ในอุโมงค์มิติ

เมื่อขึ้นมาบนยาน เฉินฮ่าวก็หาที่ทางของตัวเอง และทำตัวเนียน หามุมนั่งเข้าฌานสมาธิ เหมือนกับคนอื่นๆ

เมื่อเขานั่งลง คนด้านข้างของเขาก็หันมาพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย เรียกขานมันศิษย์พี่ ศิษย์น้อง คำหนึ่ง เฉินฮ่าวก็กุมหมัดทักทายเรียกขานพวกเขา ศิษย์พี่ ศิษย์น้อง ตอบกลับไป แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเสวนากันมากกว่านี้

ในระหว่างผู้ฝึกตนด้วยกันนั้น ยิ่งฝึกตนขอบขั้นสูงเพียงใด หรือยิ่งมีอายุมากเพียงใด ยิ่งโดดเดี่ยว และยิ่งเหมือนคนบ้าใบ้ พบเห็นมนุษย์ธรรมดาเกิดแก่เจ็บตายมามากเกินไป จนชินชาไม่ใคร่สนใจผู้คน และยิ่งเป็นผู้ฝึกตนด้วยกันแล้ว วันนี้เห็นๆกันอยู่ วันพรุ่งนี้อาจจะตกตายก็เป็นไปได้ หรือไม่ก็ วันนี้เห็นๆกันอยู่ว่าระดับฝึกตนเท่ากัน อีกสิบปี ร้อยปีข้างหน้า กลับกลายเป็นตัวตนทรงพลังจนตัวเองต้องหมอบกราบ ก็เป็นไปได้

เพราะฉนั้น ในโลกของผู้ฝึกตนนั้น วัดกันที่พลัง ไม่ได้วัดกันที่อายุหรือประสบการณ์ ว่าใครเกิดก่อนเกิดหลัง ไม่ได้วัดกันที่ มาก่อนมาหลัง ไม่ได้วัดกันที่หน้าเด็กหรือหน้าแก่

ดังนั้น หากพลังมากกว่าก็เป็นศิษย์พี่หรือผู้อาวุโสไป หากพลังน้อยกว่าก็เป็นศิษย์น้องหรือผู้เยาว์ไป หากไม่ยอมรับก็วัดกำปั้นวัดพลังกันไปว่าใครจะเหนือกว่า…

...

การนั่งทำสมาธินี้ นั่งหันหลังให้กัน อยู่สองฟากข้างของเรือ เพื่อช่วยระวังภัยจากด้านข้างจากอุโมงค์มิติ เว้นที่ตรงกลางไว้เดินเล็กน้อย

เนื่องจากการที่ต้องรอมันเหาะขึ้นมาบนยานนาวาปราณ ยานของนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์นั้น จึงเข้าไปในอุโมงค์มิติเป็นนิกายสุดท้าย สองนิกายนั้นเข้าไปก่อนแล้ว เมื่อเข้าไปในประตูมิตินั้น ไม่ใช่ว่าเข้าไปปุ๊บแล้วไปโผล่อีกด้านหนึ่งของประตูมิติปั๊บเลย แต่มันกลับคล้ายๆการนั่งรถไฟใต้ดินมากกว่า ที่บอกว่ามันดูเหมือนรถไฟใต้ดิน นั่นก็เพราะว่า มันต้องลอดอุโมงค์มิติ จากจุดหนึ่งเพื่อไปโผล่ยังจุดหมายปลายทางอีกจุดหนึ่งเหมือนกัน

การเคลื่อนที่ของมันนั้น เป็นแบบแถวตอนเรียงหนึ่ง มันบินต่อแถวกันเป็นสาย คล้ายกิ้งกือ ที่เดินต่อกันลอดอุโมงค์ไป มองไปคล้ายงูกำลังเลื้อยไปตามอุโมงค์มิติแห่งนั้น เพราะมันต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา อยู่หลายครั้ง ไม่ได้เป็นอุโมงค์ตรงๆ

ยานนาวาปราณที่มาด้วยกันนั้น แบ่งเป็น นิกายละสามลำ รวมแล้วมียานเก้าลำด้วยกัน บนยานแต่ละลำมีผู้ฝึกตนอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน มีผู้อาวุโสขอบขั้นหยวนอิงในยานแต่ละลำหนึ่งคน ในการมาครั้งมีมีผู้อาวุโสสามคน ประจำการบนยาน และเป็นผู้ควบคุมยาน และยังมีจินตันอยู่บนยานอีกลำละสิบคน

ในนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้มีผู้อาวุโสอยู่แค่หกคน และมีผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตันอยู่หกสิบคน นอกนั้นคือระดับหลอมรวมห้าร้อยกว่าคน ตั้งแต่เข้ามาโลกนี้ ก็มีจินตันตกตายลงไปไม่น้อย เพราะเมื่อออกนอกม่านพลังป้องกันของนิกาย ทุกคนก็สามารถเข่นฆ่าและปล้นชิงกันได้อิสระหากไม่ใช่นิกายตัวเอง ด้วยเหตุนี้ ที่มาในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นกองกำลังครึ่งหนึ่งของนิกายสาขาบนโลกเลยก็ว่าได้

ยานนาวาปราณนี้ มีลักษณะเหมือนเรือ คือไม่มีหลังคา ขนาดไม่ใหญ่แต่ยาว จุผู้โดยสารได้เป็นร้อยคน มองไปมันคล้ายกระสวยทอผ้า หรือคล้ายเรือยาวมากกว่า เมื่อมันไม่มีหลังคา มันจึงสามารถมองเห็นอะไรได้รอบทิศทาง ทั้งด้านหน้า ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านบน ยกเว้นด้านล่าง แต่ถึงจะมองอะไรได้รอบทิศ แต่มันก็เหมือนไม่มีอะไรให้ชมดู เพราะมีแต่ความมืดมิด และกลุ่มแสงไหลไปเรื่อยๆเท่านั้น

ด้านบนนั้นถูกปกคลุมด้วยม่านอาคมเรืองรองสีทองจางๆ เป็นม่านพลังป้องกันของยานนาวาปราณทุกลำ ในอุโมงค์มิตินั้น มืดสนิท บนยานนาวาปราณนั้นก็มืดสนิท แต่ความมืดนี้ไม่ได้ส่งผลเสียใดๆกับผู้ฝึกตนขอบขั้นจินตัน ยังคงสามารถมองเห็นได้เป็นปกติธรรมดา กระทั่งไม่มีอากาศหรือกินอาหาร หรืออุณหภูมิติดลบหนึ่งร้อยองศา พวกเขาก็สามารถดำรงชีพอยู่ได้ นับประสาอะไรกับเรื่องแค่นี้ ส่วนผู้ฝึกตนระดับหลอมรวมเองก็จะลำบากเล็กน้อย แต่ไม่นานสายตาพวกเขาก็สามารถปรับสภาพได้

เมื่อยานเข้ามาในอุโมงค์มิติ ถึงแม้ทุกคนจะดูเหมือนกำลังเข้าฌานอยู่ แต่ทุกคนก็ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา คล้ายอยู่ในสถานะพร้อมรบได้ทุกเมื่อ

เฉินฮ่าว มองซ้ายมองขวา มองดูผู้คน ว่ามันจะพบเจอคนรู้จักหรือไม่ แต่ก็ไม่พบใครเลย ศิษย์ของนิกายนี้ มีทั้งหญิงและชาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นชาย ส่วนศิษย์สตรีนั้น จะเข้านิกายเหมันตร์อมตะ อีกนิกาย ที่รับเฉพาะศิษย์สตรีมากกว่า ในตอนนี้ก็เป็นหนึ่งในนิกายที่เข้ามาในครั้งนี้ด้วย ส่วนอีกหนึ่งนิกายนั้นคือนิกายอสูรศักดิ์สิทธิ์ เป็นนิกายที่มีทั้งชายและหญิง พวกเขามีทั้งอสูรและครึ่งอสูร บางคนก็เป็นมนุษย์แต่ฝึกวิชาอสูร ส่วนนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ ก็มีทั้งมนุษย์ อสูรและปิศาจปะปนอยู่ด้วยเหมือนกัน ดูเหมือนไม่มีข้อจำกัดอะไร

ไม่่ว่าจะเป็นนิกายอสูรศักดิ์สิทธิ์ หรือนิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์ ก็จะมีเวทวิชาที่มีลักษณ์คล้ายกันบางส่วน เช่นวิชาหลอมศพอสูร วิชาร่างศพอสูร วิชาร่างทรงอสูร วิชาหลอมหุ่นเชิดศพ วิชาหลอมวิญญาณ วิชากลั่นวิญญาณ ซึ่งเวทวิชาพวกนี้ ก็มีอยู่ในคลังวิชาที่เฉินฮ่าวดูดซับจากมันสมองผู้ฝึกตนพวกนั้นเอาไว้หมดแล้ว แต่ล้วนเป็นเวทวิชาระดับมนุษย์และระดับดินเท่านั้น คือยังเป็นเวทวิชาที่ยังไม่สมบูรณ์ สามารถฝึกและใช้ได้เฉพาะขอบขั้นจินตันเท่านั้น

หมายความว่า หากหลอมศพเป็นหุ่นเชิด หรือหลอมวิญญาณอสูร มาช่วยสู้รบ ก็สามารถหลอมได้เฉพาะศพ หรือวิญญาณระดับจินตัน หรือต่ำกว่านั้นเท่านั้น นั่นเพราะการควบคุมหุ่นเชิดนั้นจะต้องมีพลังปราณวิญญาณสูงกว่าระดับของหุ่นเชิดหรือวิญญาณที่ตัวเองหลอม มิเช่นนั้นจะถูกหุ่นเชิดหรือวิญญาณอสูรพวกนั้นแว้งกัดเอาได้

แต่เวทวิชาระดับสวรรค์นั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีให้ฝึก เพียงแต่มันอยู่ในนิกายหลัก หรือนิกายใหญ่เท่านั้น ในนิกายสาขานี้ สามารถฝึกได้แต่ระดับมนุษย์และระดับดิน แต่เมื่อฝ่าด่านเข้าสู่ขอบขั้นหยวนอิง และกลับไปโลกเทียนหยวน ก็สามารถเข้าตำหนักศักดิ์สิทธิ์ เพื่อไปขอเวทวิชาระดับสวรรค์ หรือเวทวิชาที่สูงกว่าได้อยู่แล้ว แต่เส้นทางนี้ก็ยังอยู่ห่างไกลนัก

ในตอนนี้ มีเพียงเวทวิชากายอมตะนิรันดร์ กับโลหิตอมตะเท่านั้นที่เป็นเวทวิชาระดับสวรรค์ ที่สามารถพัฒนาต่อได้ และทั้งสองเวทวิชานี้ มันก็ได้มาด้วยความบังเอิญ โลหิตอมตะนั้นเป็นวิชาของมารโลหิตที่สาบสูญ ไม่รู้ว่าเจ้าของกระโหลกศีรษะผู้นั้นได้มันมายังไง

ส่วนเวทวิชากายอมตะนิรันดร์นั้นเป็นเวทวิชาลับ ประจำนิกายเหมันตร์อมตะ แต่ก็มีศิษย์สายในภายในนิกายหลายคนได้เรียนรู้มัน แต่คนฝึกเวทวิชานี้สำเร็จนั้นมีน้อยมาก เพราะปกติแล้วในการเลื่อนระดับการฝึกตนนั้น พลังป้องกันทางกายภาพของผู้ฝึกตนนั้น ก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย อย่างคนที่อยู่ขอบขั้นจินตัน ก็จะมีร่างกายขอบขั้นจินตันตามไปด้วย คนที่มีระดับต่ำกว่าจินตันก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่ร่างพวกเขาได้ จะต้องเท่ากับหรือสูงกว่าจินตันเท่านั้นถึงจะสร้างความเสียหายแก่ร่างกายพวกเขาได้

ด้วยเหตุนี้ เวทวิชาฝึกฝนกายา อย่างเวทวิชากายอมตะนิรันดร์แบบนี้ จึงมีแต่พวกที่ต่อสู้ระยะประชิดเท่านั้นที่ฝึกกัน เพราะหากฝึกจนถึงขั้นสมบูรณ์ มันจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางกายภาพขึ้นมาได้อีกเท่าตัว ส่วนเหตุใดที่ผู้ก่อตั้งนิกายเหมันตร์อมตะคิดค้นเวทวิชานี้ขึ้นมานั้น อาจเป็นเพราะว่าอยากจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ศิษย์สตรีภายในสำนักก็เป็นไปได้…

…..

ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสลู่หานก็เปิดเปลือกตาออกจากการเข้าฌานสมาธิ ทุกคนก็คล้ายจะจับสัมผัสอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน พากันลุกขึ้นเตรียมพร้อม โดยไม่ต้องรอสั่งการอันใด

จินตันที่อยู่บนยานในแต่ละลำก็เตรียมการณ์ หยิบอาวุธประจำกายของตัวเองออกมา อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมรบ

นี่ไม่ใช่ว่ามันกำลังจะเข้าใกล้จุดหมายปลายทางในการเดินทางครั้งนี้ เพียงแต่ว่าภายในอุโมงค์มิตินี้ ก็มีสัตว์ร้ายกลืนมิติอาศัยอยู่ด้วย ในการเดินทางข้ามมิติในแต่ละครั้งแบบนี้ หากมีระยะทางไกล ก็มักจะเสี่ยงถูกโจมตีจากสัตว์ร้ายกลืนมิติพวกนี้ หากตัวเล็กหน่อย ม่านพลังป้องกันของยานนาวาปราณก็สามารถป้องกันเอาไว้ได้ แต่หากโชคร้าย ก็จะเจอกับสัตว์ร้ายกลืนมิติระดับสูง และหากโชคร้ายมากๆจนถึงขั้นเรียกว่าซวยมากๆ ก็คือเจอกับสัตว์ร้ายที่เป็นตัวตนทรงพลังขอบขั้นสูง ที่สูงจนเกินจินตนาการ จนไม่สามารถรับมือได้ ซึ่งโอกาสก็พอๆกับเครื่องบินตก

การที่พวกเขาเดินทางมาจากดาวเทียนหยวนนั้น บางสำนักหรือบางนิกายที่หลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่คนนั้น ไม่ใช่ว่าพวกเขามากันแค่นั้น เพียงแต่ พวกเขาต้องสูญเสียผู้คน จนเหลือแค่นั้น ในระหว่างเดินทางมา ถึงได้เข้าไปยังดาวสีน้ำเงินนี้ได้จำนวนน้อยนิดจนน่าใจหาย นิกายปิศาจศักดิ์สิทธิ์เอง ก็เดินทางมาสามพันคน ตอนนี้ก็เหลือไม่ถึงพันคนในนิกาย เพราะต้องสูญเสียผู้คนและยานนาวาปราณไปหลายลำในระหว่างเดินทาง

"โฮก…"

เสียงคำรามในความมืดมิด คล้ายสัตว์ร้ายกลืนมิติพวกนั้น คำรามอย่างเบื่อหน่ายมาครั้งหนึ่ง คล้ายคร้านจะสนใจพวกมัน ทุกคนบนยานคล้ายวางใจลงเล็กน้อย ครั้งนี้สัตว์ร้ายกลืนมิติพวกนี้ไม่คิดเข้ามาโจมตี อาจจะเป็นเพราะพวกมันกินอิ่มแล้วขี้เกียจก็เป็นไปได้

สัตว์ร้ายกลืนมิติพวกนี้ เป็นทั้งโชคลาภวาสนาและฝันร้ายของผู้ฝึกตน หากสามารถฆ่าสัตว์ร้ายกลืนมิติระดับต่ำได้ ยังสามารถนำชิ้นส่วนอย่างหนัง ฟัน กระดูก แก่นพลัง หรือตาของพวกมันมาหลอมสร้างเป็นกระเป๋าหนังสัตว์ ถุงผ้ามิติเก็บของ หรือแหวนมิติเก็บของ และอื่นๆเกี่ยวกับมิติได้อีกมากมาย

รวมทั้งสมบัติเวทที่ใช้เปิดประตูมิติในการเดินทางครั้งนี้ ก็ยังหลอมสร้างมาจากชิ้นส่วนของสัตว์ร้ายกลืนมิติพวกนี้อีกด้วย

และยิ่งระดับสูงขึ้นไป แก่นพลังหรือดวงตาของพวกมันก็มีพลังของมิติกว้างใหญ่จนสามารถบรรจุวิมานฟ้าเข้าไปได้ ซึ่งผู้นำนิกายของแต่ละนิกาย ก็มีกันอยู่คนละถุงเท่านั้น ซึ่งก็ได้รับมอบเป็นมรดกมาจากนิกายใหญ่อีกที ล้วนเป็นของหายาก หากพวกมันต้องล่าเองก็ไม่มีปัญญาเหมือนกัน

ที่สำคัญมิติที่หลอมสร้างมาจากดวงตา หรือแก่นพลังของสัตว์ร้ายกลืนมิติพวกนี้ คล้ายเวลาภายในนั้นจะเดินช้ากว่าเวลาภายนอกมากนัก เมื่อนำเปลวไฟเข้าไป มันก็ยังเป็นเปลวไฟ ต้องใช้เวลานานกว่ามันจะมอดดับลง หากนำน้ำแข็งเข้าไปมันก็ยังเป็นน้ำแข็ง ต้องใช้เวลานานนับเดือนนับปี กว่ามันจะละลายกลายเป็นน้ำหรือไอน้ำ หากนำต้นไม้เข้าไป มันก็จะคล้ายหยุดการเจริญเติบโต ต้องใช้เวลานานกว่ามันจะสามารถเจริญเติบใหญ่ได้เหมือนอย่างปกติ นั่นเพราะเวลาในนั้นกับภายนอกนั้นไม่เท่ากัน

หากถุงมิตินั้นหลอมสร้างมาจากสัตว์ร้ายกลืนมิติระดับเจ็ด ที่เทียบเท่าคนฟ้าแล้วนั้น ก็มีพื้นที่ว่างกว้างใหญ่ไพศาลจนสามารถบรรจุวิมานฟ้าเข้าไปได้ และเวลาภายในมิตินั้น ก็มีความต่างของเวลามากว่าเดิมหลายเท่า ระดับแปดนั้นคล้ายว่าเวลาในนั้นหยุดนิ่งลง หากเป็นระดับเก้าก็สามารถเร่งหรือย่นเวลาได้ หากเป็นระดับสิบยังสามารถย้อนเวลากลับได้ด้วย ซึ่งสัตว์ร้ายกลืนมิติระดับเจ็ดขึ้นไปนั้น เป็นตัวตนระดับตำนาน กระทั่งแค่ระดับหก ก็มีบันทึกไว้ว่ามีคนเคยพบเห็นพวกมันครั้งสุดท้ายเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว หากไม่ซวยหรือโชคดีจริงๆคงไม่ได้พบเจอพวกมันง่ายๆ

แน่นอนว่า หากเจอสัตว์ร้ายกลืนมิติขอบขั้นสูงพวกนี้ ในตอนนี้ แค่โดนมันตบทีเดียว คนเกือบพันคนทั้งสามนิกายที่มาในครั้งนี้ ก็จะพากันตกตายกันหมดสิ้นแน่ คงกลายเป็นแค่ฝุ่นละลองในห้วงมิติก็เท่านั้น ในตอนนี้ขีดความสามารถของพวกมันนั้น สามารถรับมือได้แต่เฉพาะ สัตว์ร้ายกลืนมิติระดับสามหรือสี่ เต็มที่ก็ระดับห้า ที่อาจต้องมีการสูญเสียผู้คนไม่ใช่น้อย ถึงจะสามารถเอาตัวรอดกลับไปได้

อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณสมบัติในการเอาชนะมิติและกาลเวลาของพวกมัน ทั้งยังสามารถสร้างหลุมดำ และสามารถสร้างอุโมงค์มิติย่นระยะทาง ได้เป็นล้านปีแสง สัตว์ร้ายกลืนมิติระดับสูงพวกนั้น ก็ถูกล่าจนแทบสูญพันธุ์ เพราะฉนั้น ผู้ฝึกตนทรงพลังขอบขั้นสูง จึงปล่อยให้สัตว์ร้ายกลืนมิติระดับสามสี่ห้าพวกนั้น ออกอาละวาดในอุโมงค์มิติต่อไป เพื่อรอวันเวลาที่มันเติบใหญ่อยู่ในระดับที่สูงขึ้นไป ค่อยมาเก็บเกี่ยวหรือล่าสังหารพวกมันอีกที

ในตอนนี้เอง บรรดาผู้อาวุโสของทั้งสามนิกาย ก็พากันเร่งให้ยานนาวาปราณ เดินทางด้วยความเร็วมากกว่าเดิม

ฟิ้ว….

ในการที่พวกมันมายังดาวสีน้ำเงินหรือโลกนั้น ก็เพราะว่าโลกนี้ใกล้กับพื้นที่ลับหลายแห่ง มันสามารถเปิดประตูมิติจากบนโลกนี้ไปยังโลกที่อยู่ใกล้เคียงได้ ในครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทั้งสามนิกายกำลังพากันเดินทางเข้าพื้นที่ลับ เป็นอีกโลกในอีกจักรวาลหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากดาวเคราะห์โลกสีน้ำเงินเท่าไหร่นัก…

อย่างไรก็ดี นี่ก็เป็นเพียงการเดินทางเพื่อเข้าไปสำรวจโลกในอีกจักรวาลใกล้เคียงเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะพบเจออะไรที่พอมีประโยชน์สำหรับการฝึกตนบ้างหรือเปล่าก็ยังไม่รู้…

ตอนก่อน

จบบทที่ ในอุโมงค์มิติ

ตอนถัดไป