บ้านหัวหน้าค่าย

ตกตอนเย็น




มู่เหลี่ยงกับมินโฮเดินทางกลับมายังบ้านกระท่อมไม้อีกครั้ง




“วันนี้เราล่ามาได้เยอะเลย!”




มินโฮนั่งข้างๆ กองไฟเล็กๆ และทำของกินไปพลางเล่นกับกิ้งก่าของมู่เหลี่ยงไปพลาง ท่าทางของเด็กสาวดูมีความสุขมาก




วันนี้ทั้งสองคนจับกิ้งก่ากลับมาได้ 45 ตัว




และในหมู่กิ้งก่าทั้งหมดมีกิ้งก่าสามสีที่ถูกกิ้งก่าของมู่เหลี่ยงจับมาทั้งหมด 20 ตัว นอกเหนือจากนี้เป็นฝีมือของทั้งสอง




นอกจากกิ้งก่าแล้ว ยังจับหนูตัวเท่าฝ่ามือได้อีก 3 ตัว




มู่เหลี่ยงเอามีดพกของเขามาลับก่อนจะถามขึ้น




“มินโฮเธอเคยกินอะไรนอกจากกิ้งก่าบ้างไหม”




“ก็นานๆ ครั้งจะได้กินสักทีอย่างพวกกระต่าย เนื้อของมันอร่อยมาก”




มินโฮตอบโดยที่ไม่ได้เงยหน้ามาสบตากับมู่เหลียง




วันนี้เป็นวันที่เก็บเกี่ยวได้ดีจริงๆ สำหรับมินโฮทั้งกิ้งก่าสามสี ทั้งหนู




“งั้นวันนี้มากินให้อิ่มกันเถอะ”




มู่เหลี่ยงนำมีดที่ลับขึ้นมาดูก่อนจะพูดขึ้น




“อิ่ม??? มันคืออะไร”




มินโฮเอียงหัวเล็กน้อยทำท่าสงสัยกับสิ่งที่มู่เหลี่ยงพูดออกมา และพูดอย่างเศร้าๆ




“ฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าอิ่มเป็นอย่างไง”




เด็กน้อยจะรู้จักคำว่าอิ่มได้ไงในเมื่อตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยกินอิ่มท้องเลย?




“......”




คำพูดนี้ของมินโฮทำให้หัวใจของมู่เหลี่ยงหวิวไปเลย และเขาต้องเห็นสายตาที่ไร้เดียงสาจากเด็กสาว




มู่เหลี่ยงถึงกับขว้างหินลับมีดอย่างหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์




“เป็นอะไร!”




มินโฮกระพริบตาหลายครั้งและสงสัยว่ามู่เหลียงโมโหอะไร




“ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวฉันจะไปที่ค่ายก่อนนะ”




มู่เหลียงเก็บมีดเข้าฝักที่เอว




เขากำลังจะออกไปค้นหาความจริงของค่ายนี้ และบอกเรื่องกลุ่มโจรที่จะมาบุกค่าย




เขาต้องหยุดคิดเรื่องอื่นไว้ก่อน




“ระวังตัวด้วยนะ”




มินโฮเตือนด้วยความหวังดี




เด็กสาวนั่งแล่เนื้อและรมควันพวกมัน เพื่อเก็บไว้เป็นเสบียงระหว่างเดินทาง




“เข้าใจแล้ว”




มู่เหลียงคว้ากระเป๋าสะพาย และเปิดประตูออกไปจากกระท่อม และเดินซ่อนตัวไปตามพุ่มไม้




เขาซ่อนตัวจนแสงอาทิตย์หายไป




ท้องฟ้าคืนนี้ไม่มีพระจันทร์




ทุกอย่างมืดสนิทเหมาะกับการเคลื่อนไหวของมู่เหลียง




มีกลิ่นของเนื้อย่างลอยมาตามลม มีแสงรอดออกมาจากรั้วไม้




เวลานี้มันเงียบกว่าปกติ มีเพียงเสียงของคนนอนหลับอยู่เท่านั้น




ไม่แปลกในเมื่ออาหารมีน้อย การลดการทำกิจกรรมเพื่อเข้านอนเป็นเรื่องที่ดีที่สุด




มู่เหลี่ยงได้รู้มาจากเด็กสาวว่าในค่ายยังมีทีมนักล่าอยู่ ซึ่งรับผิดชอบออกล่าสัตว์ป่าในระยะทางไกล




และสิ่งที่พวกเขาล่าจะเป็น กระต่าย เต่า หมาป่าเป็นต้น




อาหารที่ได้มาจะถูกแบ่งและแจกจ่ายให้กับคนรับใช้ของหัวหน้าค่าย นอกจากนั้นพวกเขาจะไม่แบ่งอะไรให้




การอาศัยอยู่ในค่ายแห่งนี้จำเป็นต้องเสียค่าส่วย เป็นข้อตกลงระหว่างหัวหน้าค่ายและทีมนักล่าว่าจะปกป้องดูแลผู้ที่จ่ายค่าส่วย




การใช้ชีวิตคนเดียวข้างนอกในป่า หรือในดินแดนที่รกร้างเช่นนี้อันตรายมาก หากไม่ถูกหมาป่าคาบไปกินก็ต้องเจอกับสัตว์อื่นที่ดุร้ายยิ่งกว่า




ในมุมมองของมู่เหลี่ยง สิ่งที่คนในค่ายยอมจ่ายค่าส่วยไม่ใช่เพราะต้องการได้รับการปกป้องดูแล แต่เป็นการแบ่งปันน้ำสะอาด




ผู้ที่จ่ายส่วยให้จะได้รับน้ำจากทางค่ายเพื่อบริโภค และหัวหน้าค่ายจะเป็นผู้ดูแลแหล่งน้ำนี้




หนึ่งในเหตุผลที่มู่เหลี่ยงออกมากลางคืนก็เพื่อจะมาเอาน้ำเตรียมตัวสำหรับเดินทางด้วย




และค่ายแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนในกับส่วนนอก




ที่ส่วนในจะมีรั้วที่ทำจากไม้และหินกั้นเอาไว้ เป็นที่อยู่ของหัวหน้าค่ายและทีมนักล่าและคนใกล้ชิด




ส่วนนอกนั้นจะให้พวกที่ยอมจ่ายส่วยอยู่




มู่เหลี่ยงปีนข้ามรั้วสูงกว่าสองเมตรเข้ามาในค่ายส่วนใน และสามารถหลบสายตาของยามตรวจตราได้อย่างดี




กลิ่นหอมของเนื้อย่างยังลอยอยู่ในอากาศของรั้วชั้นใน และมันยิ่งแรงมากขึ้นเมื่อถูกเผาจนสุกได้ที่




มู่เหลี่ยงเดินผ่านบ้านไม้หลังแล้วหลังเล่า และมีเพียงเสียงหายใจของคนนอนอยู่ในนั้น




“ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ฉันคงไม่ต้องกลัวอะไร”




มู่เหลี่ยงบ่นในใจก่อนจะเคลื่อนตัวต่อไป




จนไปถึงบ้านของหัวหน้าค่าย




ขนาดของมันใหญ่พอๆ กับสนามแข่งบาสเก็ตบอลได้




“อยู่อย่างกับราชา”




มู่เหลี่ยงบ่นเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจ




เขาอยากรู้ว่าหัวหน้าค่ายทำอะไรบ้าง ในขณะที่คนในค่ายหาทางจ่ายส่วยให้




มู่เหลี่ยงเลือกมุมของบ้านที่ลึกที่สุด และปีนเข้าไปอย่างเงียบๆ และไม่มีใครจับได้




เขาหย่อนตัวเองลงมาช้าๆ และเห็นว่ามีประกายไฟออกมาจากห้อง และในบ้านมีแสงไม่มากนัก




“เขาน่าจะอยู่แถวๆ นี้”




มู่เหลี่ยงพูดกับตัวเองเบาๆ




เขาสันนิฐานจากโครงสร้างบ้านและเดาว่าหัวหน้าค่ายจะอยู่ตรงไหน




หลังจากที่ตรวจดูอยู่พักหนึ่ง เขาก็เห็นว่ามีสาวใช้ 7 ถึง 8 คน




ทั้งหมดกำลังเดินตามคนที่ถือหม้อดิน และเดินไปยังห้องที่มีคนเฝ้าหน้าประตู




มู่เหลี่ยงหลบอยู่ในเงามืดและเฝ้าดูอย่างเงียบๆ และด้วยความสามารถกลมกลืน ยิ่งทำให้เขาไม่ต้องกลัวเลยว่าใครจะสังเกตเห็นเขา




เมื่อลองมองดูรอบๆ เขาก็พบว่าแถวนี้ไม่มีหน้าต่างอยู่เลย และมีทางเข้าทางเดียวคือประตูบานนั้น




ไม่นานหลังจากที่สาวใช้เดินเข้าไปก็เดินออกมาพร้อมกับหม้อดินที่เต็มไปด้วยของเหลว และเหมือนจะถูกคนเฝ้าประตูลวนลามเล็กน้อย แต่สาวใช้ก็เดินออกมาได้พร้อมกับอารมณ์หงุดหงิด




มู่เหลี่ยงจำห้องนี้เเอาไว้ และแอบตามสาวใช้ไปถึงอีกห้องหนึ่งที่เป็นห้องโถงและมีแสงสว่างมากกว่า




ในห้องนี้มีคนอยู่สี่คน และดูเหมือนเป็นห้องรับประทานอาหาร




สาวใช้วางหม้อดินลงบนโต๊ะ แต่แทนที่สาวใช้จะเติมน้ำใส่แก้วทุกคน เธอจับกระต่ายที่ยังไม่ตายขึ้นมา และเชือดคอมันสดๆ และรีดเลือดของมันลงหม้อดิน




มู่เหลียงนั้นให้ความสนใจหม้อนี้ทันที และมองสำรวจรอบๆ ห้องไปด้วย




-แต่ตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจเข้า




“เธอไปได้ละ”




ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะโบกมือไล่สาวใช้




สาวใช้โค้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะถอยก้าวออกไปจากห้องโถง




“หัวหน้า เราจำเป็นต้องย้ายออกไปจากที่นี่จริงๆ งั้นหรอ?”




“ต่อให้เราไม่รดน้ำให้กับสวนผัก น้ำที่มีก็ไม่พอเดือนนี้ ”




“การรดน้ำพืชผัก เป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์”




หลังจากที่สาวใช้เดินออกไปอีกสามคนก็พูดขึ้นมาทันที




หัวหน้าค่ายนั้นชอบแบ่งน้ำส่วนหนึ่งไปปลูกผักซึ่งทำให้ทั้งสามไม่พอใจ




เปรี้ยง!!




ชายวัยกลางคนตบลงที่โต๊ะอย่างแรง ก่อนที่จะเค้นเสียงพูดออกมาอย่างเย็นชา




“ไม่ย้ายออก ก็มีแต่เน่าตายที่นี่!”




ก่อนที่เขาจะยกซดเลือดที่อยู่ในชาม และพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา




“น้ำในบ่อตอนนี้อยู่ได้อีกแค่สิบวัน”




“ถ้าหากไม่ย้ายออกไป ทุกคนก็จะอดน้ำตาย…”




“การหาแหล่งน้ำไม่ก็แทบไม่มีหวัง”




หนึ่งในสามคนพูดขึ้น




“ถ้าเราย้ายไปอยู่กับพวกกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ พวกเขาน่าจะยอมให้พวกเราเข้าร่วม”




แล้วอีกคนก็พูดเสริม




และคนสุดท้ายก็พูดขึ้น




“ข้าเองก็เห็นด้วยที่จะไปยังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์ ทีมนักล่าของที่นั่นข้าสามารถเข้าร่วมได้”




แต่หัวหน้าค่ายกลับตอบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง




“ไม่…ฉันจะไม่ยอมไปยังทะเลสาบพระจันทร์”




หากว่าหัวหน้าค่ายไปเข้าร่วมกับกลุ่มอื่น เขาจะไม่มีอำนาจอีกต่อไป




เขานั้นเคยชินกับชีวิตที่เหนือผู้อื่น และมีคนคอยรับใช้อยู่ตลอดเวลา




“แล้วเราจะเอายังไง”




“ข้าไม่อยากจะอดน้ำตาย”




“หากว่ายังไม่เจอแหล่งน้ำ ผมจะพาทั้งครอบครัวย้ายไปยังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”




ทั้งสามพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ




“ผมส่งคนออกไปหาแหล่งน้ำแล้ว ถ้าไม่เจอภายในห้าวัน เราจะไปยังกลุ่มทะเลสาบพระจันทร์”




หัวหน้าค่ายมองไปยังคนสุดท้ายที่พูดขึ้น ด้วยสายตาราวกับจ้องจะกินเลือดกินเนื้อ




“ได้ รออีกห้าวัน”




ทั้งสามคนเอาเนื้อย่างขึ้นมากิน และเทเลือดใส่ชาม และยกออกไปจากห้อง




“....”




มู่เหลียงที่แอบมองอยู่ที่มุมห้อง เห็นว่าสายตาที่หัวหน้ามองไปยังทั้งสามคนนั้นดูอาฆาตอย่างมาก




และเขาไม่รู้เลยว่าน้ำของค่ายนี้กำลังจะหมดลง




นอกจากนี้ที่นี่ยังปลูกผักทำให้เขาประหลาดใจ







ตอนก่อน

จบบทที่ บ้านหัวหน้าค่าย

ตอนถัดไป