ยินดีต้อนรับกลับประเทศ

แบรนน็อคไม่ได้อยู่ในห้องผู้ป่วย ในฐานะหลิงตงเฟิง แต่ไปบริษัทในฐานะซูไป๋ อย่างที่บอกฉินเทียนเยว่ และทำเหมือนเหตุการณ์การเมาเหล้าแล้วพลัดตกตึกโรงแรมนั้น ไม่เกี่ยวกับเขา และบริษัทของเขาก็ดูเหมือนจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้เช่นกัน

ในตอนนี้ทุกคนต่างยุ่งมาก จนไม่มีเวลาสนใจข่าวสาร

แบรนน็อคเข้าบริษัท แต่ไม่ได้เข้าไปสำนักงานของเขา แต่ไปห้องทำงานของแผนกการบินและอวกาศ ที่เขาเช่าเพิ่มในชั้น 36 โดยใช้พื้นที่ 1 ส่วนของชั้นเป็นของแผนกนี้ทำงาน และมีเขาคนเดียวอยู่ที่นี่ และเป็นที่โล่งๆ 333 ตรม. รอบด้านเป็นกระจก มีม่านปิดมิดชิด คนข้างนอก ไม่รู้ว่าคนข้างในกำลังทำอะไร และไม่มีใครมารบกวนเขา ทางด้านเลขาก็รู้เรื่องนี้ และไม่ได้นำน้ำและกาแฟมาเสริฟด้วยซ้ำ เพราะเจ้านายสั่งไว้แล้วว่า เขาไม่ดื่มน้ำหรือกาแฟในระหว่างที่เขาอยู่ในห้องนี้ และห้ามใครรบกวน และพวกเธอก็ไม่เคยเข้าไปในนั้น ที่นั่นน่าจะมีความลับของเจ้านายซ่อนอยู่

แบรนน็อค ทำเหมือนอยู่ที่นี่ แต่เขาวาร์ปไปที่ห้องใต้ดินใต้ทะเลสาบ ดูความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ทั้งยังขยับขยายฐานทัพใต้ดินให้กว้างขวางและมีหลายชั้นกว่าเดิม เมื่อไม่มีอะไรแล้ว เขาก็เข้านอนในตู้นอน เพื่อบำเพ็ญเพียรด้วยไฟฟ้า เหมือนชาร์จแบต ชดเชยช่วงเวลาที่เสียไป

สามวันผ่านไป นับจากวันนั้น มู่ชิงอวี่ ก็อารมณ์สงบลงบ้างแล้ว แต่เธอยังคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวกับเธอ แต่เรื่องมันเกี่ยวกับเธอโดยไม่รู้ตัว

เธอคิดมาโดยตลอดสามวันว่า หากเขาตายไปจะเป็นยังไง หรือหากเขาไม่ตายจะเป็นยังไง และพยายามใช้เหตุผลต่างๆนาๆ แต่สุดท้ายเธอก็ทำอะไรไม่ได้ เธอคิดไปคิดมา พยายามคิดว่า มันเป็นแค่ความฝันตื่นหนึ่งก็แล้วกัน

หลายวันผ่านไป ฉินเทียนเยว่ ต้องกลับไปทำงาน แต่ไม่มีบินไปอเมริกาอาทิตย์นี้ แต่มีบินอาทิตย์หน้า แต่แบรนน็อคมีธุระต้องไป เขาเลยต้องบินไปก่อน ส่วนงานของบริษัท ก็ให้คนในบริษัทจัดการ และเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

ส่วนเรื่องตัวตนหลิงตงเฟิง เขาก็ปล่อยร่างมันไว้อย่างงั้นก่อน ในตอนนี้ ร่างนี้เหมือนกับนอนเป็นผักอยู่บนเตียงและยังไม่ฟื้นคืนสติ สัญญาณทุกอย่างปกติดี แต่สภาพของเขานั้นดูผิดปกติมาก และแพทย์ทุกคนต่างก็ส่ายหัว เหมือนเครื่องมือและการตรวจของพวกเขาจะผิดปกติ ค่าออกมาปกติ แต่ร่างกายเหมือนไม่ปกติ

ตอนนี้มันเหมือนว่าเขาอยู่ได้ด้วยเครื่องพยุงชีพเท่านั้น หากถอดเครื่องพยุงชีพออก หรือเครื่องมืออื่นๆออก เขาอาจจะตาย และแพทย์ก็ให้ญาติเตรียมใจเอาไว้ แต่ญาติก็ยังไม่ถอดใจ ให้ใช้เครื่องพยุงชีพนั้นไปเรื่อยๆ เฝื่อเขาจะฟื้น และแม้ว่าจะรอนานแค่ไหนก็ตาม พวกเขาก็จะรอ

ก่อนขึ้นเครื่อง

“ที่รัก อันที่จริง ผมมีเรื่องจะบอกคุณ” แบรนน็อค คิดอยู่นาน จึงบอก ฉินเทียนเยว่ ก่อนที่เขาจะไปอเมริกา

“หือ อะไรคะ” ฉินเทียนเยว่ ที่มาส่ง เอ่ยออกมาด้วยความสงสัย

“ความจริง ก่อนแต่งงาน ผมเคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่ง พวกเราทะเลาะกัน แล้วผมก็หนีกลับมาจีนแล้วแต่งงานกับคุณ”

“ที่นั่นผมได้ทิ้ง ผู้หญิงคนหนึ่งกับลูกเอาไว้ และตอนนี้ เธอกำลังมีปัญหาอะไรบางอย่าง ผมต้องไปดู เพื่อให้แน่ใจว่าเธอและลูกสบายดี”

แบรนน็อค ใส่ความซูไป๋ ว่าเขาทิ้งเมียและลูกไว้ที่นั่น แล้วหนีมาจีนเพื่อแต่งงานกับฉินเทียนเยว่ ไม่ใช่ว่าถูกผู้หญิงทิ้ง หอบลูกหนี แล้วเขาถึงได้กลับมาที่นี่ เพราะมันจะฟังดูดีกว่านิดหนึ่ง

ฉินเทียนเยว่ ตกใจเล็กน้อยที่ได้ยิน

“คุณหมายถึง พวกคุณเลิกกันแล้ว และที่คุณไป ก็เพราะเป็นห่วงลูกใช่ไหม” ฉินเทียนเยว่ เน้นคำว่าเลิกกันแล้ว เพื่อให้เขารู้ตัวว่า ตอนนี้เขาแต่งงานใหม่มีลูกทางนี้แล้ว ไม่ว่ายังไงเรื่องนั้นก็ผ่านมาหลายปี น่าจะถือว่าเลิกกันไปแล้ว

“อืม ใช่มันเป็นอย่างงั้น”

“โอเค ถ้างั้น คุณก็เดินทางดีๆ ดูแลตัวเองด้วย”

มันเป็นความรู้สึกที่ยากอธิบาย ที่จู่ๆสามีก็มาบอกว่า ก่อนหน้านั้นเขาเคยมีผู้หญิงอื่น ทั้งยังมีลูกด้วยกัน แล้วยังมาบอกเอาตอนที่จะขึ้นเครื่อง และกำลังจะไปหาผู้หญิงคนนั้น จะไม่ให้ไปก็ไม่ได้ ฉินเทียนเยว่ หรี่ตามองค้อนๆใส่แบรนน็อคโดยไม่รู้ตัว

“ตอนที่ฉันไป คุณก็แนะนำให้พวกเรารู้จักกันหน่อย ดีไหมคะ”

“โอเค”

แบรนน็อครู้สึกได้ว่า ฉินเทียนเยว่ มีความผันผวนทางอารมณ์เล็กน้อย แต่ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ เพราะอย่างนี้เขาถึงเลือกที่จะบอกเธอก่อนขึ้นเครื่อง แต่ดูเหมือนว่าตัวเลือกนี้ จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

พอถึงเวลาสายการบินก็ประกาศให้ไปรอขึ้นเครื่อง แบรนน็อคก็จูบลาฉินเทียนเยว่ แล้วเข้าไปเช็คอิน

บนเครื่องบิน

แบรนน็อคเลือกนั่งเฟิร์สคลาส เพื่อที่จะได้นั่งสบายๆ ตัวเขานั้นความจริงไม่ได้นำสัมภาระอะไรมาก็ได้ แต่เขาก็ได้นำกระเป๋าเดินทางเล็กๆมาด้วย นอกจากนั้นก็เป็นเป้เดินทาง ที่มีอุปกรณ์พวกแท็บเล็ต และโน็ตบุ๊ค

แบรนน็อคได้สัมผัสกับบรรยากาศบินข้ามประเทศครั้งแรกในโลกนี้ ก็รู้สึกเกร็งๆเล็กน้อย ความรู้สึกคล้ายได้นั่งในเครื่องบินโบราณ หากเทียบกับโลกของเขา มันคงได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ ไม่รู้ว่าฉินเทียนเยว่ ทนความเครียดยังไงกับการเป็นกัปตัน เพราะต้องแบกชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือไว้ร้อยกว่าชีวิตทุกวัน คงจะเครียดมากในแต่ละเที่ยวบิน

“คุณลุงกลัวการบินเหรอคะ เด็กผู้หญิงที่นั่งข้างๆเอ่ยถามออกมา” ด้านข้างของเธอ น่าจะเป็นแม่ของเธอ และเธอก็เดินทางกับแม่แค่สองคน

“ลุงไม่กลัวการบิน แต่ลุงกลัวเครื่องบินกระป๋องนี้จะพาเราไปถึงอเมริกาหรือเปล่า”

“เครื่องบินกระป๋องคืออะไรคะ”

“หนูคิดหรือเปล่าว่า เครื่องบินนี้เหมือนกระป๋อง”

“โอ้ว เครื่องบินกระป๋อง”

“กระป๋องบ้านคุณลุงเป็นแบบนี้เหรอคะ”

“อืม มันเป็นแบบนี้แหละ ลุงหมายถึงตัวเครื่องมันเป็นเหล็กบางๆ”

“คุณลุงคะ เขาไม่สามารถเอาเหล็กหนาๆมาทำเครื่องบินได้ เพราะมันจะหนักมาก เขาถึงได้ใช้เหล็กบางๆ คุณลุงไม่รู้เหรอคะ”

“เอาน่า คุณลุงไม่ต้องกลัว คุณแม่บอกว่า เครื่องบินนี้จะพาพวกเราไปถึงที่หมายแน่นอน”

สตรีที่เป็นมารดาของเธอก็พยักหน้า ให้กำลังใจ

เจ้าเด็กคนนี้ เข้าใจหลอกด่าแล้วลูบหลังปลอบใจ

“หวังว่าจะอย่างงั้น” แบรนน็อคไม่ได้กลัว หรืออะไรทั้งสิ้น เขาแค่พูดไปอย่างงั้นเอง ไม่ได้กลัวการบินจริงๆ เพราะเขาเองก็บินด้วยตัวเองได้

เครื่องบินโดยสารในโลกนี้ จะไม่สามารถขึ้นลงทางดิ่งได้เหมือนโลกของเขา ตอนขึ้น เครื่องบินจะวิ่งไปตามถนนก่อน แล้วค่อยยกปีกขึ้น จะต้องมีระยะยกตัวขึ้นและค่อยๆไต่ระดับบินบนฟ้าได้ อารมณ์เหมือนขึ้นรถไฟเหาะ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่อยทรงตัวในระดับที่พอเหมาะในการบินเดินทาง

เมื่อเห็นแบรนน็อคมองซ้ายมองขวามองออกไปข้างนอกด้วยความสนใจ เด็กหญิงกับแม่ของเธอที่อยู่ด้านข้างนั้น ก็มองมาด้านนี้อย่างให้กำลังใจ

เครื่องบินขึ้นตามเวลา และไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ตลอดการบิน แบรนน็อคคล้ายนั่งหลับ แต่ความจริงส่งจิตสัมผัสออกไปตรวจสอบทั้งภายในและภายนอกตลอด

ระดับของลามอสกับเขาในตอนนี้ สามารถตรวจจับด้านล่างได้ เขาสามารถสแกนบนผิวดิน ผิวน้ำ และใต้น้ำได้ แม้ว่าจะกำลังบินอยู่ก็ตาม ระหว่างทางก็พบสิ่งที่น่าสนใจมากมายใต้น้ำ แต่เขาคงไม่สามารถลงไปตรวจสอบได้ในตอนนี้

หลังจากเดินทางไปหลายชั่วโมง นั่งว่างๆอย่างไร้ประโยชน์ เสียเวลาไปเปล่าๆวันหนึ่ง ก็มาถึงนิวยอร์ก เขาต้องปรับสภาพตัวเองก่อนหนึ่งวัน แล้วค่อยบินไปพอร์ทแลนด์ในวันถัดไป แต่เขาสามารถวาร์ปไปที่พอร์ทแลนด์ได้หากจำเป็น

ในตอนนี้เขาสามารถใช้จิตสัมผัส ไปตามโครงข่ายการไฟฟ้าทั่วโลก ในระยะที่มีไฟฟ้าอยู่ใกล้ เขาสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ และสำหรับลามอส เขาก็สามารถสัมผัสได้ผ่านโทรศัพท์ ตรงไหนที่มีโทรศัพท์มือถือ เขาก็สามารถรับรู้ข่าวสารที่จำเป็นได้ทั่วโลก

ตอนนี้ เอเดรีน แม่ของลูกสาวซูไป๋ ในประเทศนี้ ยังไม่เจอปัญหาตรงๆ เป็นเพราะเจอปัญหาอ้อมๆ นอกจากปัญหาภายนอกแล้ว ก็ยังมีปัญหาภายในขององค์กร หน่วยงานภาครัฐ และเรื่องภายในประเทศ

นั่นคือ เธอไปสืบเรื่องที่ไม่ควรสืบ และพัวพันกับหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรซีไอเอที่ไม่ชอบให้ใครมาสอดเรื่องของพวกเขา พวกเขาจะกำจัดเอเดรีน หากจำเป็น

นักฆ่าหน่วยงานซีไอเอ นอกจากจะทำงานภายใต้รัฐบาลแล้วนั้น บางครั้งก็ยังรับงานนอก โดยปกปิดเอาไว้ว่าเป็นงานหลวง และครั้งนี้ดูเหมือนว่า เอเดรีนจะเข้าใจว่าเป็นงานนอก แต่แท้จริงแล้วเป็นงานขององค์กรโดยตรง

เมื่อมีคำสั่งกำจัดเอเดรีนหากจำเป็นผ่านทางโทรศัพท์ และเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับซูไป๋ ลามอสจึงตรวจพบ

คดีของเอเดรีน ในเบื้องต้น มีผู้หญิงคนหนึ่ง ดันไปรู้เรื่องบางอย่างเข้า และถูกฆ่าปิดปาก และลูกของเธอหายไป ตำรวจหาไม่เจอ ก็เลยขอความช่วยเหลือเอฟบีไอ เธอก็เลยตามสืบอยู่ และมันยังมีคดีที่คล้ายกันหลายคดี แต่เหมือนยิ่งสืบยิ่งสาวลึกลงไปยิ่งซับซ้อน และตอนนี้ก็ยังหาเด็กไม่เจอ

ความจริงคดีนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอเดรีน แต่นี่เป็นงานของเธอ และผู้หญิงที่เป็นเพศแม่ อย่างเธอ ก็ทนไม่ได้ ถึงแม้เด็กคนนั้นจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอเดรีนก็ตาม แต่เพราะเด็กคนนั้นเป็นเด็กผู้หญิง และอายุเท่าๆกับลูกของเธอ เธอจึงต้องการสู้เพื่อเด็กคนนั้น

แต่ความจริงแล้วคดีนี้เกี่ยวพันหลายฝ่าย และไม่เกี่ยวกับแม่เด็ก แต่เป็นเพราะเด็ก ลูกของผู้เสียหายล้วนๆ

เด็กบางคนในประเทศนี้ เกิดการกลายพันธุ์เหมือนมนุษย์กลายพันธ์ ที่เห็นในการ์ตูน และพวกเขายังสามารถปลุกพลังได้เหมือนในหนัง และลามอสได้ตรวจจับเจอข่าวนี้ในซีกโลกนี้ สันนิษฐานว่าจะมีบางคนเผลอไปกินเศษชิ้นส่วนของซากเอเลี่ยน หรือกินซากของสัตว์กลายพันธุ์ที่กินซากเอเลี่ยนเข้าไป ก็เลยกลายพันธุ์และปลุกพลังได้ มันจึงน่าจะมีเศษซากเอเลี่ยนเกิดระเบิดก่อนตกสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วกระจายตัวไปทั่วโลกใบนี้ก็เป็นไปได้

ในเมื่อมาถึงนิวยอร์ก แบรนน็อคจึงได้ทำการจัดบัญชีต่างๆในอเมริกาให้เรียบร้อย เดิมทีก่อนหน้านี้ ซูไป๋ ก็มีบัญชีที่นี่และเดือนก่อนลามอสก็ได้ทำการแฮกเงินเพิ่มในบัญชีปลอมเข้าบัญชีจริงแล้วหาเงินในหุ้นที่นี่ แล้วค่อยๆสะสมแล้วถอนเงินเข้าบัญชีหุ้นเข้าบัญชีส่วนตัว

ตอนนี้เขาก็แค่เบิกเงินจากบัญชี เอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็น และซื้อโทรศัพท์ใหม่ เบอร์โทรใหม่ ส่วนรถยนต์ใหม่ค่อยไปซื้อที่พอร์ทแลนด์

ที่นี่ ในอเมริกา เขามีชื่อว่า นิก โลแกน

นิก เป็นชื่อ โลแกน เป็นนามสกุล

เป็นชื่อที่โหลและนามสกุลที่โหลมาก เหมือนชื่อ ซูไป๋ หากไม่ถึงหมื่น ก็คงหลายพันคนที่ใช้ชื่อและนามสกุลนี้

และยังมีคนใช้นามสกุลนี้เป็นชื่อด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก บางครั้งชื่อดีๆก็หายาก และบางครั้งพ่อและแม่ก็ขี้เกียจตั้งชื่อลูก เหมือนว่าจะตั้งให้เรียกง่ายๆเข้าไว้ และเดิมที โลแกน ก็เป็นชื่อของคนๆหนึ่ง ภายหลังได้สร้างคุณูปการในสงครามโลกครั้งที่สอง จึงได้เอามาตั้งเป็นนามสกุล เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักวิจัยที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์ และอเมริกาก็ได้นำไปทิ้งลงญี่ปุ่น พลิกผันสงครามครั้งนั้น เขาเกรงว่าจะมีคนก่นด่าโคตรเหง้าศักราชของเขา เขาจึงตั้งสกุลใหม่ โดยเอาชื่อของเขาเป็นต้นตระกูล เพื่อที่ว่าจะไม่ทำให้ตระกูลเก่าของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง และหากจะมีคนเชิดชู ก็ให้ลูกหลานของเขาจดจำเขาเอาไว้ และคุณูปการในครั้งนั้น เขายังได้รับที่ดินในพอร์ทแลนด์ ห้าพันไร่ โดยแบ่งเป็นส่วนๆสิบส่วน ไม่ได้เป็นที่ดินผืนเดียว

ปัจจุบัน มีคนตระกูลนี้อยู่ไม่น้อยในพอร์ทแลนด์ และพ่อของซูไป๋ ก็ไม่ได้มีแค่แม่ของซูไป๋คนเดียว ที่นี่เขาก็มีภรรยาอีกคน และมีลูกอีกสองคน เป็นพี่ชายของซูไป๋ และน้องสาวของซูไป๋ ในปัจจุบันพี่ชายคนโตแต่งงานมีลูก จนลูกเรียนจบมหาลัยกันไปหมดแล้ว และตอนนี้พี่ชายซูไป๋ ก็ได้เป็นนายกเทศมนตรีในพอร์ทแลนด์ ส่วนน้องสาวก็เป็นทนายและได้แต่งงานไปแล้วเหมือนกัน

แต่ชื่อนี้นามสกุลนี้มีปัญหามากเวลาผ่านด่าน หรือไปที่ไหน เพราะคนคิดว่า เป็นชื่อปลอม เพราะเป็นชื่อง่ายๆ เหมือนตั้งมาลวกๆ หากไม่มีเลขบัตรประจำตัวและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ก็คงยืนยันตัวตนไม่ได้

ในตอนที่เช็คอินเข้าประเทศ แบรนน็อค ก็ยังได้รับการต้อนรับจากด่านตรวจคนเข้าเมืองว่า “ยินดีต้อนรับกลับประเทศครับ คุณนิก” นั่นเพราะเขาไม่ได้ใช้พาสปอร์ต แต่ใช้ไอดีของประเทศนี้เดินทางกลับ จะได้ไม่ต้องตอบว่าจะอยู่กี่วัน และไปทำอะไร เพราะว่า นิก มีทะเบียนบ้านอยู่ที่พอร์ทแลนด์อยู่แล้ว

ตอนก่อน

จบบทที่ ยินดีต้อนรับกลับประเทศ

ตอนถัดไป