ผู้ฝึกตนจากต่างโลก
สิบปีผ่านไป หลังจากสัตว์อสูรข้ามผ่านประตูมิติเข้ามาในโลก ประตูมิติพวกนั้นก็ปิดตัวเองลง อย่างไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ แต่หลังจากนั้นอีกห้าปี ประตูมิติก็เปิดขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ ไม่มีสัตว์อสูรที่ผ่านเข้ามา แต่เป็นมนุษย์ที่มาจากต่างโลก พวกเขาแต่งกายคล้ายมนุษย์ในยุคโบราณของจีน สวมใส่ชุดเสื้อผ้าโบราณสไตล์จีนย้อนยุค เหมือนคนในซีรีย์จีนแฟนตาซีที่มีเทพเซียน เป็นชุดคลุมยาว สวมรองเท้า มีเสื้อผ้า มีกางเกง บางคนก็มวยมัดผม ปักปิ่น มีทั้งชายและหญิง มีทั้งชรา เยาว์วัย บางคนแต่งกายคล้ายกัน คล้ายเป็นเครื่องแบบขององค์กรอะไรซักอย่าง พวกเขาพกพาอาวุธเย็น เป็นมีดสั้น ดาบ กระบี่ ขวาน หอก โล่ ธนู และอื่นๆ คล้ายเป็นอุปกรณ์รบในยุคโบราณ เมื่อประตูมิติปิดลง พวกเขาก็พากันออกล่าสัตว์อสูรด้วยอาวุธพวกนี้
แต่สิ่งที่ทำให้คนในโลกนี้ต้องปากอ้าตาค้างก็เพราะว่า อาวุธเหล่านี้สามารถสังหารสัตว์อสูรเลเวลสองได้ เพียงฟันในครั้งเดียว หากรวมกลุ่มกันสังหาร พวกมันก็สามารถสังหารสัตว์อสูรเลเวลสามที่กลายพันธุ์ได้ด้วย และยิ่งเป็นอาวุธที่เรืองแสงจางๆ ยิ่งทรงพลัง สามารถฟันสัตว์อสูรเลเวลสามตกตายได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว และดูเหมือนว่าเมื่อฆ่าฟันสัตว์อสูรตกตายลงไป พวกเขาบางคนและอาวุธบางชิ้น ก็สามารถดูดซับพลังชีวิตจากสัตว์อสูรพวกมันเข้าไปที่ตัวเองได้ด้วย ทำให้พวกเขาทรงพลังมากกว่าเดิม และอาวุธก็ทรงพลังมากกว่าเดิมด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญที่สุดคือ คนเหล่านี้ ต่างก็พากันบินได้ พวกเขาพากันเหาะเหินเดินอากาศ ขี่อาวุธวิเศษ เหมือนดั่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา พวกเขาไม่กระทั่งเหลือบแลมนุษย์โลกที่เป็นเจ้าถิ่น คนพื้นเมือง ที่เดินดิน คนบนโลกเอง ก็มองพวกเขาเหมือนดั่งเป็นเทพเซียน และผู้ฝึกตนพวกนี้ก็มองมนุษย์โลกพวกนี้เหมือนดั่งมดปลวกแมลง…
ถึงแม้มนุษย์โลกจะสามารถสร้างเครื่องจักรที่บินได้ และนำเข้าต่อสู้กับพวกเขา แต่เมื่อพวกมันหยิบอาวุธทรงพลังที่บินได้ออกมาบ้าง เครื่องบินรบพวกเขาก็ถูกสูบพลังงานจนหมดสิ้น แถมยังสามารถควบคุมจิตใจนักบินได้ เครื่องบินรบพวกนั้น จึงคล้ายแมลงเม่าที่พากันบินเข้ากองไฟ เครื่องบินรบที่มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเพราะสัตว์อสูรบินได้ก่อนหน้านี้ จึงยิ่งน้อยลงไปอีก จนแทบสูญสิ้นไป บนฟากฟ้าจึงถูกยึดครองโดยผู้ฝึกตนเหล่านี้
ในภายหลัง มนุษย์โลกถึงได้รู้ว่า คนพวกนี้ ที่เข้ามาจากต่างโลก พวกเขาเข้ามาเพื่อฝึกฝนในพื้นที่โลกแห่งนี้เท่านั้น อีกไม่นาน พวกเขาก็จะกลับไป พวกเขาเรียกโลกที่พวกมันจากมาว่า 'โลกเบื้องบน' และสัตว์อสูรพวกนั้นที่เข้ามานั้น ก็คือพวกผู้อาวุโสของสำนักต่างๆนั้น รวมกลุ่มกัน กวาดต้อนเข้าประตูมิติ ปล่อยเข้ามาในโลกแห่งนี้ เพื่อขยายพันธุ์คล้ายฟาร์มปศุสัตว์ เอาไว้ให้บรรดาลูกศิษย์ในสำนัก ในโลกของพวกเขา เข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แสวงหาโชคลาภวาสนา ในโลกแห่งนี้ เพราะไม่เพียงสัตว์ป่าเท่านั้น แม้แต่พืชพรรณบนโลก ก็เกิดการกลายพันธุ์ จากการดูดซับเลือดและมูลสัตว์อสูร ทำให้เกิดเป็นพืชที่มีพลังวิญญาณ ที่เรียกว่าสมุนไพรวิญญาณ ดังนั้นแล้วโลกแห่งนี้ จึงค่อยๆปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ของการฝึกตนโดยใช้พลังวิญญาณ
ในตอนนี้เอง มนุษย์โลกถึงได้รู้ว่า ใต้พื้นโลกบางแห่ง มีชีพจรวิญญาณปฐพีใหลเวียนอยู่ ไม่รู้ว่าพวกมันเกิดขึ้นมายังไง และเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พื้นที่สำคัญเหล่านั้นต่างก็ถูกผู้ฝึกตนจากต่างโลกขับไล่คนพื้นที่ออกไป แล้วทำการยึดครอง ภูเขาและแม่น้ำแห่งนั้น ก่อตั้งเป็นสำนักและนิกายต่างๆ
ในตอนที่พวกมันต่อสู้กับสัตว์อสูร สัตว์อสูรเลเวลหนึ่งนั้นไม่สามารถทำอะไรมันได้เลย กระทั่งเลเวลสองก็ทำอันตรายพวกเขาได้เล็กน้อย เพียงเสื้อผ้าฉีกขาด เนื้อหนังเป็นรอยเล็กน้อยคล้ายสัตว์ข่วน ดังนั้นแล้วอาวุธปืนพก ปืนกล ก็ทำอันตรายคนเหล่านี้ไม่ได้ด้วยเช่นกัน คงมีแต่สัตว์อสูรเลเวลสามขึ้นไปเท่านั้น ที่สามารถตบพวกมันตกตายได้
คนที่เข้ามานั้นมีหลายร้อยคน ในครั้งแรก แต่พวกเขาคล้ายมีก๊ก มีแก๊งของตัวเอง แต่งกายคล้ายกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มเล็กๆนั้นมีห้าคน กลุ่มใหญ่มีสิบคน คล้ายเป็นสำนักหรือนิกาย อะไรซักอย่าง
มีหลายกลุ่มที่พอเข้ามายังโลก พากันสร้างกลุ่มอำนาจ สร้างรากฐาน และก่อตั้งสำนักและนิกายสาขาของตัวเองขึ้นมาบนโลกแห่งนี้ เพราะพวกมันจะต้องอยู่บนโลกนี้ไปอีกนาน… เพราะประตูมิติที่พวกเขาเข้ามา จะเปิดอีกครั้ง ก็อีกหลายร้อยปีหลังจากนี้ พวกเขาเป็นกลุ่มคน หรือกลุ่มทหารแนวหน้าเข้ามาสร้างรากฐาน รอต้อนรับคนรุ่นถัดไปของสำนักพวกเขาที่จะเข้ามา เมื่อพวกเขาบางส่วนเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากพอสมควรแล้ว พวกเขาบางคนก็จะได้กลับไปโลกเดิมพวกเขา ในตอนนั้น
เพราะฉนั้นบางสำนักจึงเปิดรับศิษย์จากคนบนโลกนี้ ที่เรียกว่าคนพื้นเมือง แต่แท้ที่จริง คล้ายให้คนพื้นเมืองนี้ไปเป็นทาสพวกเขา ทำงานให้มากกว่า มีกลุ่มประเทศอำนาจภายในโลก ที่ไม่ต้องการเป็นทาส หาญกล้าเข้าต่อกรกับพวกเขา แต่คล้ายไข่กระทบหิน ประเทศยักษ์ใหญ่ที่เคยทรงอำนาจเหล่านั้น ต่างก็พากันถูกกวาดล้างภายในค่ำคืนเดียว เพราะไม่มีเหล่าฮีโร่ เข้ามาช่วยต่อกรกับพวกตัวตนทรงพลังที่มาจากต่างดาวพวกนี้เหมือนอย่างในหนัง
…..
ใต้ท้องทะเลลึก ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน
เฉินฮ่าวร่างแยก ที่ตอนนี้ก็คือเฉินฮ่าว ค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ตัวมันกลายเป็นปะการังสีขาวขุ่นคล้ายปูนขาวที่แข็งตัวกลายเป็นหิน มีเพียงศีรษะที่โผล่พ้นก้อนหินปะการังขึ้นมาจากพื้นทะเลขึ้นมาเล็กน้อย เส้นผมของเขาคล้ายสาหร่ายทะเล โบกสะบัดไปมา คล้ายพรายน้ำ ตรงหน้าผาก หรือหว่างคิ้วของเขา คล้ายมีเส้นสายใยวิญญาณเล็กๆคล้ายใยไหมสีทอง ที่เรียกว่ารากวิญญาณ มันโปร่งแสงโปร่งใสเรืองแสงสีทอง กำลังลอยล่องยื่นออกไปหลายสิบเมตร โอบอุ้มเอาแก่นพลังดวงจิตสัตว์อสูรปลาหมึกยักษ์เอาไว้ แล้วดูดซับมันเป็นพลังงาน ความทรงจำเลือนลางของเขา ที่เหมือนมีหมอกปกคลุมเอาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถรับรู้ว่าตัวเองเป็นใคร หรือเป็นอะไร คล้ายเหมือนดั่งเกิดใหม่ หลังดูดซับแก่นพลัง ร่างกายเขาที่เคยผอมแห้งจนมองเห็นกระดูก ที่จมอยู่ในโคนตมใต้ทะเล ผิวหนังที่เคยเหี่ยวแห้งซีดจางก็ค่อยๆเต่งตึง มีเนื้อมีหนัง บนใบหน้าที่ตกสะเก็ดคล้ายเปลือกหอย ก็ค่อยๆเนียนนุ่มเต่งตึงเหมือนดั่งซิลิโคน
เฉินฮ่าว ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงสามารถดำรงชีพอยู่ได้ภายใต้น้ำทะเล แต่เขารู้ว่าร่างกายของเขาปิดระบบการหายใจใต้น้ำ และปิดทวารทั้งเจ็ดของร่างเอาไว้ทั้งหมด แล้วอยู่ในสภาวะจำศีล เขาไม่รู้ว่าใต้หูของเขา มีเหงือก และผิวหนังเป็นเกล็ดเหมือนปลาหรือเปล่า แต่ถึงแม้เขาจะจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่เขาจำได้ว่าเขาเป็นเผ่ามนุษย์ ไม่ใช่ปลา…. เขาต้องออกจากก้อนหินนี้ก่อน เขาถึงจะรู้ว่า เขาคือตัวอะไร
คล้ายประสาทสัมผัสที่หกของมันส่งสัญญาณเตือนภัยอะไรบางอย่าง เขารีบดูดแก่นพลังดวงจิตปลาหมึกนั้นเข้าไปในหว่างคิ้วของเขาไปก่อน ให้มันหายวับไป แล้วเขาค่อยดูดซับพลังจากแก่นพลังนี้อย่างช้าๆในภายหลัง เมื่อถูกตัวตนทรงอำนาจกวาดจิตสัมผัสผ่านไป เฉินฮ่าวก็หยุดนิ่งประหนึ่งเป็นเพียงปะการัง เมื่อจิตสัมผัสพวกนั้นพาดผ่านและจากไป เฉินฮ่าวจึงค่อยๆทำลายปะการังและออกจากพื้นที่นั้น
เฉินฮ่าวกระพริบตาหลายครั้ง เขาก็สามารถมองเห็นในที่มืดใต้ทะเลเหมือนดั่งปกติธรรมดา แต่เมื่อเขาหลุดออกจากปะการัง ดูเหมือนตัวมันจะเบาขึ้นและกำลังลอยตัวขึ้นบนผิวน้ำ เมื่อสำรวจสภาพร่างกายตัวเอง เขาก็เป็นเหมือนดั่งมนุษย์ธรรมดา ไม่มีเหงือก ไม่มีเกล็ด มีอวัยวะครบถ้วนสามสิบสอง มันค่อยๆเกาะปะการังเอาไว้ และค่อยๆลอยตัวดำน้ำเลียบพื้นทะเล สำรวจพื้นที่รอบตัว
เขาพบเจอหนวดปลาหมึกที่ดิ้นกระแด่วๆอยู่ไม่ไกล คล้ายหางจิ้งจก เขาค่อยๆดำน้ำเข้าไปแล้วจับดู พลันรากวิญญาณที่หว่างคิ้วของเขาก็ดูดมันเข้าไปในหว่างคิ้ว หลังจากนั้นไม่นาน คล้ายเหมือนเขาคิดได้อันใด มือของเขาก็ยืดยาวออกไป คล้ายรากไม้ คล้ายกลายเป็นหนวดปลาหมึก คล้ายเป็นการหลอมรวมหนวดปลาหมึกกลายเป็นแขนของเขา นี่มันค่อนข้างแปลกประหลาดเล็กน้อย เขาจึงปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นมือและแขนแบบมนุษย์เหมือนเดิม
เฉินฮ่าว หันไปมองพื้นทะเล และมองขึ้นไป เขาเข้าใจว่า ด้านบนนั้นน่าจะเป็นทะเล และมีท้องฟ้า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่า เขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ คงต้องหาวิธีออกจากพื้นที่แห่งนี้ก่อนสำคัญกว่า แต่ในตอนที่เขากำลังจะลอยตัวขึ้นพื้นน้ำนั่นเอง เขาก็สัมผัสอะไรได้บางอย่าง คล้ายจะมีการต่อสู้พัวพันของตัวตนทรงพลัง กำลังต่อสู้กันอยู่บนฟากฟ้า เบื้องบน เขาจึงตัดสินใจ ซุ่มรอดูอยู่ใต้พื้นน้ำนี้ไปก่อน
ไม่นานหลังจากนั้น เขาพบเจอศพมนุษย์ จมลงมาในน้ำมากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นศพไร้ศีรษะ ศีรษะของพวกเขานั้นแยกออก หล่นลงมาด้วย ส่วนที่คอยังต่อติดตัว ถึงแม้ร่างพวกเขาจะถูกเจาะทะลุ แขนขาขาด พวกเขาก็ฟื้นคืนชีพ งอกแขนขาขึ้นมาใหม่ได้ แล้วลอยขึ้นไปได้เหมือนเดิม ดูเหมือนว่าการฆ่าพวกเขา คงต้องตัดศีรษะพวกเขาออกจากตัว หรือทำลายศีรษะพวกเขา พวกเขาถึงจะตายจริงๆ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น บรรดาพวกที่ศีรษะถูกตัดขาด ไม่นานหลังจากนั้น ตรงท้องน้อยของเขาก็สว่างวาบ กลายเป็นก้อนกลมสีทอง ขนาดลูกแก้ว ลอยล่องออกมาจากร่างพวกเขา แล้วแปลงกายเป็นทารกสีทอง ลอยขึ้นไปพื้นทะเล บ้างก็มุดหายไปในน้ำทะเล หายวับไป
มีทารกสีทองตัวหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากเขา คล้ายมันหันมาเจอเฉินฮ่าวพอดี แสยะยิ้มแล้วลอยมาหาเขา เฉินฮ่าวตกใจ สัมผัสถึงอันตรายถึงชีวิต เขารีบหันหลังกลับดำน้ำหนีทันที พลันทารกสีทองตัวนั้น มันก็ลอยติดตามเข้ามาใกล้เขา วกไปหยุดอยู่ด้านหน้ามัน แล้วหายวับเข้าไปในหว่างคิ้วของเขาทันที นี่คือทารกจินตัน ของผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตัน เป็นจิตวิญญาณสำรองของพวกเขา หากพวกเขาตกตายลงไป พวกเขายังสามารถใช้จิตวิญญาณสำรองนี้ ครอบครองร่างมนุษย์ร่างอื่น ใช้เป็นร่างใหม่ของพวกเขาได้ เรียกว่าการยึดร่าง
ในตอนนี้เอง ทารกจินตันตนนั้นก็พยายามที่จะกลืนกินจิตวิญญาณและครอบครองร่างของเฉินฮ่าว ในห้วงทะเลจิตวิญญาณ ทารกจินตันตัวจ้อยคล้ายหิ่งห้อย มองดูด้านหน้าอย่างสั่นเทา มันมองดูก้อนกลมสีทองขนาดใหญ่ยักษ์คล้ายดวงอาทิตย์ ที่ลุกไหม้คล้ายเปลวเพลิงไฟสีทอง อยู่ตรงกลางห้วงทะเลจิตวิญญาณแห่งนี้ และมันยังคล้ายมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างที่ทารกจินตันตัวนั้นไม่สามารถต้านทานได้ คล้ายมันถูกดึงดูดเข้าไปที่ก้อนกลมสีทองนั้น พลันมันก็จมหายเข้าไป คล้ายก้อนหินที่จมลงทะเลสาบ ไร้ร่องรอยละลอกคลื่นใดๆ…
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน เฉินฮ่าวคล้ายสลบไปวูบหนึ่ง ตั้งแต่ถูกทารกจินตันสีทองโจมตี มันคล้ายหลับใหลไปชั่วครู่ พอรู้ตัวอีกที ก็รู้สึกตัวว่าเขากำลังลอยอยู่บนผิวน้ำแล้ว เขาสำรวจตัวเองก็พบว่า ก้อนกลมสีทองนั้น กลับมาอยู่ตรงกึ่งกลางร่างกายของเขาแทน ตรงจุดใต้สะดือตรงท้องน้อย จุดนี้น่าจะเรียกว่าจุดตันเถียน คล้ายว่าตัวเขาจะแข็งแรงมากกว่าเดิม แต่ตัวเขาในยามนี้ ยังไม่สามารถใช้พลังวิญญาณใดๆได้เลย
ตรงผิวน้ำมีสาวกนิกายผู้ฝึกตน หลายร้อยคนตกตาย บนฟากฟ้าก็ยังมีการสู้รบพัวพันกันไม่หยุดหย่อน ไม่รู้พวกเขาทะเลาะกันด้วยเรื่องอันใด มีทารกจินตันหลายสิบตนที่ตกตายลงไป พยายามลอยเข้ามาหาเฉินฮ่าว โดยไม่รู้ตัว พวกเขาคล้ายแมงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกมันก็ถูกรากวิญญาณตรงหว่างคิ้วของเฉินฮ่าวดูดซับเข้าไปแล้วแปลงเป็นตันเถียนและกลายเป็นจินตันของเขา
เมื่อโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ มีหลายศพที่ลอยอยู่ ตัวมันในยามนี้อยู่ในสภาพโป๊เปลือย มันจึงรู้สึกอายอยู่บ้าง จึงถอดเอาเสื้อผ้าและกางเกงจากศพบางคนที่ยังสภาพดีมาสวมใส่ และเหมือนคิดได้อันใด มันก็เลยรูดทรัพย์สินของพวกเขาด้วยซะเลย ถึงไม่รู้ว่า มันคืออะไรก็ตาม บางทีมันอาจจะมีประโยชน์กับเขาหลังจากนี้
เฉินฮ่าว ก็ใช้เสื้อตัวหนึ่งจากศพคนหนึ่ง ห่อเอาทรัพย์สินพวกมันที่รูดทรัพย์มาได้ มัดเอาไว้ด้านหลังตัวเอง แล้วพยายามว่ายน้ำหาหลักยึดเหนี่ยว มีซากเรือสำราญลำหนึ่ง ที่ลอยลำอยู่ไม่ไกล มันถูกลูกหลงจากการต่อสู้ของผู้ฝึกตนบางลูก จึงทำให้เรือชำรุดเสียหายใกล้จม แต่บนเรือลำใหญ่ ยังมีลำเล็ก ที่เป็นเรือกู้ภัยด้านข้าง เฉินฮ่าว พบเจอเรือยางเป่าลมลำหนึ่ง โยนลงไปในทะเล มันก็พองตัวกลายเป็นเรือ มันเข้าไปในห้องต่างๆในเรือสำราญลำใหญ่ แล้วค้นหากระเป๋า นำเสื้อผ้า ตลอดจนทรัพย์สินต่างๆที่พบเจอรายทาง ใส่กระเป๋า ก่อนจะกระโดดลงไปในน้ำ แล้วว่ายขึ้นเรือยาง เมื่อขึ้นเรือได้แล้ว ตัวมันหายใจหอบเหนื่อย ในตอนนี้เอง เขาถึงได้รู้ว่า ร่างกายของเขาได้หายใจเป็นปกติแล้ว
เมื่อเขามองขึ้นไปบนท้องฟ้า พบว่ามีหลายคนที่กำลังมองลงมาที่เขาอย่างสงสัยใจเหมือนกัน มีทั้งแก่ชรา เยาว์วัย มีบางคนเป็นหญิงสาว มีบางคนก็งดงามเหมือนดั่งนางฟ้านางสวรรค์ โดดเด่นกว่าใคร แต่เฉินฮ่าวไม่สนใจพวกเขา นำไม้พาย พายเรือ ให้ลอยหนีห่างออกจากพื้นที่อันตรายบัดซบนี้ทันที…