เธอคิดอะไรบ้าๆ
เมื่อต้องเล่นสองบทบาทพร้อมกัน อีกทั้งบทบาทหนึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียง ก็ต้องลำบากเล็กน้อย แบรนน็อคจึงต้องใช้ศพของหลิงตงเฟิงออกมาใช้ประโยชน์ก่อนชั่วคราว จับโยนลงตึกไปพร้อมกับผู้กำกับเฉิน กับผู้ช่วยของเขา ที่เขาหาตัวพบในภายหลัง โดยให้ลามอสคอยควบคุมร่างศพนั้นแล้วปลอมอัตราการเต้นของหัวใจและสัญญาณชีพของศพ เหมือนว่าศพนั้นจะยังไม่ตาย และเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
มันเป็นการรักษาที่แปลกมากในโรงพยาบาล หมอและพยาบาล ทำการผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกคอที่หัก และกระดูกขาและกระดูกสันหลัง กระดูกกระโหลก รวมทั้งอวัยวะที่เสียหาย สัญญาณชีพคงที่มาก ทุกอย่างราบลื่น เหมือนไม่มีปัญหาอะไรทุกกระบวนการ แต่มันเหมือนการผ่าศพ มากกว่า แต่สัญญาณชีพ สัญญาณการเต้นหัวใจนั้นปกติเหมือนยังมีชีวิต และมีลมหายใจเข้าออกจมูก เหมือนว่าหัวใจและปอด จะยังทำงาน เลือดยังไหล แต่สภาพคล้ายศพ เหมือนคนตายแต่ยังไม่ตาย
“การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี แต่ตอนนี้ญาติยังเข้าเยี่ยมไม่ได้ คงต้องรอให้ฟื้นก่อน แต่หมอขอแจ้งให้ทราบว่า อาการของผู้ป่วยหนักมาก แม้ว่าผู้ป่วยจะฟื้นคืนสติ แต่ขาของเขาอาจเดินไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต ศีรษะของเขาก็แตก และสมองของเขาได้รับการกระทบกระเทือน เขาอาจจะสมองตาย หรือสมองพิการได้”
หมอที่ทำการผ่าตัด ได้ออกมาจากห้องผ่าตัด แล้วแจ้งให้ญาติของผู้ป่วยทราบ เขาได้ทำการผ่ากระโหลกยัดสมองเข้าไปเหมือนเดิม หากรอดได้ เขาก็น่าจะปัญญาอ่อน
ญาติของผู้ป่วยนั้น เป็นแม่และพี่สาวของหลิงตงเฟิง
“ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณบรรพชนตระกูลหลิงคุ้มครอง ขอเพียงเขายังไม่ตาย พวกเราก็ยังมีความหวัง” แม่ของหลิงตงเฟิง พูดเหมือนโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก และเหมือนยังมองโลกในแง่ดีมาก แต่อันที่จริง จิตใจเธอบอบช้ำมาก ลูกชายฉันจะตายไหม แต่เธอไม่อยากร้องไห้คร่ำครวญ เหมือนคนเสียสติออกมาเท่านั้นเอง
หมอที่ผ่าตัด ทำหน้าตาแปลกๆ เขาต้องทำการผ่าตัดอยู่หลายชั่วโมงจนสำเร็จ พอสำเร็จออกมา ญาติของผู้ป่วยขอบคุณคนอื่นๆมากมาย แต่ไม่ขอบคุณเขา บางครั้งเขาก็เคยคิดว่า ‘หากสวรรค์มีตา หรือพระเจ้ามีจริง ก็คงไม่มีเวลามาช่วยลูกชายของคุณหรอก พวกเขาไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น ผมนี่สิเป็นคนช่วยลูกชายคุณ’ แต่อาการผู้ป่วยคนนี้ก็แย่มาก ญาติยังสามารถขอบคุณสวรรค์ได้ หรือว่าพวกเขาจะมองโลกในแง่ดี คิดว่าเขาจะรอดได้จริงๆ
หลิงตงเฟย พี่สาวของหลิงตงเฟิง ก็ถอนหายใจ แต่คล้ายไม่ใช่ความโล่งอกด้วยเหมือนกัน แค่ถอนหายใจที่เขารอด
“แม่! พวกเรากลับไปก่อน เอาไว้เข้าเยี่ยมได้แล้ว พวกเราค่อยมาใหม่”
“เอาล่ะๆ เธอกลับไปก่อน บอกให้ป้าหวังเก็บข้าวของมาให้แม่ก็ได้ เธอยังต้องกลับไปบริษัทอีกไม่ใช่เหรอ ที่นี่ให้แม่ดูก็พอแล้ว”
“โอเค ค่ะแม่” หลิงตงเฟย ตอบกลับ เพราะยังไงเธอก็ต้องเข้าบริษัทในวันนี้ และเธออยากเว้นช่องว่างให้แม่ได้แสดงความเสียใจในแบบของเธอ
…
เมื่อเช้านั้นเธอได้รับโทรศัพท์จากแม่ ว่าเกิดอุบัติเหตุ น้องชายตกตึก เธอร้อนใจมาก แถมยังหวนคิดไปถึงคำที่เธอรับปากพ่อบุญธรรมเอาไว้ ทำให้เธอยิ่งคิดมากเข้าไปอีก
ตอนแรกเธอกะจะเล่นอีกซักปีสองปี แล้วค่อยทำตามคำที่เธอรับปากกับพ่อบุญธรรม แต่คนเราจะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ จะประวิงเวลา เหมือนว่ายังมีเวลาอยู่เหลือเฟือไม่ได้จริงๆ อาจบางทีกว่าจะรู้ตัว ก็สายไปเสียแล้ว
เป็นไปได้ไหมว่า เป็นเพราะเขาเห็นเธอ กับคนรักของเธอ เมื่อคืน ก็เลยรับไม่ได้ กินเหล้าเมา แล้วกระโดดตึกตกลงมา นั่นเพราะเธอก็อยู่ในโรงแรมนั้นเหมือนกันเมื่อคืน และเธอยังได้เปิดห้องนอนกับคนรักของเธอ ใครจะคิดว่าผ่านมาอีกวันจะเกิดเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
ครั้งนั้นเธอปฏิเสธ การแต่งงาน เธอรู้ดีว่าหลิงตงเฟิงเสียใจมาก ทั้งยังโทษตัวเอง คิดไปว่า เป็นเพราะเขาไม่ดีพอ แต่จะให้ทำยังไงได้ ตอนนี้เธอไม่ได้ชอบผู้ชาย และมีแฟนเป็นผู้หญิง จะให้แต่งงานกับผู้ชายก็คงไม่ได้ แถมผู้ชายคนนั้นก็ยังเป็นน้องชายบุญธรรมของเธออีก จะให้เธอทำใจยอมรับได้ยังไง
…
หลิงตงเฟย เหมือนว่าจะเดินออกไป แต่เหมือนไม่อยากออกไป เธอเดินออกไป ยังไม่ทันพ้น เธอวกกลับมาใหม่ ก็พบว่าแม่บุญธรรมของเธอร้องไห้อยู่ ครั้งนี้น้องชายอาการสาหัส ถึงแม้จะรอด แต่หากสมองตาย สมองพิการ หรือขาพิการ ก็คงไม่ต่างกับการได้ตายไปแล้ว
เธอตัดสินใจเดินกลับออกไป เพื่อกลับไปบ้าน ให้คนใช้ที่บ้านเก็บของ มาอยู่เป็นเพื่อนแม่ แล้วเธอก็จะไปบริษัท ยังมีหลายอย่างที่เธอต้องทำ อย่างหุ้นที่วันนี้ดิ่งร่วงจนติดพื้น เพราะข่าวน้องชายตกตึก
สำหรับเรื่องของน้องชายเธอนั้น เธอก็ค่อนข้างซับซ้อน ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบนิสัยของเขา แต่ถึงยังไงก็ยังเป็นน้องชายที่โตมาด้วยกัน ไม่เพียงแม่จะตามใจเขาเท่านั้น และบางครั้งเธอเองก็ตามใจเขามากเกินไปด้วย มันจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น อาจเป็นเพราะเธอไม่เข้มงวดกับเขา หรือเปล่า
เธอหยุดอยู่นาน และยังไม่ได้กดลิฟต์ด้วยซ้ำ เธอจึงมองดูป้ายบอกทางของโรงพยาบาลแล้วกดลิฟต์ เธอกดลิฟต์ไปอีกชั้นหนึ่ง ชั้นนี้ไม่ใช่ชั้นฉุกเฉินหรือผ่าตัด แต่เป็นชั้นนรีเวชกรรม เธอเห็นผู้หญิงในชุดคลุมท้อง คนบางคนพาเด็กมาด้วย เธอเดินดูวนรอบๆ รอบหนึ่ง เห็นป้ายๆหนึ่ง เกิดความรู้สึกแปลกๆ แล้วความคิดแปลกๆออกมา แล้วหวนคิดถึงเรื่องเมื่อคืน
…
ในห้องนอน เมื่อคืนที่โรงแรม
“ตงเฟย หากว่าพวกเรามีลูกด้วยกัน เธอจะเป็นคนท้องหรือให้ฉันท้อง” คนรักของเธอเอ่ยถาม
“บ้า เธอจะมีน้ำเชื้อได้ยังไง เธอไม่ใช่ผู้ชายซักหน่อย”
“ฉันหมายถึงว่า พวกเราสามารถไปขอบริจาคสเปิร์มที่ธนาคารสเปิร์มได้”
“จู่ๆ ทำไมเธอพูดถึงเรื่องนี้”
“ก็พ่อแม่ของฉันน่ะสิ บังคับให้ฉันไปดูตัวอีกแล้ว หากว่าฉันท้อง เรื่องนี้ก็หมดปัญหาใช่ไหม” คนรักของเธอเอ่ยความจริงออกมา ทำหน้าคล้ายถูกพ่อแม่บีบบังคับ
หลิงตงเฟย ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนักในทีแรก แต่วันนี้เกิดอุบัติเหตุกับน้องชาย หากว่าเรื่องเลวร้ายสุดๆจริงๆ เธอจะขอรีดสเปิร์มของน้องชายดีไหม แล้วเอามาผสมเทียม ตระกูลหลิงจะได้มีทายาท และเธอยังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับคนรักของเธอเอาไว้ได้อีกด้วย โดยผสมเทียม ไปทั้งสองคนเลย แล้วเลี้ยงลูกด้วยกัน
หากว่าเธอหรือคนรักของเธอจะผสมเทียม เพื่อมีลูกของตัวเอง แล้วทำไมต้องไปใช้สเปิร์มของคนอื่นที่ไม่รู้จักด้วย ของตระกูลหลิงก็มี แถมยังเป็นการช่วยสืบทอดทายาทของตระกูลหลิงของเธอได้อีก
หากว่าสมองตาย สมองพิการ ขาหักขาพิการ แต่เจ้าสิ่งนั้น ไม่ได้หัก ไม่ได้พิการไปด้วยใช่ไหม มันน่าจะมีน้ำเชื้อหลงเหลือเอาไว้บ้างใช่ไหม
“บ้า! เธอคิดอะไรบ้าๆ” หลิงตงเฟย ตำหนิตัวเองในใจ แล้วเดินจากไป ด้วยหน้าที่ยังแดงอยู่
…
ในอีกด้านหนึ่ง
มู่ชิงอวี่ กลับถึงอพาร์ทเม้นท์ของตัวเอง พอกลับถึงห้อง ถึงได้ถอนหายใจโล่งอกออกมา แล้วค่อยเปิดโทรศัพท์ ดูข่าวอัพเดตแล้วทำการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ในตอนนั้นเองที่ผู้ช่วยของเธอก็โทรเข้ามาพอดี
“พี่สาวชิงอวี่ พี่รับสายได้ซะที หากว่าพี่ไม่รับสายในห้านาทีนี้ ฉันคงต้องไปที่บ้านพี่แล้ว”
“ทำไมเหรอเสี่ยวเหยียน มีเรื่องอะไรหรือเปล่า” มู่ชิงอวี่ แสร้งทำเป็นใจเย็นเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรและทำเหมือนเพิ่งตื่นนอน
“ผู้กำกับเฉินกับผู้ช่วยนะสิ ไม่รู้ไปกินเหล้าเลี้ยงฉลองกับนายน้อยหลิงกันอีกท่าไหน พลาดตกตึกลงมา แล้วก็ผู้กำกับเฉินกับผู้ช่วย ตอนนี้ก็เสียชีวิตแล้ว”
“ว่ายังไงนะ” มู่ชิงอวี่ แทบไม่เชื่อหูตัวเอง ผู้กำกับเฉินกับผู้ช่วยนั้น สร้างสถานการณ์ให้เธอได้อยู่ในห้องนั้นกับนายน้อยหลิงนั่น และก็นายน้อยหลิงนั่นก็ทำเรื่องอย่างงั้นกับเธอ รุ่งเช้า เขาก็ถามเธอว่าจะเอายังไง เธอเลือกข้อสามไปด้วยความโมโห ว่าอยากให้เขาตาย ให้เขาโดดตึกฆ่าตัวตายไปเลย แล้วเธอจะอภัยให้เขา ใครจะคิดว่าเขาจะทำเรื่องนั้นจริงๆ แถมยังกอดคอพาผู้กำกับเฉินและผู้ช่วยโดดตึกไปด้วย ทำให้เรื่องของเธอกับเขา ถูกปิดเงียบไป เพราะจะได้ไม่มีใครรู้อีก
“เขาตายหรือยัง” มู่ชิงอวี่ ถามออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ตายแล้ว ตามข่าว ผู้กำกับเฉินกับผู้ช่วยตายคาที่ คุณชายหลิงอีกคนก็ไม่น่ารอดตึกสูงตั้ง 16 ชั้น หากยังรอดอยู่ได้ก็คงเป็นยอดมนุษย์แล้ว ตอนนี้ ละครของเรา อาจต้องเลื่อนการถ่ายทำออกไปก่อน แล้วเดี่ยวหนูจะคอยติดตามข่าวอีกที”
“โอเค ถ้างั้นแค่นี้นะ” มู่ชิงอวี่ หน้าถอดสี เมื่อวางสายเสร็จ เธอก็รีบหาข่าวจากอินเตอร์เน็ตทันที
‘ชายคนนั้น บ้าหรือเปล่า เขาโดดตึกฆ่าตัวตายจริงๆเหรอ’
เธอรู้สึกสับสนในตัวเอง ว่าเธออยากให้เขาตายจริงๆ หรือแค่โมโห พูดจาส่งเดชไปกันแน่
ในช่วงชีวิตของเธอ มีข่าวเรื่องคนคลั่งดารามากมาย บางครั้งฆ่าตัวตายตามดาราที่ชอบก็มี บางครั้งก็ฆ่าตัวตาย เมื่อดาราผู้หญิงที่ตัวเองชอบแต่งงานก็มี และยังมีเรื่องแปลกๆอีกมากมาย เธอไม่คิดว่าเรื่องแบบนั้น จะเกิดขึ้นกับเธอ ในสักวันหนึ่ง และเรื่องนี้ หากจะนำไปเล่า ไปปรึกษาใคร ก็คงไม่มีใครเชื่อ และยังเป็นเรื่องที่เล่าให้ใครฟังไม่ได้ซะด้วย
“ชายหนุ่มคนรวยรุ่นที่สอง กระโดดตึกตาย เพื่อพิสูจน์รักแท้”
“ก่อนหน้านั้น พวกเขาเผลอมีความสัมพันธ์วันไนต์สแตนด์ พอรู้ตัวอีกที ดารา ก็พบว่าตัวเองท้อง ชายหนุ่มคนรวยรุ่นสองไม่ตาย แต่ยังรอด แถมยังได้เป็นประธานบริษัท แล้วพวกเขาก็ได้พบกันอีกครั้ง หลังจากห้าปี ที่ดาราแอบออกจากวงการไปคลอดลูกที่ต่างประเทศ พอพวกเขาพบกันอีกครั้ง ลูกของพวกเขาสองคน ก็ช่วยเชื่อมสัมพันธ์พ่อแม่ลูก กลายเป็นหนังรักโรแมนติก”
“โอ้ มายก๊อด นี่เธอกำลังคิดอะไรบ้าๆ”
พล็อตเรื่องแบบนี้ มีแต่ในนิยาย และละครรักโรแมนติกเท่านั้น เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ยังไง แถมยังเป็นละครที่เธอกำลังแสดงนำอีกด้วย