การจะเป็นศิษย์ข้านั้นไม่ง่าย
ยุคปัจจุบันนี้ หาสัตว์ป่ายากมาก เพราะมันส่วนใหญ่ถูกล่าและฆ่าไปหมดแล้ว ที่พอหาได้ ก็เป็นพวกสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกระรอก งู หนู แมลง อะไรพวกนั้น และส่วนใหญ่บินไปทางไหนก็เจอแต่บ้านคน ขนาดบนดอยก็ยังมีคนมาสร้างบ้าน มันยากมากที่จะเจอฝูงสุนัขป่ากลายพันธุ์เหมือนวันแรกๆ สิ่งนี้ทำให้งานของเขายากขึ้นไปอีก
พอบินไปบินมา ก็ถึงพื้นที่ทหารป่า โดยไม่รู้ตัว ค่ายแห่งนี้ดูคึกคักครึกครื้นกว่าเดิม เหมือนว่าจะเสริมกำลังมากกว่าเดิมหลายเท่า ล้อมรั้วด้วยลวดหนามหลายชั้น มีทหารติดอาวุธมากกว่าเดิม ที่นี่ยังมีไฟฟ้าใช้ คาดว่ารั้วก็น่าจะเป็นรั้วไฟฟ้าด้วย มีตู้คอนเทนเนอร์ และกระโจมเต็นท์มากกว่าเดิม กระโจมเต็นท์พวกนี้ ภายในดัดแปลงทำเป็นห้องทดลองต่างๆ ภายในนั้นเหมือนจะมีนักวิทยาศาสตร์หรือหมอ กำลังทดลองอะไรบางอย่างอยู่คนหนึ่ง
คนผู้นี้ เหมือนว่าจะเป็นคนที่แบรนน็อคเคยเห็น เธอเป็นทหารหญิง ที่อยู่ในค่ายฝึกรบพิเศษ
แต่ว่าเธอไม่ได้เป็นทหารหน่วยรบพิเศษ แต่เป็นหมอทหาร และกำลังทดลองอะไรบางอย่าง
แบรนน็อคเฝ้าดูอยู่นาน เหมือนจะเข้าใจว่าเธอกำลังทดลองอะไร เหมือนพยายามจะสกัดยายีนส์จากยีนส์ของทหารที่ได้กินสุนัขป่ากลายพันธุ์วันนั้น
เขาไม่รู้ว่าเทคโนโลยีของโลกนี้เป็นยังไง แต่จากข้อมูลของซูไป๋ เขาพบว่ามันยากมาก มนุษย์มีความต้องการที่จะพัฒนายีนส์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มาหลายสิบหลายร้อยปีแล้ว พวกเขาทดลองนำยีนส์จากสัตว์ ที่หางขาดแล้วสามารถงอกหางใหม่ได้ แล้วมาทดลองดูว่า มนุษย์จะสามารถงอกอวัยวะเหมือนพวกมันได้หรือเปล่า แน่นอนว่าจะต้องทดลองกับหนูทดลองให้สำเร็จเสียก่อน แล้วจึงทดลองกับคน
แต่ตอนนี้พวกเขากำลังทดลองกับยีนส์จากมนุษย์ สิ่งนี้น่าจะสกัดยีนส์ได้ง่ายกว่า แต่มันก็ไม่ใช่จะสำเร็จได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในป่าในเขา ที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือจำกัดแบบนี้
แน่นอนว่า การทดลองอะไรแบบนี้ ไม่สามารถทดลองได้อย่างเปิดเผยอยู่แล้ว คงต้องทดลองในพื้นที่ลับแบบนี้แหละ เก็บความลับได้ดี หากมีอะไรผิดพลาดก็ฝังศพไว้ในป่าได้เลย
แบรนน็อคเฝ้าดูอยู่นาน ก็ไม่เห็นจะมีอะไร และหลายคนก็ไปนอนกันหมดแล้ว แบรนน็อคจึงแลนดิ้งลงมา แล้วค่อยๆลอยเข้าไปในเต็นท์ แล้วค่อยๆออกจากการล่องหน
“แฮ่ม”
สตรีนางนั้น เหมือนจะรู้ตัวแล้วแต่ไม่สนใจ
“ใกล้จะเสร็จแล้วค่ะ”
สงสัยว่าเธอจะคิดว่าเขาเป็นคนอื่น
“อืม”
ไม่นานเท่าไหร่ เธอก็รู้ตัวแล้วหันมา เข่าแทบจะทรุด
“ท่าน ผู้อาวุโสเมิ่ง”
“อืม”
เขาน่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอ แบรนน็อคจึงเก๊กขรึมเล็กน้อย ยืนเอามือไพล่หลัง ทำหน้าเหมือนไม่ได้แสดงอารมณ์ หรือสนใจ สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่
“เจ้ากำลังเล่นแร่แปรธาตุอยู่กระนั้นหรือ”
“เล่นแร่แปรธาตุ”
“อ๋อ ฉันกำลัง ลองสกัดยีนส์จากเลือดของทหารค่ะ”
“อืม พยายามเข้านะ หากเจ้าทำแบบนี้ อีกซักสิบหรือห้าสิบปี น่าจะทำสำเร็จเข้าซักวันหนึ่ง”
“ผู้อาวุโสได้โปรดชี้แนะ”
“ทำไมเจ้าไม่ลองถ่ายเลือดดูล่ะ วิธีนี้จะง่ายกว่าไหม ยุคนี้มีวิธีแยกแยะกรุ๊ปเลือดอยู่ใช่ไหม ยกตัวอย่างเช่น ให้ทหารที่มีกรุ๊ปเลือดเอ บริจาคเลือดออกมาซักถุง แล้วลองนำเลือดนั้น ไปบริจาคให้คนเลือดกรุ๊ปเดียวกัน ที่ยังไม่ได้วิวัฒนาการดู มันจะทำให้เขาวิวัฒนาการไปด้วยหรือเปล่า”
“วิธีนี้ใช้ได้ผลเหรอคะ”
“ใช้ได้ แต่มันจะลดประสิทธิภาพลงเล็กน้อย จะให้ดีก็คงต้องปลูกถ่ายไขกระดูก”
“ขอบคุณผู้อาวุโส” สตรีนางนั้น ดวงตาเป็นประกาย เหมือนค้นพบทวีปใหม่ แม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆกับศัพท์สมัยใหม่ที่คนโบราณคนนี้พูดก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสคนนี้จะมีความรู้ยุคนี้ไม่น้อย รู้จักกรุ๊ปเลือด หรือไขกระดูกด้วย คาดว่าพอเขาออกมา เขาก็ศึกษาความรู้สมัยใหม่ จนแตกฉานไม่น้อย
ความจริงด้วยภูมิปัญญาของมนุษย์สมัยนี้ พวกเขาจะพบวิธีนี้ไม่ช้าก็เร็ว แบรนน็อคแค่พูดออกมาเร็วกว่าที่พวกเขาจะคิดได้เท่านั้นเอง จะได้ถือว่าเป็นการชี้แนะ และได้รับความนับถือมากขึ้น
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
ในตอนนั้นเอง ก็มีอีกคนเข้ามา เป็นเจียงกู่หนาน ผู้บัญชาการค่ายแห่งนี้
“คุณพ่อ”
ที่แท้สองคนนี้ก็เป็นพ่อลูกกัน จริงสินะ ดูเหมือนที่ป้ายชื่อของเธอจะเขียนว่า เจียงกู่หลิน
“คาราวะผู้อาวุโส” เจียงกู่หนาน ที่เข้ามาก็เอ่ยทักทายอีกครั้ง
“ตามสบาย ไม่ต้องมากพิธี” แบรนน็อคโบกมือ
“ครับผู้อาวุโส”
“เมื่อครู่ ผู้อาวุโสบอกว่า ถ่ายเลือด หรือปลูกถ่ายไขกระดูก มันจะได้ผลจริงหรือเปล่าครับ” เจียงกู่หนาน ถามอย่างกระตือรือร้น
“ได้ผลจริงหรือเปล่า พวกเจ้าลองดู แล้วก็จะรู้เอง”
“แต่การปลูกถ่ายไขกระดูกมีความเสี่ยง ไม่ว่ามนุษย์ธรรมดาหรือมนุษย์กลายพันธุ์ก็ตาม”
“จะให้ดีก็สกัดสเต็มเซลล์จากไขกระดูก เพียงแต่ห้องทดลองของเจ้า ควรต้องสะอาดปลอดเชื้อและเป็นพื้นที่ปิดมากกว่านี้ ไม่สามารถทำแบบลวกๆได้ เพราะจะเป็นอันตรายกับผู้บริจาค”
“ขอบคุณผู้อาวุโส หากว่าโครงการนี้สำเร็จ มันจะช่วยชีวิตทหารได้มากทีเดียว”
แบรนน็อคพยักหน้า เขาเองก็เป็นทหาร จึงรู้สึกเห็นใจเพื่อนทหาร แม้ว่าจะเป็นทหารในต่างโลกก็ตาม การเพิ่มความแข็งแกร่งของทหาร ถือเป็นการลดการสูญเสียของทหารอย่างหนึ่ง เพราะในยุคนี้ ไม่ได้จะเอาไว้ไปรบกับใครอยู่แล้ว อย่างมากก็แค่ปะทะกันชายแดน กับภารกิจลับต่างประเทศ ส่วนอะไรที่เสี่ยงๆกับพวกผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อความไม่สงบ แก๊ง ปล้นฆ่า นักเลง เจ้าพ่อพวกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานของตำรวจ
หากเทียบกับโลกเก่าของเขา ส่วนใหญ่แล้วประเทศนี้ เหมือนวุ่นวาย แต่ค่อนข้างสงบ แต่เตรียมพร้อมไว้ก็ไม่เสียหลาย
“หากพวกเจ้าทดลองทำสำเร็จ ข้ากลัวว่าเลือดของพวกเจ้าจะมีค่ามาก และทหารของค่ายนี้ อาจกลายเป็นแค่ถุงเลือดของคนอื่น” แบรนน็อคเอ่ยออกมาลอยๆ แต่เหมือนช่วยเตือนสติ
ทั้งสองพ่อลูกพากันมองหน้ากัน
ใช่แล้ว หากสำเร็จ หลังจากนี้ พวกเขาอาจทำอยู่อย่างเดียวคือคอยบริจาคเลือด บริจาคไขกระดูกให้คนอื่น แต่แล้วยังไงล่ะ หากมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทหารและกองทัพได้ มันก็คุ้มค่า
แบรนน็อคคล้ายเอ่ยจบแล้ว ไม่คิดพูดอะไรให้มากความอีก เดินออกมาจากกระโจมเต็นท์นั้น เมื่อเดินออกมา ทหารยามที่เฝ้าอยู่ก็ทำความเคารพเขา ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่
“ท่านผู้อาวุโส”
“อืม”
แบรนน็อคครุ่นคิดนิดหนึ่ง ข่าวที่ว่า แบรนน็อคในรูปลักษณ์ซูไป๋ ได้ฆ่าสุนัขป่ากลายพันธุ์ไปสามสิบกว่าตัว ก่อนหน้านี้ ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีคนโยงมาถึงผู้อาวุโสลึกลับเมิ่งฮ่าวเป็นแน่ เพราะวันนั้นเขาบอกกับหวังหยางและฉู่ปิงว่าเขาก็เป็นผู้ฝึกตน อีกทั้งอาจใช้ความสัมพันธ์นี้ ให้ทหารช่วยดูแลเขา ตอนที่เขาเป็นซูไป๋ ในการจัดการปัญหาต่างๆในการดำเนินงานของบริษัท ซูฉิน เทคโนโลยี ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ แบรนน็อคจึงว่า
“จริงสิ ข้ามีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาชื่อซูไป๋ อยู่ที่บ้านริมทะเลสาบ โหย่วเฉิง เมื่อหลายวันก่อน เขาได้ฆ่าสุนัขป่ากลายพันธุ์ไปสามสิบตัว และทำการชำระล้างไอมารให้พวกมันไปหมดแล้ว และได้ยกให้กับตำรวจ สน.โหยว่เฉิงไป ไม่รู้ว่าพวกเขาได้นำซากศพสุนัขป่าพวกนั้นไปทำอะไร แต่เนื้อของสัตว์อสูรกลายพันธุ์พวกนั้นมีค่ามาก หากทหารได้กินมันย่อมเป็นผลดี กับพวกเขา หากพวกเขาฝังไว้ ก็ไปขุดมา มันไม่ได้เน่าเสียง่ายๆ หากพวกเขายังเก็บไว้ ก็น่าจะขอแบ่งมากินได้”
แบรนน็อคเอ่ยออกมา เหมือนเอ่ยลอยๆ แบบไม่ได้ใส่ใจ แต่เหมือนทิ้งใจความสำคัญเอาไว้ ทำให้พวกเขาจับใจความได้ว่า ผู้อาวุโสผู้นี้ มีลูกศิษย์ และเหมือนว่า เขาจะชื่อซูไป๋ และซูไป๋ผู้นั้น ได้ฆ่าสัตว์กลายพันธุ์ไปสามสิบตัว แล้วยกให้ตำรวจไป แล้วบอกให้พวกเขาไปขอแบ่งมากิน
พ่อและลูกสาว พากันดวงตาเป็นประกาย พวกเขานึกถึงเนื้อสัตว์อสูรกลายพันธุ์นั้นอยู่พอดี พอนึกถึงแล้วก็รู้สึกน้ำลายไหล ตั้งแต่พวกเขากินเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ไปในวันนั้น ก็กินเนื้ออะไรอย่างอื่นไม่อร่อยเลย เหมือนเนื้อสุนัขป่ากลายพันธุ์ในวันนั้น เป็นเนื้อสวรรค์ก็มิปาน ในตอนนี้ในค่าย ก็ยังมีบางคนแอบเอาเศษกระดูกพวกมันมาต้มมาแทะกินกันอยู่เลย
“ผู้อาวุโสคะ ทำยังไงถึงจะเป็นลูกศิษย์ของท่านได้ ท่านรับศิษย์สตรีหรือไม่” เจียงกู่หลินเอ่ยถามออกมาด้วยความคาดหวัง เมื่อสามารถรับศิษย์หนึ่งคนได้ ก็สามารถรับศิษย์อีกคนเพิ่มได้ใช่ไหม และนี่เป็นคำถามที่ทหารหลายคนในค่ายทหาร คิดอยากจะถามเขานานแล้ว
“สมัยก่อน เป็นศิษย์ของตัวข้าผู้แซ่เมิ่งผู้นี้ เป็นเรื่องยากมาก เพราะข้าไม่รับลูกศิษย์ง่ายๆ แต่เพื่อช่วยเพิ่มเลือดใหม่ให้นิกาย ข้าจึงรับปากจ้าวนิกายว่า ในรอบร้อยปี จะรับลูกศิษย์หนึ่งคน และพวกเขาต้องโดดเด่นในบรรดาลูกศิษย์สายใน แทบเรียกได้ว่า หนึ่งในล้าน และลูกศิษย์ของข้าแต่ละคนก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ส่วนใหญ่พวกเขาตอนนี้ น่าจะขึ้นไปอยู่บนโลกเบื้องบนกันหมดแล้ว”
“แต่สมัยนี้ พลังวิญญาณร่อยหรอ และยังไม่ฟื้นคืน ข้าจึงลดเงื่อนไขลง มันจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเป็นศิษย์ข้า อันดับแรก ต้องมีรากวิญญาณ สำหรับพวกเจ้า อันดับแรก ก็คงต้องใช้พลังวิญญาณให้ได้ก่อน อืม ต้องเรียกว่า ปลุกพลัง แบบนี้”
แบรนน็อค ลองเสกลูกไฟออกมาจากฝ่ามือ มันก็กลายเป็นลูกไฟก้อนกลมเท่าลูกปิงปองแดงฉานและลุกโชนลอยอยู่กลางฝ่ามือ และแผ่ไอร้อนออกมา มันระอุเหมือนเหล็กหลอมเหลว น่าจะเกินหนึ่งพันองศา เมื่อเขากำมือ มันก็สูญสลายหายไป
“ง่ายๆเลยก็คือต้องใช้พลังธาตุได้”
“ก็ในเมื่อตอนนี้ เวลาก็ผ่านมาแล้วพันปี ข้าจึงคิดรับศิษย์สิบคน เพื่อเติมเลือดใหม่เข้านิกาย ซูไป๋ผู้นั้นมีรากวิญญาณธาตุไฟ ข้าก็เลยรับเขาเป็นศิษย์ ถือว่าผ่านเงื่อนไขข้อแรกของข้า ส่วนเงื่อนไขอีกสองข้อของข้า พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ และยังไม่ต้องไปสนใจมัน ให้ผ่านเงื่อนไขข้อแรกให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาถามข้าอีกที”
แต่ความจริงแล้วนั้น คนที่จะปลุกพลังแบบนี้ได้ จะต้องได้รับยายีนส์ระดับสี่ เรื่องนี้ แบรนน็อคไม่ได้บอกออกไป แต่ซากศพเอเลี่ยนระดับห้านั้น ก็มีความเป็นไปได้ ที่คนหรือสัตว์ที่กินมันเข้าไปจะกลายพันธุ์ระดับสาม หรือระดับสี่ได้ ถ้าโชคดี ก็สามารถปลุกพลังได้ หากพวกมันเป็นสัตว์ เมื่อพวกมันถูกฆ่าตาย กลายเป็นศพอีกครั้ง และมีคนกินเข้าไป ก็อาจจะปลุกพลังได้เลยหรือเปล่า อันนี้เขาก็ยังสงสัยอยู่ แต่น่าจะมีความเป็นไปได้ แต่เรื่องนี้เขาก็ไม่ได้บอกออกไปเช่นกัน และหากมีคนโชคดีปลุกพลังได้จริงๆ แล้วมาขอเขาเป็นศิษย์ เขาก็อาจจะยอมสอนอะไรเล็กๆน้อยๆไปก็ได้ คิดซะว่าเป็นโชคชะตาก็แล้วกัน และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะในโลกเก่า เขาก็เคยฝึกให้กับทหารของเขา พวกนั้นก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ของเขาได้เช่นกัน
“เอาล่ะ ไว้พบกันใหม่” เอ่ยจบ เขาก็กระโดดขึ้นฟ้า แล้วบินล่องหนหายไป
สองพ่อลูก และทหารที่เข้าเวร ที่คอยเงี่ยหูฟัง เหมือนได้รับข่าวใหญ่ข่าวใหม่ พวกเขาได้รู้ว่า ผู้อาวุโสผู้นี้ ไม่ใช่ว่าไม่รับศิษย์ แต่ร้อยปีจะรับศิษย์หนึ่งคน ตอนนี้ผ่านไปพันปี จึงคิดรับศิษย์สิบคน แต่จะเป็นศิษย์เขาได้ อย่างน้อยๆต้องปลุกพลัง แล้วทำยังไงพวกเขาจะปลุกพลังได้ อันนี้เขาไม่ได้บอก หากยังปลุกพลังไม่ได้ คงไม่ควรค่าให้กล่าวถึง และข่าวที่น่าตกใจอีกข่าวก็คือ ดูเหมือนผู้อาวุโสจะพูดถึงโลกเบื้องบน มันจะเป็นโลกเบื้องบนแบบที่นิยายที่พวกเขาเคยอ่านหรือเปล่า แบบว่าเป็นอีกโลกหนึ่งในอีกจักรวาลหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยเทพเซียนอะไรประมาณนั้น