กลางทะเล
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน….
…..
"ไอ้พวกกะลาสี ดึงมันขึ้นมา! เราจะรวยกันแน่ๆถ้าเราดึงมันขึ้นมาได้!"
ท่ามกลางคลื่นที่โหมกระหน่ำชายผู้หนึ่งตะโกนสู้กับสายลมที่พัดโถมมาที่เรือของเขาอย่างตื่นเต้น
"ใครจะรู้เราอาจได้รู้แล้วก็ได้ว่ามีอะไรอยู่ในกล่องพวกนั้น"
กลุ่มคนเหล่านี้เป็นนักล่าขุมทรัพย์ในทะเล เมื่อเจ็ดปีก่อนเขาได้แผนที่สมบัติโบราณขึ้นมาโดยบังเอิญขณะตกปลา แผนที่นั่นทำให้มันหลงใหลเป็นอย่างมากและบอกเขาว่ามีความลับอันยิ่งใหญ่ซึ่งอาจเป็นซากเรืออับปางในยุคกลางในจุดที่ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่ ถ้ามันสามารถนำสมบัติจากตรงจุดนั้นมาได้มันจะใช้ชีวิตที่เหลือโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย
ในยามนั้น กัปตันเรือก้มหน้ามองทะเล เรือของมันถูกล้อมรอบด้วยปลานับไม่ถ้วนรวมถึงฉลามหลายร้อยตัว แต่มันก็ไม่หวั่นหวาดกลัวอันใด มันกำลังให้กะลาสียกอวนที่ยกกล่องสมบัติหลายกล่องขึ้นมาจากทะเล ที่พวกมันไปงมขึ้นมา
ตึง!
ทันใดนั้นกะลาสีเรือคนหนึ่งตะโกนว่า “ท่าไม่ดีแล้วครับกัปตัน! มีอะไรบางอย่างกำลังฉุดเราลง! อาจจะเป็นอสูรขนาดใหญ่กำลังกัดอวนเราก็เป็นไปได้!”
“อสูรขนาดใหญ่! มันจะเป็นไปได้ยังไง แถวนี้อย่างมากก็เป็นเพียงสัตว์ทะเลธรรมดา…” กัปตันตะโกนตอบ
โครม!!!
แรงมหาศาลหักกระดูกงูและเสากระโดงเรือทำให้กัปตันและลูกเรือต่างกระเด็นไปที่ราวกั้นอย่างแรง
“บัดซบ เร็วเข้า! ตัดเชือก!” ลูกเรือคนหนึ่งร้องตะโกน
กัปตันตะโกนด้วยดวงตาแดงก่ำ “บัดซบเอ้ย ช่างแม่ง! ดึงขึ้นมา! ยังไงพวกเราก็กำลังจะตายอยู่ดี! ข้าอยากจะเห็นมันก่อน!ดึงขึ้นมา!”
กัปตันรู้ว่าเขาคงถึงฆาตหลังจากได้ยินเสียงแตกของเรือ ดังนั้นเขาจึงกลายเป็นบ้าอย่างสมบูรณ์และมุ่งมั่นที่จะเห็นสมบัติให้จงได้
กะลาสีเรืออีกคนสาปแช่ง “บัดซบเอ้ย มารดาคุณสิ! ฉันมาที่นี่เพื่อหาเงินไม่ใช่เพื่อฆ่าตัวตายโว้ย! จะดึงมันขึ้นมาทำมะเขืออะไร”
เมื่อได้รับอันตรายที่ไม่คาดคิดทุกคนต่างก็ตื่นตะลึง
คลื่นซัดสาดบนพื้นผิวของมหาสมุทรอย่างแรง
แต่อย่างไรก็ตามกัปตันไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งใดเลยนอกจากเพียงเงาใต้น้ำ “มันคืออะไรน่ะ”
ครืน…
ทั้งกัปตัน ทั้งกะลาสี ที่กำลังเพ่งมองดูที่พวกตนกำลังยกขึ้นมาได้นั้น พลันฟากฟ้าเบื้องบนก็แปรเปลี่ยนไป จากฟ้ามืดครึ้มในยามค่ำคืน กลับกลายเป็นแดงฉาน ทุกคนเพียงหันมาดูเพียงแวบเดียว ทั้งเรือ ทั้งกัปตันและลูกเรือพวกนั้น ก็พากันลุกไหม้กลายเป็นจุล ไม่นานเท่าไหร่ ก็มีนกขนาดใหญ่ที่มีปีกเป็นเปลวไฟกำลังลุกไหม้อย่างร้อนระอุ ปีกมันกว้างหลายสิบกิโลเมตร นี่ขนาดมันยังไม่โตเต็มที่ ในตอนนี้มันจึงเหมือนครอบคลุมไปทั่วผืนฟ้า มันคือปลาคุนนกเผิงที่ทั้งตัวลุกเป็นไฟบินผ่านไป อสูรเล็กอสูรน้อย ก็พากันมุดหายลงไปในก้นทะเล หลบเภทภัย ยังดีที่ท้องที่แห่งนี้เป็นทะเล หากเป็นป่าเขาลำเนาไพร คงถูกเผาไหม้เหลือเพียงเถ้าธุลี
…..
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่
เรือขนาดใหญ่ก็บินผ่านมา ใช่แล้วมันหาใช่เรือที่แล่นในทะเล หากแต่เป็นเรือที่เป็นบินบนอากาศ เพียงแต่มันสามารถบินสูงจากทะเลได้เพียงสองเมตรเท่านั้น แต่แค่นี้ก็เพียงพอจะหนีจากคลื่นยักษ์ได้ เรือบินนี้จึงบินนิ่งมาก แต่การบินของมันนี้ มันไม่สามารถหยุดพักระหว่างทางได้ ในการหยุดพัก มันจะต้องจอดบนผิวน้ำหรือบนน้ำเท่านั้น ไม่สามารถบินได้ตลอดเวลา
ครืน…
ในตอนนั้นเอง เรือบินลำนี้ก็จอดบนน้ำ ทอดสมอลอยลำบนทะเล ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุเท่าไหร่นัก ยามค่ำคืน คนบนเรือกลับพากันเริ่มครึกครื้น คืนนี้ฟ้าลมสงบเงียบ ทั้งยังมีดวงจันทร์กลมโตนวลสว่าง ชายหญิงอายุเยาว์หลายคนบนเรือ ต่างก็พากันจัดปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน บ้างร้องบ้างเต้น โดยที่ไม่รู้ว่า ภัยร้ายอะไรกำลังคืบคลานเข้ามา…