020 – เพลิงวิญญาณ
ช่วยไม่ได้ที่เย่เสี่ยวจะตื่นเต้นกับความรู้ที่ได้รับจากความทรงจำของเทพเจ้าโอสถบรรพกาล
ตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องทำเป็นอย่างแรก นั่นคือการค้นหาเปลวเพลิง
เปลวเพลิงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก สามารถช่วยในการหลอมโอสถได้ เปลวเพลิงที่ดีย่อมส่งผลที่ดีต่อการหลอมโอสถ
มีเปลวเพลิงหลากหลายชนิในโลกแห่งนี้ บ้างเป็นเปลวเพลิงก่อกำเนิด บ้างเป็นเปลวเพลิงที่เกิดจากฝึกฝนทักษะ บ้างเป็นเปลวเพลิงอสูรที่ได้รับมาจากอสูรและบ้างเป็นเปลวเพลิงธรรมชาติ
เปลวเพลิงก่อกำเนิดเกิดขึ้นจากการบ่มเพาะ เป็นเปลวเพลิงที่มีธาตุต่างๆ ของโลกใบนี้ โดยทั่วไปมี 5 ธาตุหลักได้แก่ ดิน ไฟ น้ำ ลม และเหล็ก
จอมยุทธมากมายล้วนเกิดมาพร้อมกับธาตุในร่างกาย พวกเขาถูกบ่มเพาะโดยนิกายและขุมพลังต่างๆ ด้วยทรัพยากรจำนวนมาก
ผู้บ่มเพาะที่เกิดมาพร้อมกับธาตุเหล่านี้ ล้วนทรงพลังกว่าผู้บ่มเพาะทั่วไป สามารถควบคุมธาตุได้ดั่งใจต้องการ
ตัวอย่างเช่น ผู้บ่มเพาะที่เกิดมาพร้อมกับธาตุไฟ พวกเขาสามารถควบคุมธาตุไฟได้ แม้ไม่มีทักษะการต่อสู้ก็ตาม
และหากบ่มเพาะด้วยทักษะธาตุไฟ สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งจนถึงขีดสุดของเคล็ดวิชาได้
นี่เป็นเปลวเพลิงประเภทต่างๆ ในโลกนี้ นอกจากเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดในเปลวเพลิงด้วยกัน เปลวเพลิงเหล่านั้นคือเปลวเพลิงธรรมชาติ
ตามชื่อที่ถูกตั้ง เปลวเพลิงธรรมชาติป็นเปลวเพลิงแบบพิเศษที่เกิดจากธรรมชาติ เปลวเพลิงเหล่านี้เรียกว่าเพลิงวิญญาณ มันมีสติปัญญาของตัวเอง เพลิงวิญญาณที่แข็งแกร่งย่อมมีสติปัญญาสูง และเพลิงวิญญาณที่อ่อนแอย่อมสติปัญญาต่ำกว่า
เพลิงวิญญาณเป็นประเภทของเปลวเพลิง แม้กระทั่งผู้เกิดมาพร้อมกับธาตุไฟยังต้องการหลอมรวมเข้าเข้าเพลิงวิญญาณ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของเพลิงของตน ยิ่งกว่านั้น ยังช่วยเพิ่มพลังโจมตีหรือคุณสมบัติเปลวเพลิงได้
เพลิงวิญญาณมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเพลิงวิญญาณจึงสามารถเลือกคนที่ต้องการหลอมรวมได้ การหลอมรวมเข้ากับเพลิงวิญญาณจะต้องเจ็บปวดเป็นอย่างมาก แต่หลังจากหลอมรวม ร่างกายย่อมแข็งแกร่งขึ้น
เพลิงวิญญาณแบ่งออกเป็น 4 ประเภท
เพลิงวิญญาณระดับเหลืองมีสีแดง
เพลิงวิญญาณระดับลึกซึ้งมีสีฟ้า
เพลิงวิญญาณระดับปฐพีมีสีม่วง
เพลิงวิญญาณระดับสวรรค์มีสีทอง
เพลิงวิญญาณเหล่านี้พบเจอได้ยากมาก แม้แต่เพลิงวิญญาณระดับเหลืองยังหาได้ยากมาก ไม่ต้องคิดถึงเปลวเพลิงวิญญาณระดับอื่นเลย
นักปรุงยาทั้งหลายต่างการเป็นเจ้าของเพลิงวิญญาณ แม้จะเป็นสีแดงก็ตาม
หากมีการขาย แม้แต่เพลิงวิญญาณระดับต่ำย่อมสามารถขายได้มากกว่า 10 ล้านเหรียญทอง แม้แต่เปลวเพลิงอสูรจากสัตว์อสูรยังไม่สามารถประเมินค่าได้นับประสาอะไรกับเพลิงวิญญาณ
เพลิงวิญญาณเป็นของหายากและไม่สามารถประเมินค่าได้
เย่เสี่ยวต้องการค้นหาและหลอมรวมเข้ากับเพลิงวิญญาณ มันสามารถช่วยในการหลอมโอสถ แม้เขาจะไม่มีทักษะเพลิง หากเขาได้รับความช่วยเหลือจากเพลิงวิญญาณ เขาสามารถหลอมโอสถที่มีความบริสุทธิ์สูงได้
“ข้าจะต้องหาเพลิงวิญญาณให้ได้ ถึงแม้จะเป็นเพลิงวิญญาณสีแดงก็ตาม ดีละเปลวเพลิงอสูรน่าจะใช้ได้ ไม่ว่ายังไงข้าต้องหาวิธีเอาเปลวเพลิงอสูรหรือเปลวเพลิงธรรมชาติมาให้ได้” เย่เสี่ยวตัดสินใจเลือกชนิดของเปลวเพลิง
เมื่อเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อย เย่เสี่ยวออกจากเจดีย์เก้าจักรวาล จากนั้นจึงออกจากโลกของไข่มุกสวรรค์ และปรากฎตัวอยู่บนเตียงในห้องของโรงเตี๋ยมอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น เขาออกจากโรงเตี๊ยมและหาภัตตาคารเพื่อกินอาหาร
เขานั่งลงและเริ่มกินอาหารที่สั่งมา
เขายังคงกินอยู่เมื่อชายหนุ่มและเด็กสาวเข้ามาในภัตตาคาร เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา ทุกคนต่างยืนขึ้นและกล่าวทักทายเขา
“เจ้าเมืองน้อย”
เขาคือบุตรชายของเจ้าเมืองริมน้ำ หลิวเฟิง เมื่อเขาเห็นคนเหล่านี้กล่าวทักทาย เขาพยักหน้าและมองไปยังเสี่ยวเอ้อ
“เสี่ยวเอ้อ รีบนำข้าไปยังที่นั่งริมหน้าต่าง ข้ามีแขกคนสำคัญมาด้วย นำอาหารจานที่ดีที่สุดของเจ้ามา
“ขอรับ ขอรับเจ้าเมืองน้อย แต่...” เสี่ยวเอ้อดูเหมือนมีอะไรบางอย่าง
“แต่อะไร?” หลิวเฟิงถามเสียงดัง
“ที่นั่งริมหน้าต่างที่ท่านต้องการ ตอนนี้มีลูกค้ากินอาหารอยู่” เสี่ยวเอ้อกล่าว
“มันเป็นใคร? ให้ย้ายไปโต๊ะอื่นเดี๋ยวนี้” เขากล่าวกับเสี่ยวเอ้อ
เสี่ยวเอ้อรีบวิ่งไปยังชายหนุ่มที่กำลังกินอาหารและกล่าวขึ้น “ท่านลูกค้าช่วยเปลี่ยนที่นั่งด้วย เจ้าเมืองน้อยอยู่ที่นี่และต้องการที่นั่งนี้” เสี่ยวเอ้อกล่าวด้วยความเคารพ
“ไม่มีทาง” ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวเอ้อตอบกลับมาและเริ่มกินต่อ
เสี่ยวเอ้อมองไปยังหลิวเฟิงและเด็กสาวที่อย่าด้านข้างอย่างช่วยไม่ได้
หลิวเฟิงขมวดคิ้วและเดินไปหาเย่เสี่ยว
“ขยะ เจ้าไม่แม้แต่จะทำให้มันย้ายตะไปได้” หลิวเฟิงกล่าวกับเสี่ยวเอ้อ จากนั้นจึงหันมาทางเย่เสี่ยว
“เจ้าเอาเงินนี่ไปแล้วไสหัวไปซะ” หลิวเฟิงโยนถุงเงินและพูดกับเย่เสี่ยว
เย่เสี่ยวไม่แม้แต่จะสนใจและกินต่อ
เห็นเช่นนี้ เด็กสาบแปลกใจเล็กน้อย นางมาถึงเมืองนี้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนพร้อมกับปรมาจารย์ข่ายอาคมเพื่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายจากที่นี่ไปยังเมืองหลวง นางจึงพักอยู่ในจวนเจ้าเมือง
ตั้งแต่ที่นางเจอหลิวเฟิง เขาติดตามนางไปทุกที่ ไม่ว่าใครที่เจอเขา ต่างต้องโค้งคำนับและทักทายเขา บ้างทักทายไปงั้นๆ บ้างทักทายตามคำสั่ง บ้างทักทายด้วยความเคารพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือต่างไว้หน้าเขา แต่ชายหนุ่มตรงหน้านางกลับเมินเฉยเจ้าเมืองน้อยหลิวเฟิง