การจัดตั้งบริษัท
ตกตอนเย็น หลังอาหารค่ำ
หลังจากสาวน้อยซูเยว่ซิน เล่นเหนื่อยมาทั้งวัน วันนี้หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ก็เข้านอนเลย ในวัยนี้ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นโทรศัพท์ หรือดูทีวี ตามใจ และต้องเข้านอนก่อนสามทุ่ม
หลังจากฉินเทียนเยว่ เล่านิทานก่อนนอนให้ลูกสาวฟังจนหลับไปแล้ว เธอก็ออกมา ก็พบว่า สามีตัวเองทำอะไรบางอย่างอยู่ในห้องทำงาน
วิลล่าแห่งนี้ ถึงแม้จะเป็นวิลล่าชั้นเดียว แต่ก็จัดสรรได้อย่างลงตัว ภายในห้องโถงกิจกรรมนั้น ยังสามารถมีมุมของโต๊ะทำงาน และชั้นหนังสืออีกมาก บนโต๊ะ มีคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และในบ้านก็มีไวไฟมีอินเตอร์เน็ต ให้ใช้งาน หากจะทำงานอยู่บ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
“ที่รักคะ คุณกำลังคิดอะไรอยู่”
“หือ คุณเล่นหุ้นด้วยเหรอ” เธอเดินมาดูหน้าจอ เห็นกราฟหุ้นเขียวๆอยู่หลายตัว แสดงว่าเขาเล่นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“นิดหน่อยนะ”
แบรนน็อคดึงเอาฉินเทียนเยว่ มานั่งตักแล้วหอมแก้มเธอไปหนึ่งอย่างสนิทสนม เธอก็กอดคอเขาเอาไว้ ภาพที่ปรากฏออกมาค่อนข้างทำให้ฉินเทียนเยว่รู้สึกหวานเล็กน้อย
“ผมมีเรื่องต้องการจะคุยกับคุณอยู่พอดี”
“เรื่องอะไรคะ”
“ผมคิดว่า จะลาออกจากการงาน แล้วก่อตั้งบริษัท คุณคิดว่ายังไง”
ฉินเทียนเยว่ รู้สึกตกใจเล็กน้อยที่ได้ยิน
“คุณจะเปิดคลีนิคหรือสถานพยาบาลเองหรือเปล่าคะ”
ในยุคนี้ มีหมอหลายคน ที่ลาออกมาเปิดคลีนิค หรือสถานพยาบาลเอง แต่โอกาสที่จะสำเร็จนั้นมีน้อยมาก อย่างน้อยๆต้องทำควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่ออกเลย แล้วเปิดคลีนิคหรือสถานพยาบาลเองได้เลย
“เปล่าจ๊ะ ผมอยากสร้างบริษัท ที่วิจัยและพัฒนา ยานอวกาศ”
พอได้ยิน ฉินเทียนเยว่ ก็ตาโตแทบไม่เชื่อหูตัวเอง นี่มันแตกต่างจากที่เธอคิดเอาไว้ลิบลับ
“เอ่อ ทำไม คุณอยากสร้างบริษัทนี้เหรอคะ”
ความจริงเธออยากจะบอกว่า คุณมันบ้าไปแล้ว
ไม่มีใครไม่รู้ว่า บริษัท เทคโนโลยี อะไรพวกนี้ เป็นหลุมลึกไร้ก้น ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินทุนเท่าไหร่ ที่ใช้ถมมัน หากว่าเป็นองค์กรวิสาหกิจ หรือรัฐวิสาหกิจ ก็ยังได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลได้ หากเป็นบริษัทเอกชน ไม่มีใครกล้าแตะต้องหรือก้าวเท้าเข้าไปแตะต้องเรื่องนี้ หรือหากสำเร็จ แม้เพียงเล็กน้อย หากเส้นสายไม่แข็งแกร่งมากพอ ก็อาจจะสูญเสียมันไปได้ตลอดเวลา นั่นมิเท่ากับตัดชุดแต่งงานให้คนอื่นดอกหรือ
“เอ่อ คืออย่างงี้ ตอนผมเป็นเด็ก ผมอยากเป็นนักบินอวกาศมาโดยตลอด และต่อมา ผมโตขึ้นและได้ภรรยาเป็นกัปตันเครื่องบินพาณิชย์ ผมก็เลยคิดว่า ผมอยากสร้างยานอวกาศ ให้ภรรยาของผมเป็นกัปตันยานอวกาศ ทั้งยังเป็นกัปตันหญิงคนแรก ที่ได้ขับยานอวกาศลำแรกของจีน และลำแรกของโลก ที่พาคนบนโลก บินไปเที่ยวบนสถานีอวกาศ หรือฐานอวกาศบนดวงจันทร์ หรือฐานบนดาวอังคารก็ได้ คุณคิดว่าดีหรือเปล่า”
แบรนน็อคโกหกแบบหน้าไม่แดง หัวใจไม่เต้นแรง ดูเหมือนว่า นับวันเขาจะยิ่งโกหกได้แนบเนียนมากยิ่งขึ้น
ในตอนเขาเป็นทหาร เขาได้รับการฝึก การขับยาน ซ่อมยาน และบัญชาการยาน มากกว่าหนึ่งแบบ ส่วนการต่อยานนั้นก็ยังพอมีความรู้เล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเมื่อเขามีลามอส เพราะมันมีการส่งต่อความรู้และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และเทคโนโลยีโปรตอส หากจะต่อยานอวกาศซักลำนั้นไม่ใช่ปัญหาสำหรับมัน ปัญหาเพียงอย่างเดียว ก็คงวัสดุในการสร้างมัน ที่ต้องสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ และต้องใช้เวลานานในการสร้าง เท่านั้นเอง
แต่หากจะสร้างยานขนส่งลำเล็กๆ ก็ยังพอเป็นไปได้ในระยะเวลาอันสั้น
“มันฟังดูบ้ามาก แต่ฉันชอบนะ”
“คุณโรแมนติกมาก”
“คุณคิดอย่างงั้นเหรอ”
“อืม! ค่ะ! ตอนนี้คุณหมอสามีของฉัน จะเปลี่ยนอาชีพเป็นวิศวกร ยานอวกาศ เพื่อฉัน ฉันผู้เป็นภรรยา จะไม่ดีใจได้ยังไงล่ะ ทีนี้คุณสามี จะพากัปตันยานอวกาศหญิงคนนี้ เข้านอนได้หรือยังคะ”
ฉินเทียนเยว่คิดว่าเขาคงพูดเล่นเพื่อเอาใจเธอมากกว่า เพราะเรื่องนี้มันฟังบ้ามาก อย่าว่าแต่ยานอวกาศเลย แค่สร้างเครื่องบินก็ยังยากมากสำหรับเธอ แม้ว่ามันจะเป็นแค่เครื่องบินบังคับวิทยุก็ตาม และถึงแม้ว่าเธอจะเป็นกัปตันเครื่องบินพาณิชย์ก็ตาม แต่หากให้เธอสร้างเครื่องบินเอง เธอก็คงต้องส่ายหัว
“โอเค”
แบรนน็อคไม่พูดมากอีกต่อไป อุ้มเอาฉินเทียนเยว่ เข้าห้องนอนไป ยังไงเขาก็ต้องทำตัวเนียน เป็นมนุษย์โลกนี้ แสร้งทำเป็นซูไป๋ เป็นสามีที่ดีของฉินเทียนเยว่ต่อไป
…
เจ็ดวันผ่านไป ก็หมดวันหยุดวันลาของฉินเทียนเยว่
ในเจ็ดวันนี้ แบรนน็อค ก็เจอหนวดซาโคมา อีกข้างหนึ่งของเอเลี่ยนในทะเลสาบ และพบปลากลายพันธุ์หลายตัว บางตัวเป็นปลาไหลที่ใหญ่เท่างูเหลือม เขาจึงได้เก็บเอาไว้กินพอดี นอกจากนั้นก็มีกุ้ง หอย ปู ปลาเล็ก ปลาน้อย ปลาใหญ่ กลายพันธุ์ ถึงเขาจะจับพวกมันมามากมาย แต่เขาก็จับพวกมันได้ไม่ทั้งหมด มีหลายตัวที่เล็ดรอดไปแม่น้ำได้
ทะเลสาบแห่งนี้ ไม่ใช่อ่างเก็บน้ำ มันสามารถไหลออกแม่น้ำสายใหญ่ ที่ปลายทางคือทะเล ใครจะรู้ว่า หนวดซาโคมาอีกหลายหนวด อาจจะถูกปลามากมายกัดกิน แล้วออกทะเลไปแล้วก็ได้ เพียงแต่ในตอนนี้พวกมันบางตัวยังไม่ได้กลายพันธุ์ และแสดงตัวออกมา จึงทำให้การค้นหาของเขายากขึ้นไปอีก
“ความสำเร็จในการหลอมรวม 41.2%”
“อย่างน้อยๆก็มีการพัฒนา” แบรนน็อคพูดในใจตัวเอง
…
เนื่องจากแบรนน็อคต้องไปทำเรื่องลาออกอย่างจริงจัง และต้องจัดตั้งบริษัทใหม่ เขาจึงต้องกลับไปที่เซี่ยงไฮ้ด้วยในคราวนี้
รถของฉินเทียนเยว่ นั้นเป็นรถเช่า ก็ได้เวลาคืนรถพอดี แต่รถของซูไป๋นั้นเป็นรถของเขาเอง เขาต้องเช่าที่จอดรถในสนามบินเพื่อจอดรถ เมื่อกลับมาอีกครั้ง เขาสามารถขับรถกลับจากสนามบินได้เลย โดยไม่ต้องนั่งแท๊กซี่
และเมื่อบินถึงเซี่ยงไฮ้ พวกเขาก็สามารถนั่งรถของฉินเทียนเยว่ ที่เธอจอดเอาไว้ที่สนามบิน ขับกลับบ้านได้ด้วยเช่นกัน
…
เมื่อมาถึงเซี่ยงไฮ้ เขาก็ต้องตื่นตกใจเล็กน้อย กับสภาพใหม่ ไม่คาดคิดว่า โลกนี้จะเจริญกว่าที่คิดเอาไว้ แต่หากเทียบกับโลกของเขา นับว่ายังห่างไกล เหมือนกับหมู่บ้านในชนบทกับเมืองใหญ่ เขาจึงไม่แตกตื่น หรือตกใจกับตึกสูงๆที่เห็นมากนัก และบางทีการที่ไม่ได้เห็นรถบินได้บินว่อนไปทั่วฟ้า เหมือนในโลกของเขา ก็สบายตาไปอีกแบบเหมือนกัน
…
ที่บ้าน หรือวิลล่าที่อยู่อาศัยของซูไป๋และฉินเทียนเยว่นั้น มีพื้นที่ 360 ตรม. ถึงถือได้ว่าเป็นบ้านขนาดใหญ่และราคาแพงมากในเซี่ยงไฮ้ และมันยังเป็นวิลล่า ที่ติดทะเลสาบเล็กๆอีกด้วย
วิลล่าแห่งนี้ อยู่ใกล้ทั้งสนามบิน โรงพยาบาล และโรงเรียน
และในวัยนี้ ซูเยว่ฉินก็ได้ไปโรงเรียนเตรียมอนุบาลแล้ว ถึงแม้ว่าจะแค่ไปเล่นและนอนกับพวกเด็กๆรุ่นๆเดียวกันก็ตาม
ในบ้านยังมีคนรับใช้เต็มเวลาที่พักอาศัยในบ้าน ทำหน้าที่เป็น แม่บ้าน แม่ครัว พี่เลี้ยงเด็ก สามคน แต่ไม่มีคนขับรถ เพราะทั้งซูไป๋และฉินเทียนเยว่ขับรถเอง
พี่เลี้ยงเด็กนั้น เป็นพี่เลี้ยงเต็มเวลา มีหน้าที่คอยรับส่งซูเยว่ซิน และดูแลเธอระหว่างที่พ่อแม่ไม่อยู่ จนกว่าจะเข้านอน หรือ ตื่นอีกครั้งของอีกวันไปโรงเรียน
พี่เลี้ยงเป็นหญิงวัยสี่สิบ ที่มาจากบ้านของบิดามารดาฉินเทียนเยว่ เป็นคนเก่าแก่ จึงค่อนข้างไว้ใจได้
ด้วยตำแหน่ง หน้าที่การงาน เงินเก็บ และเงินมรดก ของทั้งซูไป๋และฉินเทียนเยว่ แทบเรียกได้ว่า พวกเขาไม่ได้ขาดเงิน จึงไม่มีปัญหาหากจะจ้างคนดูแลบ้าน
สิ่งที่ขาดอย่างเดียว คือ เวลา
หลังจากกลับมาวันแรก ฉินเทียนเยว่ ก็ต้องบินข้ามประเทศ แล้วพักที่นั่นหนึ่งวัน แล้วถึงได้บินกลับมา และยังมีงานบินหลังจากนั้น สรุปแล้วอาทิตย์หนึ่ง เธอจะได้นอนบ้านแค่สามวันเท่านั้นเอง หากเป็นสมัยก่อนที่ซูไป๋ต้องทำงาน ยิ่งหนักกว่าอีก เพราะบางวันก็เข้าเวรดึก เวรกลางคืน แล้วมานอนเอาตอนกลางวัน จึงไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน
แต่เป็นแบบนี้ก็ดี ช่วงเวลานี้ แบรนน็อคถึงได้พักหายใจหายคอ และไปทำเรื่องลาออกจากงานในโรงพยาบาล
…
ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน หากคุณขาดงาน หรือไม่อยากทำงานอีกต่อไป คุณต้องลาออก อย่างเป็นกิจลักษณะ มิเช่นนั้น จะถือว่าละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ หากเป็นทหาร ก็คือหนีทหาร
เมื่อแบรนน็อคสวมตัวตนเป็น ซูไป๋ เขาจึงทำให้มันถูกต้องด้วย
และการลาออกของเขานั้น ไม่ได้สร้างความแตกตื่นแต่อย่างใด ในโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลก็เหมือนสนามรบ หมอก็เหมือนทหาร นอกจากการรักษาผู้ป่วยหรือคนไข้แล้วนั้น ต่างก็ต้องต่อสู้ เพื่อหน้าที่การงานและตำแหน่งที่สูงขึ้นให้กับตัวเอง เมื่อได้ยินว่าซูไป๋ จะลาออก แม้ปากบอกว่าให้คิดดูใหม่ และรู้สึกเสียใจ เหมือนสูญเสีย แต่ลึกๆในใจของหลายคน ต่างแอบอมยิ้มอยู่ในใจ นั่นเท่ากับ ตัดคู่แข่งไปได้อีกคน
เพียงแต่ว่า มีอินเทรินหรือลูกศิษย์ของซูไป๋ ที่ต้องโยนย้ายให้กับคนอื่น แต่หนึ่งเดือนที่เขาหายไป มันก็ไม่ได้ทำให้ลำบาก เพราะต่างหาอาจารย์ใหม่หรือผู้ดูแลใหม่กันหมดแล้ว
มันจึงแทบเรียกได้ว่า ห้าปีที่ซูไป๋ทำงานในโรงพยาบาล ไม่มีใครที่ผูกพันกับเขาจริงๆเลย ไม่มีใครสนใจถามด้วยซ้ำว่า เขาลาออกไปทำไม หากซูไป๋ที่อยู่ใต้หลุมศพรับรู้ เขาก็คงจะรู้สึกเสียใจมาก โชคดีที่เขาไม่รับรู้อะไรแล้ว
แต่เขารู้ดีว่า นั่นเกิดจากความเครียดสะสมของซูไป๋ ที่เคยไปทำงานช่วยรบในตะวันออกกลาง และทำงานเป็นซีไอเอมาก่อน เขาจึงไม่ค่อยเชื่อใจใครนอกจากตัวเอง จึงเหมือนเป็นคนเก็บตัว ไม่เปิดรับคนอื่น เมื่อทำงานก็คือทำงาน ไม่พูดให้มากความ แถมยังเป็นคนอารมณ์ร้าย ด่าไม่ไว้หน้า บรรดาหมอและพยาบาลที่ทำงานร่วมกันกับเขาจึงพากันเครียดมาก
…
การจัดตั้งบริษัท ในยุคนี้ ก็ไม่ได้ยุ่งยากอันใด มีบริษัท ที่รับจัดการเรื่องให้เรียบร้อย เพียงจ่ายเงิน
ไม่นานหลังจากนั้น บริษัท ซูฉิน เทคโนโลยี ก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้น ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านหยวน
โดยชื่อบริษัทก็เอามาจากซู ที่มาจาก ซูไป๋ กับฉิน ที่มาจาก ฉินเทียนเยว่
อีกทั้งชื่อนี้ ซูไป๋เคยคิดที่เอาไว้ตั้งชื่อลูกคนต่อไปของเขา ตอนนี้เขาไม่มีโอกาสแล้ว เขาจึงใช้ชื่อนี้ เพื่อถือว่าเป็นการชดเชยให้กับซูไป๋ ที่แบรนน็อคได้เอาตัวตนของเขามาใช้ และเขายังตั้งใจเอาไว้แล้วว่า เขาจะช่วยดูแลภรรยาและลูกของซูไป๋ และใช้ตัวตนซูไป๋อย่างดีที่สุด โดยไม่ให้เสียชื่อ