บริจาค 100 ล้าน

"ฮือ ๆ…"

ในเวลานี้จีฉิงหยานเต็มไปด้วยความอับอาย "มันเป็นแบบนี้หรอกเหรอคะ..."

“ใช่แล้วจ๊ะ เพราะความรักของผู้เป็นแม่นั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งใด แม่ว่าหนูมีจิตวิญญาณของความเป็นแม่เยอะเลยนะ” หวางฉุยฉิงพูดด้วยรอยยิ้ม: "เพราะเรื่องแบบนี้ เด็กตัวน้อย ๆ ไม่เคยมาขอพ่อหรอกจ๊ะลูก"

“ที่แม่พูดมามันก็มีเหตุผลนะครับ” หลินอี้กล่าว

ในขณะเดียวกันใบหน้าของจีฉิงหยานก็รู้สึกร้อนผ่าว

แต่หากให้เธอได้มีโอกาสที่จะเลือกอีกครั้ง เธอก็ยังคงกลับไปอุ้มทารกตัวน้อยคนนั้นและเลือกที่จะใช้วิธีเดิมปลอบเธออยู่ดี

กริ๊ง กริ๊ง——

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของหวางฉิงฉุยก็ดังขึ้น

“ลงมาดูเร็ว หนิงเยว่กลับมาแล้ว แถมยังพาแฟนหนุ่มมาด้วย” เสียงของจ้าวฉวนฟู่ดังออกมาจากโทรศัพท์

“จริงเหรอ? วันนี้มันวันดีอะไรกันล่ะเนี่ย”

หลังจากพูดคุยไม่กี่คำ หวางฉุยฉิงก็วางสาย และหลินอี้ก็ถามว่า:

“ใครมาหรอครับแม่”

“หนิงเยว่ หนิงเยว่กลับมาแล้ว ลงไปข้างล่างกันเถอะ”

"เรื่องจะบังเอิญอะไรขนาดนี้กันนะ"

ในตอนนี้หวางฉุยฉิงเดินออกมาจากอาคาร ตามมาด้วยหลินอี้และจีฉิงหยาน

“นี่คุณ คนที่ชื่อหนิงเยว่คือใครหรอ? เคยเป็นเด็กกำพร้าเหมือนกับคุณใช่หรือเปล่า?”

"ใช่ครับ"

หลินอี้พยักหน้า “เธอมีชื่อว่า กัวหนิงเยว่ เป็นน้องผมหนึ่งปี เราทั้งคู่เติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านี้ด้วยกัน แต่เธอไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหยางเฉิง ส่วนผมมาที่จงไห่”

"แบบนี้นี่เอง"

รูปร่างของกัวหนิงเยว่แม้จะไม่สูงเท่ากับจีฉิงหยานแต่ก็ไม่ได้เตี้ยเกินไปนัก

เธอสวมชุดเดรสสีขาวความยาวถึงเข่า รองเท้าส้นสูงสีดำแบบผูกเชือก เมื่อประกอบเข้ากับผมหยักศกยาวที่แสดงถึงความเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์ทำให้เป็นที่สะดุดตาของทุกคนเป็นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอกลับทำให้หลินอี้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

เขาคนนั้นเหมือนคนอายุสามสิบ มีพุงโต ดูจากภายนอกมีออร่าของความเป็นเศรษฐียุคใหม่ แต่ก็ดูแก่กว่าหนิงเยว่มาก

“พี่หนิงเยว่ ซื้ออะไรมาให้พวกเราบ้างหรอครับ/คะ” เด็ก ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ากล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

“อยู่ท้ายรถจ้าเด็ก ๆ ทุกคนไปช่วยกันขนลงมานะ”

กัวหนิงเยว่โบกมือและทักทายเด็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ

“ไอ้หนูระวังระวังกันหน่อยสิ นั่นรถบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 เลยนะ ราคามากกว่าหนึ่งล้าน ใครเอาตัวไปโดนถ้าเกิดสกปรกฉันจะบังคับให้ล้างรถฉันคืนเลย” ชายที่อยู่ถัดจากกัวหนิงเย่ตะโกน

กัวหนิงเยว่บ่นเล็กน้อยและผลักชายที่อยู่ข้าง ๆ เธอ “พวกเขายังเด็กกันอยู่เลย ทำไมคุณถึงพูดแบบนี้?”

ชายคนนั้นยิ้มแล้วพูดว่า "ขอโทษจ่ะที่รัก ฉันแค่เผลอตัว"

หลังจากที่เด็ก ๆ นำสิ่งของทั้งหมดลงจากรถแล้ว กัวหนิงเยว่ก็เดินมาพร้อมควงแขนมากับชายคนนั้น

“พี่หลิน พี่หลินจริงด้วย มาได้ยังไงเนี่ย”

ทันทีที่เห็นหลินอี้ กัวหนิงเยว่ก็เผยรอยยิ้มแสนสดใส ปล่อยแขนชายคนนั้นและรีบคว้ากระโปรงแล้ววิ่งเข้ามาหาหลินอี้อย่างรวดเร็ว

“พอดีช่วงนี้พี่ไม่ค่อยยุ่งน่ะ เลยอยากกลับมาเยี่ยมที่บ้านบ้าง”

ขณะเดียวกัน กัวหนิงเยว่ก็จ้องมองไปที่จีฉิงหยานและถามด้วยรอยยิ้ม:

“พี่หลิน อย่าบอกนะว่าคนนี้พี่สะใภ้ฉันน่ะ?”

“จีฉิงหยานค่ะ” ขณะนั้นเองจีฉิงหยานก็ยื่นมือออกไปและพูดอย่างเป็นมิตรทันที: "สวัสดีค่ะ หลินอี้ชอบพูดถึงคุณให้ฉันฟังบ่อย ๆ ในที่สุดวันนี้ก็ได้เจอซักทีนะคะ"

หลินอี้เหลือบมองที่จิงฉิงหยาน

เธอนั้นพูดได้ดีจริง ๆ เพราะการพูดแบบนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกลายเป็นสนิทสนมกันมาขึ้นทันที

“สวัสดีค่ะ พี่สะใภ้” กัวหนิงเยว่กล่าว : "พี่รู้ตัวมั้ยว่าพี่สวยมากเลย เหมาะสมกับพี่ชายของฉันที่สุดเลย"

“ถ้าไม่ใช่เพราะเขาชอบมาไล่ตามพี่ พี่ก็ไม่คิดจะสนใจเขาหรอกค่ะ”

หลินอี้:...

เป็นฉันอีกแล้ว

“สวัสดีครับคุณจี ผมชื่อหวังเทาแฟนของหนิงเยว่ นี่เป็นครั้งแรกที่เราเจอกัน ฝากตัวด้วยครับ”

เมื่อมองไปที่จีฉิงหยานดวงตาของหวังเทาก็ราวกับจะทะลักล้นออกมากจากเบ้า

หากให้ค่าความงามของเธอที่ 100 คะแนน กัวหนิงเยว่ก็ได้มากสุดเพียง 80 คะแนนเท่านั้น !

สาวคุณภาพดีแบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ๆ !

พึบ!

หลินอี้ปัดมือของหวังเทาออกไปพร้อมกับพูดว่า “ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า แค่ทักทายกันก็พอมั้ง ไม่ต้องจับมือกันให้ดูเป็นทางการขนาดนั้น”

ขณะนั้นเอง ใบหน้าของหวังเทาก็เปลี่ยนเป็นไม่พอใจทันที สิ่งดี ๆ ของเขาได้ถูกชายหนุ่มคนนี้ทำลายลงไป!

“ฮ่า ๆ จริงสิเราก็คนกันเอง ไม่เห็นจะต้องสุภาพกันขนาดนั้นเลยเนอะ”

หวังเทาซ่อนอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้เขาก็เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่มคนนี้มาก่อนจากหนิวเยว่

ซึ่งดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนี้จะเป็นแค่พนักงานธรรมดา และพึ่งพาหน้าตาที่ดีเท่านั้นเลยทำให้สามารถมีแฟนสาวที่มีคุณภาพเช่นนี้

แต่ถ้าเขามีความพยายามและใช้เงินเป็นสิ่งหลอกล่อ มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปใช่ไหม?

“พ่อหนุ่ม ฉันเคยได้ยินหนิงเยว่พูดถึงนายเช่นกัน นายดูเป็นคนเก่งมาก ไม่ทราบว่าตอนนี้นายทำงานอะไรอยู่ล่ะ?” หวังเทาถามด้วยรอยยิ้ม

“นักขับดีดี้ ทำไมเหรอ?”

“นักขับดีดี้?!”

หวังฉุยฉิง กัวหนิงเยว่ และคนอื่น ๆ ต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินประโยคนี้

หลินอี้ไม่ได้บอกว่าเขาทำงานที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์เหรอ? ทำไมเขาถึงบอกว่าเขาเป็นนักขับดีดี้?

“ทำงานเป็นนักขับดีดี้” หวังเทายื่นท้องออกมาและพูดด้วยรอยยิ้ม: "คงจะหนักมากเลยสินะ ทั้ง ๆ ที่ทำงานหนักเท่าพนักงานของฉันแต่กลับได้เงินน้อยกว่า"

“ฮ่าฮ่า แต่พูดไปเราก็เหมือนกันฉันเองก็ทำงานหนัก ต้องคอยคุมพนักงานทุกวัน กว่าจะได้เงินถึงหลักล้านก็ลำบากพอสมควร”

“คุณกำลังพูดถึงอะไร” กัวหนิงเยว่รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย

แม้ว่าเธอกับหลินอี้จะไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด แต่ทั้งสองก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดีเกินกว่าคำว่าพี่น้อง

ดังนั้นแล้ว เมื่อได้ยินสิ่งที่หวังเทาพูด เธอก็เลยรู้สึกไม่สบายใจเป็นธรรมดา

“ยังไม่เข้าใจที่ผมพูดไปหรอ งั้นผมจะอธิบายให้ฟังชัด ๆ นะ” หวังเทาพูดด้วยรอยยิ้ม: “พ่อหนุ่ม ฟังคำแนะนำจากฉันที่อาวุโสกว่าให้ดี จงไห่เป็นสถานที่ที่คนรวยเท่านั้นอาศัยอยู่และคนแบบนายก็ไม่คู่ควร ย้ายมาอยู่ที่หยางเฉิงแล้วไปทำงานที่โรงงานของฉันดีกว่า และเพื่อเห็นแก่หยิงเยว่ฉันจะจ่ายให้นายเพิ่มอีกพันหยวนและชีวิตความเป็นอยู่ของนายจะดีกว่าที่นายอยู่จงไห่แน่นอน”

หลินอี้เหล่ตาและมองไปที่หวังเทา

คิดว่าการพูดจาโอ้อวดแล้วจะทำให้ตัวเองดูดีหรือ?

ทำไมทุกคนถึงชอบเสแสร้งว่าเป็นคนดี?

“ถึงจะบอกว่าคุณมีรายได้เยอะกว่าฉัน แต่ดูจากสิ่งของที่ซื้อมาสิ ของฉันขนมาเต็มรถบรรทุกซึ่งมากกว่าของคุณอย่างน้อยก็ยี่สิบเท่า ” หลินอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ว่าไงนะ? ขนของมาเต็มรถบรรทุกเหรอ?”

“อยู่ตรงหัวมุมโน้น มองดูสิ”

เมื่อเห็นกองภูเขาสิ่งของที่เต็มไปด้วยขนมและของเล่น ใบหน้าของหวังเทาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ของพวกนี้นายเป็นคนซื้อมาหรอ?”

"ใช่." หลินอี้ยักไหล่ “ถึงแม้จะไม่ใช่ของมีค่า แต่รวม ๆ แล้ว ฉันก็มั่นใจว่ามันมีราคาแพงกว่าที่คุณซื้อมาแน่นอน”

บ้าไปแล้ว!

หวังเทาสาปแช่งในใจโดยในตอนแรกเขาคิดว่าสิ่งของเหล่านั้นถูกซื้อโดยสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเอง แต่ไม่คาดคิดว่าจะเป็นหลินอี้ที่ซื้อมัน

“พ่อหนุ่ม นายจะทำแบบนั้นได้ยังไง?” หวังเทาพูด: “แค่เป็นนักขับดีดี้ นายไม่สามารถทำเงินได้มากมายขนาดนั้น อย่างน้อยราคาสิ่งของพวกนี้ก็ต้องมากกว่า 10,000 หยวน กว่าจะซื้อมันมาได้นายก็ต้องประหยัดและออมเงินหลายเดือน นายไม่ควรทำว่าตัวเองเป็นคนรวยนะไอ้หนู”

“ใช่ กว่าจะเก็บเงินได้ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือน แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่เอาแต่ว่าคนอื่นแต่ทำน้อยกว่าเขาแหละวะ”

หวังเทามองไปที่จีฉิงหยานที่ยืนอยู่ตรงข้ามแล้วพูดว่า:

“ฮ่าฮ่า รถของฉันคือบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 เพราะฉะนั้นแล้วกระโปรงท้ายรถเลยมีขนาดไม่ใหญ่นัก ของเลยใส่มาได้ไม่เยอะ แต่ฉันยังมีเงินและคิดไว้ว่าจะบริจาค 100,000 หยวนให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า”

"บริจาค 100,000 หยวน!"

หวางฉุยฉิงผงะไป นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเพิ่งจะได้ยินว่ามีคนจะบริจาคเงินมากมายขนาดนี้

"100,00 หยวนนันมากเกินไปลูก แค่ซื้อของมาแจกเด็ก ๆ พวกเราก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว"

“ป้าหวาง ไม่ต้องเกรงใจไปเลยครับ โรงงานเหล็กของผมมีกำไรปีละหลายล้านหยวน เผลอ ๆ ปีนี้อาจจะเกิน 10 ล้านก็ได้ เงินจำนวนเล็กน้อยแค่นี้สำหรับผมมันก็เหมือนเศษกระดาษ” วังเทากล่าวว่า: “ต่างจากพ่อหนุ่มนั่นที่ขับดีดี้รายได้ก็น้อยและต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะซื้อของได้เป็นชิ้นเป็นอัน”

“แม่ครับ ถ้าคนเขาอยากบริจาค แม่ก็รับไว้เถอะ” หลินอี้พูดด้วยรอยยิ้ม "ไม่ว่ามันจะน้อย แค่ไหนมันก็เป็นเงิน"

“เจ้าหนุ่ม พูดแบบนี้ออกได้ยังไงกัน หมายความว่าไงที่บอกว่าน้อย? นี่เงินคือ 100,000 หยวน เชียวนะ ” หวังเทากล่าวว่า: “นายทำงานหนักในจงไห่ทั้งปี ฉันเกรงว่านายจะเก็บเงินไม่ได้มากขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ ฮ่า ๆ และแม้ว่านายจะเก็บได้ถึงนายก็ไม่กล้าบริจาคอยู่ดี”

“อย่าพูดอย่างนั้น ที่ฉันมาในวันนี้เพราะฉันก็คิดว่าจะเอาเงินมาบริจาคด้วย”

“ก็ดี แต่ด้วยขนาดของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บริจาคแค่ร้อยสองร้อยหยวนก็ดูจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่เลย ฉันแนะนำให้เก็บไว้ใช้เองดีกว่า ขับดีดี้ก็เหนื่อยแทบตาย เก็บไว้กินข้าว ไปเที่ยว เติมความสุขให้ตัวเองดีกว่า”

หวังเทาถือบุหรี่ จับเอว และยังคงมองดูจีฉิงหยาน

เด็กคนนี้เป็นพวกเจ้าอารมณ์จริง ๆ พูดไม่กี่คำก็ไม่พอใจแล้ว

แถมยังกล้ามาเปรียบเทียบกับฉันเรื่องเงิน? เอาความมั่นใจมากจากไหน?

แต่ก็ดีแม่สาวน้อยคนนี้จะได้ตาสว่างและมาอยู่กับฉัน!

“ถูกของคุณ บริจาคเงินแค่ร้อยสองร้อยหยวนก็ดูจะไม่มีประโยชน์จริง ๆ” หลินอี้กล่าว

“ก็เพราะงี้ยังไงล่ะ นายถึงต้องมองเห็นความเป็นจริงให้ชัดเจนและรู้คุณค่าของตัวเอง”

“ไม่ ไม่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิ ฉันหมายถึงว่าฉันจะไม่บริจาคแค่ร้อยสองร้อย แต่ฉันจะบริจาค 100 ล้าน”



ตอนก่อน

จบบทที่ บริจาค 100 ล้าน

ตอนถัดไป