เจ้าชายที่ถูกทอดทิ้ง
องค์ราชินีลุกจากที่นั่ง มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคัมพัส ในขณะตรวจสอบอาการของเขา ‘เมามากขนาดนี้เชียว? มันเป็นไปได้อย่างไร? ทั้งหมดที่เขาทำก็แค่สูดกลิ่นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น’
เธอเขย่าไหล่เขาเบาๆ เมื่อเห็นว่าคัมพัสพยายามอย่างเต็มที่ที่จะตอบสนองเธอ แต่ก็หมดสติไป ไม่นานก็ผล็อยหลับไปทั้งๆ อย่างน้้น เมื่อเห็นการกระทำของเขา เธอก็หัวเราะร่าออกมา ‘ผู้ชายคนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก’
จากนั้นเธอก็ปัดผมของเขาไปด้านข้าง มองหน้าเขาขณะที่เธอถอนหายใจออกมา ‘ด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาเช่นนี้ ถ้าเจ้าไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าชาย ชีวิตของเจ้าคงเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น’
…
“บัดซบ ข้าคือเจ้าชายแห่งอาณาจักรเฮงซวยแห่งนี้ พวกเจ้าได้ยินข้าหรือไม่? เจ้าชาย! ข้าคือเจ้าชาย!” เรกริเอลตะโกนออกมา ในขณะที่เขาถูกลากออกจากวังโดยทหารองค์รักษ์สองนาย เมื่อมาถึงทางเข้า ทหารเหล่านั้นก็ทิ้งเขาลงในรถม้าอีกคัน ทั้งสองมองไปทางคนขับและพยักหน้าให้
ทหารองค์รักษ์สองสามคนนั่งอยู่ในรถม้าอยู่ก่อนแล้ว พวกเขาคว้าจับเรกริเอลทันทีที่เขาถูกโยนเข้ามาข้างใน แล้วรัดเขาด้วยเชือก รถม้าก็เริ่มเคลื่อนที่ทันที ไม่นานก็มาถึงจุดสิ้นสุดของเขตแดนของเมืองแล้ว
รถม้าดูไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ เพียงแต่มีรูปลักษณ์ที่ซับซ้อนน้อยกว่าเท่านั้น คนขับยกมือขึ้นเหนือลูกแก้วหินอ่อนขณะที่เขาใส่พลังงานเข้าไปในนั้น ใช้มันเป็นเชื้อเพลิงให้กับยานพาหนะและทำให้มันเคลื่อนที่
ตลอดการเดินทาง ทหารองค์รักษ์หัวเราะ “เราได้รับเกียรติให้ขึ้นราชรถใช่ไหม”
“ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณผู้นำพาความฉิบหายผู้นี้ล่ะนะ” ทหารองค์รักษ์อีกคนตบหลังเรกริเอล ในขณะที่เขาหัวเราะเสียงดัง
“ข้าขอท้าให้เจ้าแตะต้องตัวข้าอีกครั้ง! เจ้าสามัญชน ข้าจะประหารชีวิตเจ้า!” เรกริเอลสบถสาปแช่งออกมา ในขณะที่ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรออกมาอีก ใบหน้าของเขาก็ซีดลงเมื่อแรงกระแทกหนักๆ กระแทกเข้าที่ท้องของเขา มันทำให้เขาหายใจแทบไม่ออก
“ดูเหมือนว่าตัวหายนะผู้นี้ยังอยู่ภายใต้ภาพลวงตาของการเป็นเจ้าชายไม่หลุดออกมาเสียที” ทหารองครักษ์หดกำปั้นของเขา เขายิ้มเยาะและแสดงความโกรธเคืองในดวงตาของเขา “เจ้าทำให้ชีวิตของเด็กสาวผู้บริสุทธิ์มามากมาย พวกเขาจะได้รับความยุติธรรมในไม่ช้า”
เมื่อพวกเขามาถึงจุดสิ้นสุดของเมือง ทหารองค์รักษ์สองคนก็อุ้มเรกริเอลขึ้นรถม้า รถม้าเคลื่อนตัวออกจากเมืองหลวง ข้ามถนนลาดยางอย่างดีและย่ำเข้าสู่ถนนโคลน มุ่งหน้าสู่ชายขอบของอาณาจักร ตั้งใจจะมุ่งหน้าสู่อาณาจักรข้างเคียง
เมื่อเห็นเส้นทางที่พวกเขาไป ดวงตาของเรกริเอลก็เบิกกว้างขึ้นขณะที่ใบหน้าของเขาซีดเผือด เขารู้สึกหวาดกลัวสิ่งที่เลวร้ายที่สุดซึืงกำลังจะเกิดขึ้นกับเขา ทหารองครักษ์จึงตบหลังของเขาให้ผ่อนคลายลง “ใจเย็นๆ เจ้าจะไม่ถูกฆ่า เจ้าจะได้แต่งงานกับขุนนางจากอาณาจักรเดดิคัสในฐานะเจ้าชายช่างไร้ค่า ดังนั้นอย่างน้อยเจ้าก็สามารถช่วยอาณาจักรของเราด้วยวิธีนี้”
“ข้าได้ยินมาว่าหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่เขาจะแต่งงานด้วยมีนิสัยชอบสะสมกะโหลกผู้ชาย” ทหารองค์รักษ์อีกคนหัวเราะคิกคัก
‘กระโหลกมนุษย์? ให้ตายเถอะ ต้องไม่ใช่นาง! มันต้องไม่ใช่ยัยโรคจิตนั่น!’ เรกริเอลสบถสาปแช่งในใจขณะที่เขาพยายามดิ้นให้หลุดออกไป แต่เขาก็ไม่สามารถเอาชนะทหารองค์รักษ์ที่ปราบเขาได้อย่างง่ายดาย
เขาไม่เคยฝึกฝนมาก่อนในตลอดชีวิตของเขา และเนื่องจากขาดการออกกำลังกาย เขาจึงอ้วนฉุ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะแบกน้ำหนักของตัวเองได้มากกว่ายี่สิบก้าว เมื่อเทียบกับทหารผ่านศึกที่ผ่านประสบการณ์สงครามมาแล้ว 2 ครั้ง เขาจึงไม่นับเป็นตัวอะไรเลย
เป็นเวลาเย็นแล้วที่รถม้าออกจากเขตแดนของอาณาจักร มุ่งหน้าสู่เส้นทางในป่า อาณาจักรของพวกเขาไม่ได้ใหญ่โตอะไร แค่มีความยาวสูงสุด 260 กิโลเมตรและกว้างสูงสุด 140 กิโลเมตรเท่านั้น
และเมืองหลวงตั้งอยู่ห่างจากชายแดนเพียง 40 กิโลเมตร ดังนั้นรถม้าจึงข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเดินทางบนเส้นทางโคลนก็ตาม
เรกริเอลยอมจำนนต่อชะตากรรมของเขา ‘แม้ว่านางจะเป็นคนโรคจิต แต่ตราบใดที่ข้ามีสถานะ ข้าก็มีความสุขกับชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ ขอแค่นางไม่ขี้เหร่เกินไป ข้าจะยอมทนกับนางก็ได้’
แต่ในไม่ช้า ความคิดของเขาก็แตกสลายเมื่อเขาสังเกตเห็นต้นไม้รูปร่างประหลาดและพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ เขาตัวสั่นสะท้านขณะที่เขาตะโกนว่า “นี่ไม่ใช่ทางไปอาณาจักรเดดิคัส เราได้เข้าสู่จักรวรรดิเฮโรอิก้าแล้ว!”
“ถูกต้อง! เจ้าไม่ได้โง่เขลานี่นา” ทหารองครักษ์สองคนหัวเราะเบาๆ
“พวกเจ้าบอกว่าข้าจะได้แต่งงานกับหญิงสาวผู้สูงศักดิ์โรคจิตคนนั้นในอาณาจักรเดดิคัสไม่ใช่หรือ!” เรกริเอลตะโกนออกมา ในขณะที่เขาพยายามดิ้นรนหาทางออกอย่างหนัก
“เงียบ!” ทหารองค์รักษ์คนหนึ่งตะโกนออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนจะกระแทกศอกเข้าที่ต้นขาของเรกริเอล มันทำให้อีกฝ่ายหุบปากด้วยความเจ็บปวด
“ตอนแรกมันเป็นแผนของเรา” ทหารองค์รักษ์อีกคนพูด “แต่เจ้าไม่ใช่เจ้าชายอีกต่อไป ดังนั้นเราไม่สามารถตบแต่งเจ้ากับชนชั้นสูงได้ องค์ราชินีบอกว่าให้เจ้าตายเสียยังจะดีกว่า เช่นเดียวกับพี่น้องที่ไร้ประโยชน์คนอื่นๆ รวมถึงพระราชา”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? มันเกิดสิ่งใดขึ้นกับพระบิดาของข้า” เรกริเอลพูดอย่างตะกุกตะกักด้วยความตกใจ ทันใดนั้นรถม้าก็หยุดลง ทหารองค์รักษ์สองคนจึงลากเขาออกมาและกระแทกเขาลงกับพื้น
เรกริเอลรู้สึกลำบากในการลุกขึ้นด้วยตัวเอง ในขณะที่องครักษ์คนนั้นหัวเราะเยาะก่อนจะพยุงเขาให้อยู่ในท่าคุกเข่า “ขยะควรถูกกำจัดให้เหมาะสมที่สุด”
เรกริเอลสิ้นหวังเมื่อได้ยินเสียงขององค์รักษ์ผู้น้้น แต่ทันทีที่เขาจ้องหน้าเธอ ความโกรธก็พลุ่งพล่าน ในขณะที่เขาตะโกนใส่เงาที่ปรากฏต่อหน้าเขา “นายพลอาร์ติก้า! นางสารเลว! เจ้าสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์ เจ้ากล้าดียังไงถึงได้มาชี้ดาบใส่ราชวงศ์? เจ้าทำอะไรกับพระบิดาของข้า?”
มีกลุ่มสี่คนยืนอยู่ต่อหน้าเขา ทุกคนถูกปกปิดใบหน้ายกเว้นนายพลอาร์ติก้าคนเดียว แม้ว่าตอนนี้เธอจะไม่ได้สวมชุดเกราะ แต่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดาเพื่อให้ดูเหมือนเป็นฝีมือของโจร สำหรับอีกสามคนที่อยู่ข้างหลังเธอ พวกเขาดูไร้ชีวิตชีวาน่าจะเป็นหุ่นเชิดของเธอ
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของเขา นายพลอาร์ติก้าก็แคะหูของเธออย่างเฉยเมย เธอดูไม่สนใจขณะที่เธอชี้ไปทางทหารองค์รักษ์ หนึ่งในนั้นจึงหยิบมีดออกมาตัดเชือกที่มัดเขาออก แต่เรกริเอลพยายามลุกขึ้นและวิ่งแล้ว แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าขาของเขาปวดมาก เนื่องจากนั่งอยู่บนรถม้ามานานมากเกินไป
เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงพอที่จะวิ่ง เขาได้แต่พูดอย่างตะกุกตะกักว่า “พอเถอะ อย่าทำเล่นนี้เลย!”
นายพลอาร์ติก้าหยิบวัตถุทรงกระบอกออกมาและใส่พลังงานของเธอเข้าไป สร้างเป็นดาบพลังงานฉายแสงอยู่ในมือของเธอ
เรกริเอลมองเห็นดาบในมือของเธอจึงรู้สึกสิ้นหวัง ในขณะที่เขาได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันรอบตัวเขา แต่เมื่อเขาหมดหวัง เขาก็ได้ยินเสียงที่ดังขึ้นในหูของเขา มันเสียงที่ดูเหมือนจะสามารถช่วยชีวิตเขาได้
[ติ้ง!]