำงานได้ดีมาก และผมก็กำลังวางแผนที่จะเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นผู้จัดการแผนกเร็วๆ นี้ครับ"

เมื่อได้ยินคำพูดของหัวหน้า หลิวจี้ก็เกือบจะกระโดดขึ้นด้วยความดีใจ

เพราะตามหลักแล้วต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบปีถึงจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการแผนกได้

แต่ตอนนี้เธอกับก้าวกระโดดขึ้นไปหลายระดับโดยตรง

ในขณะที่หลิวจี้กำลังสับสนงุนงง เขาก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังของเย่เฟิงเป็นอย่างไร?

ทำไมหัวหน้าของเขาถึงกลายเป็นคนประจบประแจงเมื่ออยู่ต่อหน้าชายคนนี้?

แค่ประโยคธรรมดาๆจากอีกฝ่ายสามารถทำให้หัวหน้าของเขาเชื่อฟังโดยง่ายเลยงั้นหรือ?

จ้าวฟูหลินไม่ได้สนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้และหันกลับมามองเย่เฟิง

"เสี่ยวเย่ ทำไมนายมาทานอาหารในสถานที่แบบนี้ล่ะ? ฉันมีห้องวีไอพีในร้านอาหารนี้อยู่ นายและเพื่อนไปทานอาหารกับฉันที่นั่นด้วยกันดีกว่า"

เขาไม่ได้ต้องการที่จะโอ้อวดเงินทอง แต่อยากจะเลี้ยงเย่เฟิงด้วยมื้ออาหารจริงๆ

เพื่อขอบคุณเย่เฟิงสำหรับความเมตตาในเรื่องของโสมป่าที่เขาได้รับมา

เมื่อทุกคนที่โต๊ะได้ยินเช่นนี้ ปากของพวกเขาก็อ้ากว้างด้วยความตกใจ

ห้องวีไอพีเป็นห้องด้านบนสุดของโรงแรมซิงเยว่

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่สามารถไปทานอาหารที่นั่นได้ไม่เพียงแต่ต้องร่ำรวยเท่านั้น

แต่ต้องเป็นคนที่มีอำนาจเป็นอันดับต้น ๆ ด้วยถึงจะมีสิทธิ์ในการเข้าใจ

เมื่อรวมทัศนคติที่เคารพของหัวหน้าหลิวจี้ที่มีต่อบุคคลนี้แล้ว

ทุกคนก็พอจะคาดเดาได้ว่าเบื้องหลังของเขานั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ในเวลาเดียวกัน คำถามใหญ่ก็เกิดขึ้นในใจของทุกคน

ทำไมชายหนุ่มยากจนอย่างเย่เฟิงถึงรู้จักกับชายที่มีอำนาจมากขนาดนี้ได้?

และดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่ธรรมดาเลย

เมื่อเย่เฟิงได้ยินคำเชิญของจ้าวฟูหลิน เขาก็ส่ายหัวทันที "ขอบคุณมากครับพี่จ้าวสำหรับความเมตตา แต่ตอนนี้พวกเราเกือบจะทานอาหารกันเสร็จแล้ว ดังนั้นผมคงไม่จำเป็นต้องรบกวนคุณ"

จ้าวฟูหลินพยักหน้าอย่างผิดหวัง "โอเค ถ้างั้นเอาไว้โอกาสหน้าก็ได้"

หลังจากเดินไปไม่กี่ก้าว จู่ ๆ เขาก็หันกลับมาและพูดต่อ "จริงสิ ฉันได้ยินมาว่านายได้เข้าซื้อหุ้น ของอสังหาริมทรัพย์หลิงหยุน 60% เมื่อไม่นานมานี้ ขอให้มีอนาคตที่สดใสนะ!"

หลังจากพูดจบ เขาก็พาผู้คนขึ้นไปยังชั้นบน

โต๊ะของเย่เฟิงตกอยู่ในความเงียบงัน

อสังหาริมทรัพย์หลิงหยุน?

ซื้อหุ้น 60% ?

เย่เฟิงเนี่ยนะ?



ตอนก่อน

จบบทที่ ฉันอยากจะคุยกับเพื่อนในฐานะคนธรรมดา

ตอนถัดไป